
เมื่อพล.อ.อุดมเดชเปิดตำรานิเทศ'Gate Keeper'
เมื่อพล.อ.อุดมเดช เปิดตำรานิเทศ'Gate Keeper'
"เราเคารพในหลักการของจรรยาบรรณของการนำเสนอความจริง และเข้าใจการทำหน้าที่ Gate Keeper ของสื่อมวลชน จึงขอให้รักษาไว้เพื่อใช้คัดกรองอย่างสร้างสรรค์"
คือคำมั่นที่ พล.อ.อุดมเดช สีตบุตร เลขาธิการคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) บอกไว้ระหว่างพบปะหารือทำความเข้าใจกับผู้บริหารสื่อสิ่งพิมพ์ และโทรทัศน์ รวม 46 สำนัก ที่สโมสรทหารบก ถนนวิภาวดีรังสิต เมื่อสายวันที่ 27 มิถุนายน ที่ผ่านมา เทียบเคียงเข้าได้กับวาระที่ คสช.ทำงานมาครบ 1 เดือน
ห้องมัฆวานรังสรรค์ คลาคล่ำไปด้วยสื่อมวลชนจากทุกสำนักที่ได้รับหนังสือเชิญก่อนหน้าไม่กี่วัน คือคำยืนยันหนึ่งของความศักดิ์สิทธิ์ เชื่อถือ และวางใจกันละกัน ซึ่งนั่นย่อมอยู่เหนือการออกคำสั่ง ซึ่งไม่ว่าใครก็ย่อมไม่ปรารถนาจะตกเป็นเป้าหมายนั้น
"ความวางใจกันและกัน" อาจคือที่มาแห่งศัพท์แสงจากตำรานิเทศศาสตร์อันว่าด้วย "Gate Keeper" หรือผู้รักษาประตูแห่งข่าวสาร
ศัพท์คลาสสิกคำนี้ ถูกหยิบยกขึ้นมายืนยันความจริงใจที่ พล.อ.อุดมเดช ย้ำหลายครั้งหลายหนว่า คสช.เคารพในดุลพินิจ วิจารณญาณของบรรดาบรรณาธิการทั้งหลายที่จะเลือกข่าวสารที่สื่อสำนักนั้นเห็นว่าเหมาะสมแก่กาลเทศะ ในสถานการณ์ที่บ้านเมืองยังไม่กลับสู่ภาวะปกติ
แม้การร่ายยาวฉายภาพโรดแม็พ คสช. 3 ขั้นตอนก่อนคืนอำนาจให้ประชาชนเดินหน้าเข้าสู่คูหาเลือกตั้ง "ในระยะเวลาที่สั้นที่สุด" ล้วนคือก๊อบปี้เดียวกับที่ คสช.ได้แถลงย้ำไปก่อนหน้า แต่การแสวงความร่วมมือจากสื่อมวลชนตลอดระยะเวลา 1 เดือน ที่ผ่านมา ต่างหากที่จะเป็นเครื่องยืนยันว่า เป้าหมายการทำงานของ คสช.บรรลุผล
"เราตั้งใจเข้ามาทำให้ประเทศชาติของเราเดินหน้าต่อไปได้ แต่ผมจะเดินหน้าต่อไปได้ก็ต่อเมื่อได้รับความร่วมมือจากทุกท่าน เพราะแม้มีสถานีโทรทัศน์เพียงแห่งเดียวไม่ร่วมมือ พวกผมก็คงไปไม่รอด"
แต่วาจาในลีลานักการทูตดังกล่าวมา ก็ยังหาใช่หลักประกันมั่นคงว่า ในอนาคตข้างหน้าสื่อมวลชนจะไม่ได้รับการปฏิบัติอย่างที่พวกเขาเริ่มแสดงอาการอึดอัด จากเมื่อ 2 วันก่อนหน้า พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว รองหัวหน้า คสช. มีคำสั่งแต่งตั้งคณะทำงานขึ้นมา 5 ชุด เพื่อติดตาม "มอนิเตอร์" การรายงานข่าวของสื่อทุกประเภท ซึ่งสื่อมวลชนทุกแขนงได้กลิ่นตรงกันว่า นั่นคือมาตรการที่เป็นการคุกคามการทำงานมากกว่าสร้างเสริมกันและกันอย่างที่กล่าวอ้าง
บทบาทของ Gate Keeper ผู้รักษาประตูข่าวสาร ยังคงแขวนไว้บนเส้นด้าย ราวกับผู้รักษาประตูที่เป็นผู้เล่นในตำแหน่งหลังสุดของทีม แต่กลับจะโดนใบเหลือง ใบแดง ในข้อหา "ออฟไซด์" อันไม่น่าจะเป็นไปได้
แต่มันก็อาจจะเป็นไป ในเมื่อกติกาถูกวางไว้ให้ขึ้นกับความพอใจของ "กรรมการกลางสนาม" ผู้พร้อมเป่านกหวีดตลอด 24 ชั่วโมง
พล.ท.ภาณุวัชร นาควงษม์ ผู้ช่วยเสนาธิการทหารบก ฝ่ายกิจการพลเรือน เป็นผู้ประสานงานการทำงานด้านสื่อและการประชาสัมพันธ์ ซึ่งร่วมอยู่ในวงแลกเปลี่ยนอธิบายว่า ภารกิจของคณะทำงานชุดนี้จะประเมินข่าวแต่ละวัน ทั้งหนังสือพิมพ์ ทีวี และสื่อออนไลน์ เพื่อให้ทราบทิศทาง จากนั้นจะนำมาสรุป ประเมินผล ด้วยการให้คะแนน ทั้งประมวลผลเพื่อกำหนดการทำงาน และช่วยการทำงานของ คสช.ให้สามารถปรับทิศทางให้ตรงกับความต้องการของประชาชน ไม่ใช่การติดตามสื่อมวลชนแต่ประการใด
"แม้บางสื่อออกไปในทิศทางไม่ถูกต้อง ก็ไม่เคยเรียกมาตักเตือน อย่างมากก็โทรไปคุย ถ้าประเด็นไม่ตรงก็ต้องคุยกัน" พล.ท.ภาณุวัชร อ้างถึงเสียงสะท้อนจากโซเชียลมีเดียที่ส่งตรงมาถึง แสดงให้เห็นถึงความไม่พอใจที่มีต่อ "การใช้ภาษาข่าว" ที่ไม่เหมาะสม ซึ่งนั่นเป็นเครื่องยืนยันว่า เขาหรือคณะล้วนมีขบวนการตาสับปะรดช่วย "มอนิเตอร์" ทุกตัวอักษร
นั่นคือการตอบข้อสงสัยอีกส่วนหนึ่งของผู้แทนสื่อต่อบทบาทการทำหน้าที่ของคณะทำงานเฝ้าระวังทั้ง 5 ชุดของ พล.ต.อ.อดุลย์ แต่ถึงอย่างไร พล.อ.อุดมเดช ก็เห็นยังเห็นว่า เป็นเพียงการวางกรอบโครงสร้างภายในเท่านั้น ยืนยันว่าไม่ใช่เป็นการก้าวก่ายการทำงานของสื่อมวลชนแต่ประการใด
"ตั้งแต่มี คสช.ก็ดำเนินการไปแล้วบางอย่าง เพื่อให้สื่อได้เสริมการดูแลและตรวจสอบความถูกต้อง ไม่เกิดความเสียหายขึ้น" กระนั้นก็ตาม สำหรับสื่อโทรทัศน์อีกส่วนหนึ่งที่ยังออกอากาศไม่ได้นั้น เขาบอกว่า ยังมีความจำเป็นต้องให้เป็นเช่นนั้นไปสักระยะหนึ่ง เพราะภาพและสัญลักษณ์ของการแบ่งฝ่ายยังคงมีอยู่ จึงต้องขอให้ชะลอไว้ก่อนจนกว่าจะเหมาะสม วิทยุชุมชนบางแห่งเป็นจุดที่ทำให้ไขว้เขว ก็ขอให้ชะลอไว้ก่อน แต่ถ้าเปิดได้ ออกอากาศได้ ก็จะทำเท่าที่ทำได้ แต่หลายแห่งก็เปิดไม่ได้ เพราะทำผิดกฎของ กสทช."
เขายืนยันว่า บทบาทของ คสช.ต่อการดูแลสื่อต่างๆ นั้น เป็นการทำงานในลักษณะตัวกลาง เชื่อมการทำงานของสื่อกับ กสทช., กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร หรือหน่วยงานอื่นที่รับผิดชอบในเรื่องการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารอย่างแท้จริง
ปรากฏการณ์คณะของจารุพงศ์ เรืองสุวรรณ อดีตหัวหน้าพรรคเพื่อไทย ดูจะเป็นอีกประเด็นหนึ่ง ซึ่งนำไปสู่ข้อถกเถียงถึงความพอเหมาะพอดีของการนำเสนอข่าวของฝ่ายต่อต้านในมุมมองของคนทำข่าวกับทหาร ที่จำเป็นต้องปรับจูนให้เข้าใจในเวทีหารือวันนี้
คำขอร้อง คำสั่ง หรือแม้แต่ข้อเสนอที่ไม่อาจปฏิเสธ หรืออย่างไรก็ตามที ที่ส่งสัญญาณถึงสื่อมวลชน หลังใบหน้าและถ้อยแถลงของนักการเมืองผู้กำลังหลบหนี คสช.อยู่ขณะนี้ปรากฏทางโซเชียลมีเดีย อาจถูกยกระดับหรือบิดเบือนในระหว่างเดินทางสู่สำนักงานของสื่อมวลชน รวมไปถึงปฏิบัติการจู่โจมเพื่อสั่งห้ามไม่ให้เสนอข่าว นั่นคือสิ่งที่พล.อ.อุดมเดชก็ไม่สบายใจ ซึ่งย่อมไม่มีทางเลือกอื่นใด นอกจากการประสานงานโดยตรงของทั้งสองฝ่าย เพื่อไม่ให้เกิดอาการอกสั่นขวัญหนีอย่างที่เพิ่งผ่านมา
การหารือสองฝ่ายที่กินเวลายาวนานกว่าที่กำหนด แต่ก็ดูจะน้อยเกินไป ถ้าหากจะทำความเข้าใจกันอีกหลายประเด็น จบลงด้วยมื้อกลางวันอันแสนอบอุ่น ในท่ามกลางบรรยากาศคืนความสุข และปรองดองสมานฉันท์อย่างที่บางคนผู้เข้าร่วมอดมโนนึกถึงบรรยากาศในต่างจังหวัดเสียมิได้ ซึ่งก็คงไม่เสียเปล่า อย่างที่ พล.อ.อุดมเดช เชื้อเชิญไว้ในตอนท้าย
"ขอเชิญทุกท่านรับประทานอาหารร่วมกัน คสช.ควักเงินจ่ายให้สโมรสรเอง ไม่มีกินฟรีครับ"
อาหารดี ดนตรีเพราะ - คสช.เขาจัดให้!!!
2สมาคมสื่อถามแนวทางทำงาน
เมื่อวันที่ 27 มิถุนายน นายประดิษฐ์ เรืองดิษฐ์ นายกสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย นายวิสุทธิ์ คมวัชรพงศ์ นายกสมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย พร้อมด้วยกรรมการบริหาร เข้ายื่นจดหมายเปิดผนึกถึงข้อห่วงใยและข้อเรียกร้องต่อกรณีที่ คสช.ได้ตั้งคณะทำงาน 5 ชุดที่เกี่ยวกับสื่อทุกด้าน โดยมี พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว รองหัวหน้า คสช.รับมอบจดหมายด้วยตัวเอง
เนื้อหาจดหมายเปิดผนึก ระบุว่า ตามที่ พล.ต.อ.อดุลย์ แต่งตั้งคณะกรรมการเพื่อติดตามการเผยแพร่ข่าวสารต่อสาธารณะ ให้มีอำนาจหน้าที่ในการกลั่นกรอง ติดตาม และตรวจสอบ การเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารที่มีการบิดเบือน ยุยง ปลุกปั่น อันจะก่อให้เกิดความไม่สงบเรียบร้อยภายในราชอาณาจักร หรือมีผลกระทบต่อความมั่นคงของรัฐ อีกทั้งระงับยับยั้งการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารใดๆ อันเป็นเท็จ สมาคมมีความเห็นและข้อเสนอแนะดังนี้
1.ข่าวสารข้อมูลตามคำสั่ง คสช.ที่ 12/2557 ลงวันที่ 19 มิถุนายน 2557 ที่คณะกรรมการฯ นำมาใช้เป็นอำนาจหน้าที่ในการกลั่นกรอง ติดตาม และตรวจสอบนั้น สมาคมนักข่าวฯ ทั้ง 2 สมาคมขอแจ้งว่า เป็นเรื่องที่องค์กรสื่อ โดยเฉพาะผู้ประกอบวิชาชีพสื่อมวลชน ประพฤติปฏิบัติอยู่แล้วตามธรรมนูญและข้อบังคับจริยธรรมแห่งวิชาชีพ สมาคมนักข่าวฯ สภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติ รวมทั้งข้อบังคับจริยธรรมแห่งวิชาชีพข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย ตลอดจนแนวปฏิบัติขององค์กรสื่อแต่ละองค์กรอยู่แล้ว
2.สิ่งที่สมาคมนักข่าวฯ ทั้ง 2 สมาคมมีความห่วงใย คือแนวทางปฏิบัติของผู้นำคำสั่งของคณะกรรมการติดตามการเผยแพร่ข่าวสารฯ ไปดำเนินการยังขาดความชัดเจน ดังกรณีที่เกิดขึ้นกับกองบรรณาธิการหนังสือพิมพ์คม ชัด ลึก และสถานีโทรทัศน์เนชั่นทีวี เหตุเกิดเมื่อวันที่ 25 มิถุนายน ได้มีเจ้าหน้าที่ระดับปฏิบัติการเข้าไปในกองบรรณาธิการ เพื่อสั่งระงับยับยั้งการนำเสนอข่าวของนายจารุพงศ์ เรืองสุวรรณ ที่ประกาศก่อตั้งองค์กรเสรีไทยเพื่อสิทธิมนุษยชนและประชาธิปไตย ทั้งนี้เมื่อพิจารณาให้ถ่องแท้ จากการนำเสนอข่าวเรื่องนี้ของสื่อมวลชน ได้ทำให้สังคมรับรู้ข่าวสารอย่างถูกต้องและมีข้อมูลรอบด้าน โดยเฉพาะผู้ที่รู้ประวัติศาสตร์ของขบวนการเสรีไทย อันเป็นการย้ำถึงวิจารณญาณของประชาชนโดยส่วนใหญ่ได้เป็นอย่างดี
3.ด้วยเหตุนี้ สมาคมนักข่าวฯ ทั้ง 2 สมาคม จึงเรียกร้องให้คณะกรรมการติดตามการเผยแพร่ข่าวสารฯ จัดทำแนวทางปฏิบัติให้มีความชัดเจน รวมทั้งแนวทางการกำกับดูแล เพื่อให้เจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบนำไปปฏิบัติอย่างเหมาะสมแก่สภาพการณ์ เป็นไปในแนวทางเดียวกัน เพื่อแสดงการเคารพต่อวิจารณญาณของประชาชนคนไทยโดยส่วนใหญ่
-------------------------
(หมายเหตุ : เมื่อพล.อ.อุดมเดช เปิดตำรานิเทศ'Gate Keeper')



