ข่าว

ปฏิรูปสีกากี...ต้องเอานักการเมืองออกจากตำรวจ

ปฏิรูปสีกากี...ต้องเอานักการเมืองออกจากตำรวจ

29 มิ.ย. 2557

ปฏิรูปสีกากี...ต้องเอานักการเมืองออกจากตำรวจ : โดย...สิทธิชัย นครวิลัย / ปกรณ์ พึ่งเนตร

 
                          เชื่อว่าร้อยละร้อยไม่อยากให้ตำรวจอยู่ใต้นักการเมือง ผมด้วยคนหนึ่ง 
 
 
                          เดือนแรกภายใต้การบริหารประเทศของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) สิ่งหนึ่งหรืออาจจะเป็นสิ่งเดียวที่รบกวนจิตใจคณะนายทหารที่ยืนกรานว่าทำภารกิจนี้เพื่อชาติ ก็คือ การเคลื่อนไหวต่อต้านคัดค้านการรัฐประหาร ทั้งในและต่างประเทศ
 
                          การคัดค้านจากภายนอกประเทศนั้น ปรากฏผลแล้วค่อนข้างหนักและชัด ทั้งกรณีของสหรัฐอเมริกาตัดงบช่วยเหลือด้านการทหาร และสหภาพยุโรป หรือ อียู ที่ทบทวนความสัมพันธ์และความร่วมมือทางเศรษฐกิจเกือบทุกระดับ ซึ่งเป็นประเด็นที่ คสช.และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะกระทรวงการต่างประเทศ เร่งแก้ไขผ่อนหนักให้เป็นเบากันอยู่ 
 
                          ส่วนการคัดค้านจากภายในประเทศ หรือจากคนไทยด้วยกันเอง ก็คือการเคลื่อนไหวประท้วงเชิงสัญลักษณ์แสดงจุดยืนไม่เอาการรัฐประหาร และต้องการการเลือกตั้ง ขณะที่ "เจ้าภาพ" ซึ่งต้องจัดการปัญหานี้ย่อมหนีไม่พ้นสำนักงานตำรวจแห่งชาติ หน่วยงานหลักที่รับผิดชอบงานด้านความมั่นคงภายใน
 
                          และนายตำรวจระดับสูงที่ต้องรับหน้าเสื่อดูแล ก็คือผู้ที่รับผิดชอบหน้างานด้านความมั่นคง พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (รองผบ.ตร.) 
 
                          ตลอด 1 เดือนที่ผ่านมา หลายคนยังคาใจว่าเหตุใด คสช.จึงไม่ยอมให้มีการประท้วงเชิงสัญลักษณ์ และการแสดงพฤติกรรมปกติ เช่น รับประทานแซนด์วิช มันผิดกฎหมายได้อย่างไร...ข้อข้องใจเหล่านี้ พล.ต.อ.สมยศ มีคำตอบ 
 
 
 
จาก"หลักพัน"ถึง"แฟลชม็อบ"
 
 
                          พล.ต.อ.สมยศ เริ่มต้นว่า การป้องปรามและดำเนินคดีกับกลุ่มที่ออกมาชุมนุมต่อต้าน คสช. เป็นงานร้อนในความรับผิดชอบของเขาที่หลายฝ่ายให้ความสนใจมากที่สุดในขณะนี้ 
 
                          "จริงๆ แล้วหน้างานที่ผมรับผิดชอบคืองานความมั่นคงทั้งหมด ทั้งความผิดต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ อาวุธสงคราม วัตถุระเบิด แรงงานต่างด้าว แต่ที่ประชาชนให้ความสนใจ คือ การแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ เพราะขณะนี้ประเทศไทยกำลังใช้กฎหมายพิเศษ และกำลังอยู่ในช่วงของการลดขัดแย้ง สร้างความปรองดอง เพื่อนำไปสู่การปฏิรูปประเทศ คสช.จึงไม่อยากให้มีกิจกรรมอะไรในลักษณะที่ก่อให้เกิดความขัดแย้งแตกแยกได้" 
 
                          "ฉะนั้นการกระทำหรือแสดงกิจกรรมอะไรที่สุ่มเสี่ยงล่อแหลมต่อการขัดกฎหมาย บางครั้งผู้ชุมนุมเป็นนิสิตนักศึกษา เป็นชาวบ้าน อยากจะมาร่วม จะด้วยอุดมการณ์ส่วนตัว ชักชวนกันมา หรือถูกหลอกถูกว่าจ้างมาก็ตาม ต้องคำนึงไว้เสมอว่าการกระทำของตนอาจเป็นความผิดตามกฎหมายได้ ขอให้คิดให้ดี" 
 
                          อย่างไรก็ตาม พล.ต.อ.สมยศ บอกว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้า คสช. มีนโยบายชัดเจนและสั่งมาทุกครั้งให้การปฏิบัติกับผู้ชุมนุมและผู้เห็นต่างเป็นไปโดยละมุนละม่อม ห้ามใช้ความรุนแรง หลีกเลี่ยงการเผชิญหน้า มาตรการต้องทำจากเบาไปหาหนัก หลีกเลี่ยงการใช้กำลัง กรณีผู้ชุมนุมกระทำผิดกฎหมาย ให้ใช้วิธีถ่ายรูป และออกหมายเรียกตัวมาในภายหลัง หรือหากจะใช้มาตรการควบคุมตัว ก็ให้กระทำนอกพื้นที่ชุมนุมจะดีกว่า เมื่อคุมตัวแล้วก็ส่งมอบให้เจ้าหน้าที่ทหารทำประวัติ พูดคุย ชี้แจงเปลี่ยนทัศนคติ หากเป็นนิสิตนักศึกษา ทหารก็จะไปพบพ่อแม่เพื่อพูดคุยทำความเข้าใจ
 
                          มาตรการผ่อนคลายดังกล่าวนี้ ก็เพื่อให้บรรยากาศของประเทศกลับเข้าสู่โหมดปรองดอง มีความรักความสามัคคี และมีรอยยิ้ม
 
                          "การดูแลผู้ชุมนุมหรือผู้เห็นต่าง เรายึดแนวนี้ตลอด และปริมาณของผู้กระทำผิดก็ลดลงอย่างต่อเนื่อง จากหลักพัน เป็นหลักร้อย และหลักสิบ ตอนนี้เป็นเหมือนแฟลชม็อบ คือมาแบบวูบๆ วาบๆ แล้วก็หายไป" 
 
 
 
กินแซนด์วิช...ผิดอะไร?
 
 
                          ส่วนความสงสัยในเรื่องข้อกฎหมายว่าเหตุใดการแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ เช่น ชูสามนิ้ว หรือกินแซนด์วิช จึงกลายเป็นความผิดนั้น พล.ต.อ.สมยศ อธิบายว่า ต้องไปดูว่าปัจจุบันมีกฎหมายอะไรใช้อยู่บ้าง ไม่ใช่ดูแต่คำสั่ง คสช. หรือกฎหมายอาญาเท่านั้น 
 
                          "ทุกวันนี้เรามีประกาศ คสช.ห้ามชุมนุมมั่วสุมเกิน 5 คน มีกฎอัยการศึก มีประมวลกฎหมายอาญาในหมวดที่เกี่ยวกับความมั่นคงภายในราชอาณาจักร จริงๆ แล้วกระทำการใดๆ ก็ตาม ถ้าฝ่ายทหารเขาเห็นว่าอาจขัดต่อคำสั่งหรือกฎอัยการศึก ก็สามารถใช้มาตรา 15 ทวิของพระราชบัญญัติกฎอัยการศึก พ.ศ.2457 ควบคุมตัวได้อยู่แล้วเป็นเวลา 7 วัน ไม่ต้องมีข้อหาก็ได้" 
 
                          "บางคนบอกมากินแซนด์วิช แต่ละคนไม่รู้จักกัน ไม่ได้มารวมตัวกัน จะผิดได้อย่างไร ผมอยากอธิบายว่าก่อนจะมากิน พวกคุณมาได้อย่างไร มีการชักชวนกันมาแสดงสัญลักษณ์ต่อต้านการรัฐประหารด้วยการกินแซนด์วิชใช่หรือไม่ ทั้งชักชวนกันมาแบบปากต่อปาก ทางโทรศัพท์ หรือพิมพ์ผ่านโซเชียลมีเดีย ซึ่งการชักชวนกันมานี้ก็ผิดตามประมวลกฎหมายมาตรา 116 แล้ว (ผู้ใดกระทำให้ปรากฏแก่ประชาชนด้วยวาจา หนังสือ หรือวิธีอื่นใดให้ประชาชนล่วงละเมิดกฎหมายแผ่นดิน) ก็ลองไปพิจารณาดู" 
 
                          พล.ต.อ.สมยศ บอกด้วยว่า เมื่อกระทำผิดแล้ว หากมีคดีติดตัว มีประวัติ ก็ไม่ส่งผลดี โดยเฉพาะกับเด็กๆ และเยาวชนที่ยังต้องมีอนาคตต่อไป ฉะนั้น คสช.จึงมีนโยบายให้ใช้วิธีถ่ายรูปไว้ จากนั้นก็เรียกพบ หรือไปพบกับพ่อแม่ผู้ปกครองเพื่อทำความเข้าใจ
 
 
 
พูดยาก...ตำรวจเกียร์ว่าง
 
 
                          นับตั้งแต่ คสช.เข้าควบคุมอำนาจการปกครอง ภาพที่เปลี่ยนไปและกลายเป็นเห็นกันจนชินชา ก็คือการปราบปรามจับกุมอาวุธสงครามและสิ่งผิดกฎหมายต่างๆ มีของกลางจำนวนมากมาแถลงข่าวกันไม่เว้นแต่ละวัน คำถามคือแล้วก่อนหน้านั้นทำไมถึงไม่จับ 
 
                          "เรื่องอาวุธสงคราม การข่าวทราบว่าถูกลักลอบนำเข้ามาจากประเทศเพื่อนบ้านหลายเดือนมาแล้ว แต่ไม่มีการจับกุม ทำไมในอดีตไม่ได้จับกุมก็ตอบยาก อาจเป็นเพราะผู้เกี่ยวข้องปล่อยปละละเลย ไม่เอาใจใส่ เหมือนกับตู้ม้า ประชาชนก็ถาม ทำไมเมื่อก่อนไม่จับ แต่ทุกวันนี้จับได้เป็นพันตู้ ก็คงเป็นเพราะผู้มีหน้าที่ในช่วงที่ผ่านมาปล่อยปละละเลย ไม่ดูแล"
 
                          "แต่เรื่องแบบนี้เหมือนบูมเมอแรง จับแรกๆ คนชื่นชม สื่อก็ชื่นชม แต่พอจับมากเข้าก็กลายเป็นคำถามว่าแล้วเมื่อวานไปทำอะไรอยู่ กลายเป็นบูมเมอเแรงที่ขว้างออกไปสวย แต่แล้วก็กลับมาโดนตัวเอง" พล.ต.อ.สมยศ กล่าวและย้ำว่าปัญหาที่เกิดขึ้นไม่ใช่เรื่องกฎหมาย แต่เป็นปัญหาเรื่องการบังคับใช้กฎหมายล้วนๆ
 
                          เมื่อถามว่า จะทำให้ความเข้มข้นเข้มแข็งเช่นนี้ยั่งยืนได้อย่างไร พล.ต.อ.สมยศ บอกว่า ขึ้นกับนโยบายของผู้นำในอนาคตว่าจะเป็นไปในทิศทางไหน ถ้าผู้นำย่อหย่อน เดี๋ยวก็เละ เดี๋ยวก็เหมือนเดิม ผู้ปฏิบัติย่อหย่อน ปล่อยปละละเลย ก็จะกลับไปเป็นแบบเก่า 
 
                          "วันนี้ คสช.ยืนหวดไม้เรียวอยู่ มันก็ดูดี แต่วันหนึ่งที่ไม่มี คสช.แล้ว มีรัฐบาลใหม่เข้ามา ก็ขึ้นกับนโยบายในขณะนั้นว่าจะเอาอย่างไร" 
 
 
 
เอานักการเมืองออกจากตร.
 
 
                          เมื่อซักว่าปัญหาลักษณะนี้เป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้มีเสียงเรียกร้องเรื่อง "ปฏิรูปตำรวจ" หรือไม่ พล.ต.อ.สมยศ บอกว่า เรื่องนี้พูดกันมานานแล้ว ไม่ใช่แค่ตอนมีม็อบ กปปส. สาเหตุที่พูดกันมากคือ ตำรวจรับใช้นักการเมือง เป็นขี้ข้านักการเมือง การจะแก้ปัญหานี้ต้องถามว่าทำไมหรือเพราะอะไรตำรวจจึงต้องเข้าไปเกี่ยวข้องกับการเมือง 
 
                          "นักการเมืองใช้ประโยชน์จากตำรวจ เอามาสนองความต้องการของตัวเอง ขณะที่ตำรวจก็วิ่งเต้นกับนักการเมืองด้วย ทั้งหมดนี้มันเป็นเพราะกฎหมายหรือโครงสร้างตำรวจถูกกำหนดให้นักการเมืองเข้ามามีอำนาจเหนือตำรวจใช่หรือไม่ นายกฯ เป็นประธาน ก.ต.ช. (คณะกรรมการนโยบายตำรวจแห่งชาติ) เป็นประธาน ก.ตร. (คณะกรรมการข้าราชการตำรวจ) แล้วนักการเมืองก็มีบทบาทต่อการแต่งตั้งโยกย้าย"
 
                          "เรื่องแบบนี้เป็นธรรมดามนุษย์ ไม่ใช่เฉพาะตำรวจ แต่กระทรวง ทบวง กรมอื่นบางทีอาจจะยิ่งกว่าตำรวจ ถ้าการโยกย้ายขึ้นอยู่กับนักการเมืองก็จะเจอปัญหาเดียวกัน ฉะนั้นอย่าว่าแต่ตำรวจ บางคนบอกตำรวจเป็นจิ้งจก แต่ก็ต้องยอมรับว่าทุกคนต้องการความเจริญก้าวหน้าในอาชีพราชการ เมื่อรู้ว่านักการเมืองทำให้ได้ ก็ไปรับใช้ เพราะฉะนั้นถ้าอยากแก้ตรงจุดนี้ ก็ต้องแก้กฎหมายไม่ให้นักการเมืองมาแทรกแซงตำรวจ นายกฯ ไม่ต้องเป็นประธาน ก.ต.ช. ไม่ต้องเป็นประธาน ก.ตร. ถ้าไม่ให้นักการเมืองแหย่ขาเข้ามาได้ ก็จะไม่ถูกแทรกแซง" 
 
                          "ทุกวันนี้ตำรวจไม่เชื่อฟังผู้บังคับบัญชา เพราะรู้ว่าให้คุณให้โทษกับเขาไม่ได้ ถ้าเอานักการเมืองออกไปเสีย ทุกอย่างก็จะเข้าระบบ ตำรวจก็จะมีวินัย มีระเบียบ ปฏิบัติตามกฎหมาย กลับสู่ประเพณีที่ดี ให้เกียรติและเชื่อฟังผู้บังคับบัญชา" 
 
 
 
ปฏิรูปตร.ต้องฟังตำรวจ
 
 
                          อย่างไรก็ดี แม้ พล.ต.อ.สมยศ เห็นว่าการปฏิรูปตำรวจเป็นเรื่องที่ต้องทำ แต่ก็เน้นว่าต้องทำโดยตำรวจหรือผู้ที่เข้าใจระบบงานตำรวจเท่านั้น และไม่ควรเร่งรัดจนเกินไปด้วย 
 
                          "ไม่ใช่เอาใครก็ได้มาผ่าตัด ต้องเอาตำรวจหรือคนที่รู้เรื่องตำรวจมาปฏิรูป เป็นหมอแต่ไม่รู้จักโรคจะแก้ได้อย่างไร ตำรวจอยู่ กิน นอนอย่างไร ความรู้สึกเป็นอย่างไร ถ้าไม่รู้หรือเอาคนอื่นมามันก็แก้ไม่ได้ ตำรวจมี 2.5 แสนนาย ต้องถามคนในองค์กรว่ารู้สึกอย่างไร ต้องค่อยๆ เป็นค่อยๆ ไป หาจุดที่เป็นปัญหาจริงๆ แล้วค่อยๆ เปลี่ยน ให้ตำรวจยอมรับก่อน ไม่อย่างนั้นกระเพื่อมแน่ เป็นปัญหาแน่" 
 
                          "ผมเชื่อว่าร้อยละร้อยไม่อยากให้ตำรวจอยู่ใต้นักการเมือง ผมด้วยคนหนึ่ง ต้องถามว่าใครเขียนกฎหมายไว้แบบนี้ล่ะ (หมายถึงพระราชบัญญัติตำรวจแห่งชาติ พ.ศ.2547) ต้องไปด่าคนนั้น ไปซ่อนเงื่อนไว้เพื่อตัวเองจนกลายเป็นปัญหา" พล.ต.อ.สมยศ กล่าว
 
 
 
-------------------------
 
พร้อมขึ้นเป็น ผบ.ตร. แต่ 'ไม่ขอทำร้ายใคร'
 
 
                          คำสั่ง คสช.เมื่อค่ำวันศุกร์ที่ 27 มีนาคม ที่ให้ พล.ต.อ.ชัชวาลย์ สุขสมจิตร์ พ้นจากตำแหน่งรอง ผบ.ตร. ไปนั่งเก้าอี้อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) แบบเต็มตัว ทำให้แคนดิเดต ผบ.ตร.คนใหม่แทน พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว เหลือเพียง 2 คน จาก 3 คน 
 
                          คือ พล.ต.อ.เอก อังสนานนท์ และ พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง ทว่ารายหลังกล่าวอย่างถ่อมตัวว่า ทุกคนที่เป็นพลตำรวจเอก มีความพร้อมที่จะขึ้นดำรงตำแหน่ง ผบ.ตร.ได้ทุกคน 
 
                          "ถ้าถามถึงความพร้อม ต้องบอกว่าทุกคนพร้อม ทุกคนที่ติดยศพลตำรวจเอกมีความพร้อมทุกคน เป็นความพร้อมตามกฎหมาย ส่วนตัวผมเองเป็นเด็กบ้านนอก มีโอกาสมาถึงจุดนี้ได้ก็ถือว่าไม่ได้คาดฝันมาก่อน ฉะนั้นอนาคตจะได้เป็นหรือไม่ได้เป็น ผบ.ตร.จึงไม่ได้คาดหวังหรือไขว่คว้า เพราะถ้าคาดหวังมากๆ จะทำให้เกิดกิเลส"
 
                          "เมื่อเกิดกิเลสแล้วก็จะทำให้คิดไม่ดี ทำให้เราวางแผน คิดหาทางที่จะเป็นให้ได้ ซึ่งถ้าทำแบบไม่ได้ทำร้ายใครก็แล้วไป แต่ถ้าความอยากเกิดขึ้นมากๆ ทำให้จิตใจเราไม่ดี แล้วไปใส่ร้าย ทำร้าย ทำลายในรูปแบบต่างๆ อย่างนั้นไม่ดี และผมไม่ทำ ไม่เคยคิดทำ อะไรที่จะได้มาขอให้ชอบธรรม บริสุทธิ์ ยุติธรรม ปราศจากการแก่งแย่งชิงดี" 
 
                          พล.ต.อ.สมยศ บอกด้วยว่า ใครก็แล้วแต่ที่ได้เป็น ผบ.ตร. สิ่งแรกที่ควรทำ คือ สร้างความรักใคร่สามัคคีปรองดองในหมู่ข้าราชการตำรวจ และทำให้ตำรวจกับประชาชนเข้าใจกัน โดยเฉพาะสิ่งที่ผ่านมาในอดีต เป็นเรื่องของการปฏิบัติหน้าที่ ตำรวจเป็นกลไกของรัฐ เป็นหน่วยงานที่ต้องปฏิบัติตามคำสั่ง ตามนโยบายของรัฐบาล หรือของผู้บังคับบัญชาในขณะนั้น ฉะนั้นในโอกาสข้างหน้ามีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องสร้างความรัก ความปรองดอง ความเข้าใจกันในหมู่ตำรวจและประชาชน 
 
                          ส่วนที่มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับนักการเมืองบางคนบางกลุ่มนั้น พล.ต.อ.สมยศ ออกตัวว่า "ความสัมพันธ์ก็มีกันทุกคน เราก็รู้จักทุกคน แต่ไม่ได้ไปยุ่งกับเขา และเขาไม่ได้มาวุ่นวายกับเรา ไม่ว่าจะสนิทมากหรือสนิทน้อยหรือแค่รู้จัก ระยะหลังก็ไม่ได้ติดต่อไปหาสู่กันเหมือนเดิม เพราะไม่มีอะไรต้องติดต่อกัน การทำงานที่ผ่านมาก็ไม่ได้เทคไซด์หรือเลือกข้างใคร งานทุกชิ้นที่ได้รับมอบหมายก็ทำเต็มที่" 
 
                          "ตอนผมทำคดีพันธมิตร (คดีแกนนำผู้ชุมนุมกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยปิดสนามบิน) ก็หาว่าผมเป็นแดง วันนี้ทำคดีเกี่ยวกับแดง ก็หาว่าผมเป็นเหลือง ซึ่งจริงๆ แล้วไม่ใช่ ผมทำตามคำสั่งผู้บังคับบัญชา ตรงไปตรงมา หลักการทำคดีของผมคือจะต้องไม่เดือดร้อนภายหลัง ไม่ต้องถูกฟ้องเป็นคดี ไม่ต้องเดินขึ้นศาลหลังเกษียณ นี่คือเป้าหมายชีวิต" 
 
                          "การทำคดีใหญ่ๆ ทำในรูปคณะกรรมการ มีพนักงานสอบสวนเป็นร้อยๆ คน เราไม่รู้หรอกว่าใครเป็นพวกไหน ถ้าเราไปทำในลักษณะออกความคิดเข้าข้างใคร หรือจะช่วยฝ่ายหนึ่งฝ่ายใด พนักงานสอบสวนก็รู้ และไม่ทำตามเราแน่ ถ้าเราทำถูกต้องตามกฎหมาย ไม่ให้ร้ายใคร ก็จะได้รับความร่วมมือ ผมบอกในที่ประชุมตลอดว่าทำอย่างไรก็ได้ให้งานบรรลุเป้าหมายโดยไม่ต้องไปกลั่นแกล้งให้ร้ายใคร ให้ทำทุกอย่างเป็นไปตามธรรมชาติ" 
 
                          "ผมบอกกับพนักงานสอบสวนที่ผมร่วมงานด้วยว่า ผมไม่เก่งเหมือนท่าน ไม่ได้จบนิติศาสตร์ ไม่ได้จบเน (เนติบัณฑิตไทย) ฉะนั้นเวลาผมพูดหรือผมสั่งอะไรแล้วคิดว่าผมสั่งไม่ถูก ต้องบอกผมวันนี้ ไม่ใช่เก็บเงียบไว้ หรือมาพูดตอนหลังตอนจะต้องยื่นประกันตัวเพราะเป็นคดีไปแล้วว่า รู้อยู่แล้วว่าท่านสั่งผิด แต่ไม่กล้าเตือน อย่างนี้ผมเกลียดที่สุด"
 
 
 
-------------------------
 
(ปฏิรูปสีกากี...ต้องเอานักการเมืองออกจากตำรวจ : โดย...สิทธิชัย นครวิลัย / ปกรณ์ พึ่งเนตร)