
เปิดกรุครม.'ปู'รวยขึ้น33ล้าน
27 มิ.ย. 2557
ป.ป.ช. เปิดรายการทรัพย์สิน 10 อดีตรมต. 'ยิ่งลักษณ์' ในตำแหน่งนายกฯ รวยขึ้น 33 ล้าน
27 มิ.ย. 57 ที่สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ได้มีการเปิดเผยบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สิน ของ 10 รัฐมนตรี ใน 13 ตำแหน่ง สมัยรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกฯ กรณีพ้นจากตำแหน่งเมื่อวันที่ 7 พ.ค. 57 เนื่องจากถูกศาลรัฐธรรมนูญตัดสินให้พ้นจากการดำรงตำแหน่ง เพราะได้ใช้อำนาจหน้าที่มิชอบในการโยกย้ายข้าราชการ โดยมีรายละเอียดได้แก่
1. น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกฯ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ได้ยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินฯ กรณีพ้นจาก 2 ตำแหน่ง เป็นรายละเอียดเดียวกัน คือ มีทรัยพ์สินรวม จำนวน 601 ล้านบาท และมีหนี้สิน จำนวน 28 ล้านบาท ในส่วนของ ด.ช.ศุภเสกข์ อมรฉัตร บุตรชาย มีทรัพย์สินจำนวน 1.3 ล้านบาท ไม่มีหนี้สิน ถือว่ามีทรัพย์สินมากกว่าหนี้สิน จำนวน 574 ล้านบาท โดยไม่รวมจำนวนทรัพย์สิน และหนี้สินของคู่สมรสที่ไม่ได้จดทะเบียน คือ นายอนุสรณ์ อมรฉัตร ที่แจ้งรายการทรัพย์สิน จำนวน 36 ล้านบาท และเมื่อเทียบกับการแสดงบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินเมื่อเข้ารับตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เมื่อวันที่ 30 มิ.ย. 56 ที่แจ้งยอดทรัพย์สินรวม 607.660 ล้านบาท ถือว่ามีทรัพย์สินลดลง เป็นจำนวน 27.314 ล้านบาท โดยพบส่วนที่ลดลงนั้นอยู่ในรายการเงินฝาก และเมื่อเทียบกับช่วงเข้ารับตำแหน่งนายกฯ เมื่อวันที่ 10 ส.ค. 54 ที่แจ้งยอดทรัพย์สินรวม 541.132 ล้านบาท ถือว่ามีทรัพย์สินเพิ่มขึ้นรวม 33.214 ล้านบาท
ทั้งนี้เมื่อแจกแจงรายการทรัพย์สินเฉพาะรายการที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ยื่นแสดงกรณีเข้ารับตำแหน่งและพ้นจากตำแหน่งนายกฯ ที่มียอดเพิ่มขึ้นนั้นมีส่วนที่น่าสนใจ คือ มีมูลค่าส่วนของเงินลงทุนที่เพิ่มขึ้นเป็นมูลค่าถึง 32.754 ล้านบาท โดยในรายการแสดงบัญชีได้แจ้งว่า มีหุ้นสามัญจดทะเบียนในบริษัทเเอสซี แอสเสท คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) จำนวน 31,308,750 หน่วย รวมมูลค่าตามราคาตลาด 102 ล้านบาท , กองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ไทคอน จำนวน 137,150 หน่วย รวมมูลค่า 1.49 ล้านบาท , มีหน่วยลงทุนกองทุนเปิดแอสเซทพลัสตราสารหนี้ จำนวน 2.02 แสนหน่วย คิดเป็นมูลค่า 3.1 ล้านบาท , กองทุนเปิดแอสเซทพลัสตตราสารลงทุนเพื่อการเลี้ยงชีพ (ASP-ERF) จำนวน 24,036 หน่วย รวมเป็นเงิน 5.8 แสนบาท , กองทุนเปิดแอสเซทพลัส หุ้นระยะยาว (ASP-LTE) จำนวน 53,457 หน่วย รวมเป็นเงิน 9.07 แสนบาท , กองทุนเปิดเค หุ้นทุนบริพัตรเพื่อการเลี้ยงชีพ จำนวน 6,798 หน่วย คิดเป็นมูลค่า 4.65 ล้านบาท , กองทุนเปิดเค 70:30 หุ้นระยะยาวปันผล จำนวน 37,148 หน่วย คิดเป็นมูลค่า 6.02 แสนบาท เป็นต้น และเมื่อเปรียบเทียบกับช่วงที่เข้ารับตำแหน่งในส่วนดังกล่าวที่รวมเป็นมูลค่า 81 ล้านบาทนั้น พบว่า จำนวนหน่วยและมูลค่าได้เพิ่มขึ้นเป็นยอดรวม 123 ล้านบาท ถือว่าเพิ่มขึ้นเป็นมูลค่ากว่า 32 ล้านบาท ทั้งนี้การยื่นแสดงบัญชีรายการทรัพย์สินดังกล่าว ไม่พบการแจ้งส่วนของนาฬิกาหรูแต่อย่างใด
2. นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล อดีตรองนายกฯ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ได้ยื่นแสดงบัญชี เมื่อพ้นตำแหน่งทั้ง 2 เป็นรายละเอียดเดียวกัน โดยพบว่ามีทรัพย์สิน รวม 40.445 ล้านบาท และมีหนี้สิน 3.06 ล้านบาท ถือว่ามีทรัพย์สินมากกว่าหนี้สิน จำนวน 37 ล้านบาท และเมื่อเทียบกับการแสดงบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินช่วงรับตำแหน่งรองนายกฯ เมื่อวันที่ 1 พ.ย. 55 ที่มียอดรวมทรัพย์สินจำนวน 48.741 ล้านบาท ถือว่ามีทรัพย์สินลดลง 11.360 ล้านบาท โดยส่วนที่ลดลงดังกล่าวพบว่าอยู่ในส่วนของเงินลงทุนและยานพาหนะ และไม่มีรายการบัญชีของบุตร เนื่องจากบรรลุนิติภาวะแล้ว และเมื่อเทียบกับรายการแสดงบัญชีฯ เมื่อเข้ารับตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เมื่อวันที่ 10 ส.ค. 2554 ที่มียอดทรัพย์สินรวม 45.682 ล้านบาท ถือว่ามีทรัพย์สินลดลง 8.3 ล้านบาท
3. นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง อดีตรองนายกฯ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้ยื่นแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินเมื่อพ้นจากตำแหน่งดังกล่าวมีรายละเอียดเหมือนกัน โดยมีทรัพย์สิน จำนวน 58.988 ล้านบาท มีหนี้สิน จำนวน 1.3 ล้านบาท รวมมีทรัพย์สินมากกว่าหนี้สิน จำนวน 57.674 ล้านบาท ทั้งนี้เมื่อเทียบกับบัญชีฯ ช่วงเข้ารับตำแหน่งรองนายกฯและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เมื่อวันที่ 23 ม.ค. 55 ที่มียอดทรัพย์สิน จำนนวน 60.485 ล้านบาท พบว่ามียอดลดลง 2.81 ล้านบาท
4. พล.ต.อ.ประชา พรหมนอก อดีตรองนายกฯ ได้ยื่นแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สิน เมื่อพ้นจากตำแหน่งมีรายการทรัพย์สินรวม 396 ล้านบาท มีหนี้สิน รวม 73,699 บาท เมื่อเทียบกับการแจ้งบัญชีทรัพย์สินเมื่อเข้ารับตำแหน่งเมื่อ 30 มิ.ย. 56 ที่มียอดทรัพย์สินรวม 394 ล้านบาท พบว่ามีทรัพย์สินเพิ่มขึ้น 5 ล้านบาท โดยอยู่ในส่วนของค่าที่ดินและสิ่งปลูกสร้างของบัญชีคู่สมรส
5. นายปลอดประสพ สุรัสวดี อดีตรองนายกฯ มีรายการทรัพย์สินเมื่อพ้นจากตำแหน่ง จำนวน 970 ล้านบาท มียอดหนี้สิน จำนวน 2.7 ล้านบาท รวมมีทรัพย์สินมากกว่าหนี้สิน จำนวน 967 ล้านบาท เมื่อเปรียบเทียบกับบัญชีทรัพย์สินเมื่อเข้าดำรงตำแหน่ง เมื่อวันที่ 1 พ.ย. 55 ที่มียอดทรัพย์สินจำนวน 963 ล้านบาท พบว่ามียอดทรัพย์สินเพิ่มขึ้น 4 ล้านบาท โดยเป็นเงินในส่วนของเงินลงทุน
6. ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน มีรายการทรัพย์สิน จำนวน 171.146 ล้านบาท ไม่พบรายการหนี้สิน เมื่อเทียบกับบัญชีแสดงทรัพย์สินฯ เมื่อเข้ารับตำแหน่ง เมื่อวันที่ 30 มิ.ย. 56 ที่มียอดทรัพย์สิน 171.283 ล้านบาท พบว่ายอดทรัพย์สินลดลง 1.3 แสนบาท ทั้งนี้เมื่อพิจารณาในบัญชีของ ร.ต.อ.เฉลิม และคู่สมรส เปรียบเทียบช่วงเข้ารับตำแหน่งและกรณีพ้นจากตำแหน่ง พบรายการเคลื่อนไหวของรายการเงินสด ที่พบว่า ลดลงกว่า 7 แสนบาท แบ่งเป็นของ ร.ต.อ.เฉลิม 1 แสนบาท และคู่สมรส 6 แสนบาท ขณะที่เงินฝากในรูปแบบบัญชีพบว่ามีรายการเพิ่มขึ้นรวมกันประมาณเกือบ 5 ล้านบาท
7. นายสันติ พร้อมพัฒน์ อดีตรัฐมนตรีประจำสำนักนายกฯ ได้ยื่นแสดงบัญชีฯ เมื่อพ้นจากตำแหน่งมียอดทรัพย์สินรวมคู่สมรส เป็นจำนวน 14.966 ล้านบาท และมีหนี้สินที่พบว่าอยู่ในส่วนของคู่สมรส จำนวน 5.34 แสนบาท ถือว่ามีทรัพย์สินมากกว่าหนี้สิน รวมเป็นเงิน 14.432 ล้านบาท เมื่อเทียบกับบัญชีฯ เมื่อเข้ารับตำแหน่งเมื่อวันที่ 30 มิ.ย. 56 ที่มี 18.356 ล้านบาท พบว่ามีทรัพย์สินลดลงเป็นเงินจำนวน 3.924 ล้านบาท
8. น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) มีรายการทรัพย์สินเมื่อพ้นจากตำแหน่ง จำนวน 20.421 ล้านบาท มีหนี้สิน จำนวน 4.1 ล้านบาท รวมมีทรัพย์สินมากกว่าหนี้สิน 16.277 ล้านบาท เมื่อเทียบกับบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สิน ที่แจ้งกรณีเข้ารับตำแหน่งดังกล่าว เมื่อวันที่ 10 ส.ค. 54 ที่มียอดรวม 11.641 ล้านบาท พบว่ามีทรัพย์สินเมื่อพ้นจากตำแหน่งเพิ่มขึ้น 4.6 ล้านบาท โดยพบอยู่ในส่วนสิทธิ์และสัมปทานที่คิดเป็นมูลค่า 2.4 ล้านบาท และส่วนของเงินฝาก
9. นายศิริวัฒน์ ขจรประศาสน์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มีรายการทรัพย์สินเมื่อพ้นจากตำแหน่ง จำนวน 47.061 ล้านาท ไม่มียอดหนี้สิน เมื่อเทียบกับรายการแสดงบัญชีฯ เมื่อเข้ารับตำแหน่ง เมื่อวันที่ 1 พ.ย. 55 ที่มียอดทรัพย์สินจำนวน 46.822 ล้านบาท พบว่ามียอดทรัพย์สินเพิ่มขึ้น 2.3 แสนบาท โดยอยู่ส่วนของเงินฝาก
10. พล.อ.ยุทธศักดิ์ ศศิประภา อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม มีรายการทรัพย์สินเมื่อพ้นจากตำแหน่ง จำนวน 306 ล้านบาท ไม่มีหนี้สิน เมื่อเทียบกับรายการแสดงบัญชีฯ เมื่อเข้ารับตำแหน่ง เมื่อวันที่ 30 มิ.ย. 56 ที่มีจำนวน 312 ล้านบาท พบว่ามีทรัพย์สินลดลง จำนวน 6 ล้านบาท โดยส่วนใหญ่อยู่ในส่วนเงินฝากของผู้ยื่น ประมาณ 4.9 ล้านบาท
ส.ว.อู้ฟู่ พบ 2 ราย ยังไม่แสดงบัญชี
ผู้สื่อข่าวรายงาน กรณีการเข้ารับตำแหน่ง ส.ว. เมื่อวันที่ 2 พ.ค. 57 ปรากฏรายชื่อ ส.ว.ที่ยื่นบัญชีรายการทรัพย์สินและหนี้สินต่อ ป.ป.ช. โดยผู้มีทรัพย์สินและหนี้สินมากสุด 5 อันดับ ประกอบด้วย
1. นางสาววิลดา อินฉัตร อดีต ส.ว.ศรีสะเกษ มีทรัพย์สินมากกว่าหนี้สิน 1,489 ล้านบาท โดยเจ้าหน้าที่ระบุว่า น.ส.วิลดา ยังมีเอกสารที่ค้างส่งเพิ่มเติม
2. นายไพโรจน์ ทุ่งทอง อดีต ส.ว.อุทัยธานี มีทรัพย์สินมากกว่าหนี้สิน 1,275 ล้านบาท โดยในทรัพย์สินเป็นเงินลงทุนมากสุด จำนวน 82 ล้านบาท
3. นายชูศักดิ์ ศรีราชา อดีต ส.ว.อ่างทอง มีทรัพย์สินมากกว่าหนี้สิน 1,036 ล้านบาท โดยในทรัพย์สินมีการถือครองที่ดินมากสุด จำนวน 118 ล้านบาท ขณะที่คู่สมรสถือครองเงินฝาก จำนวน 58 ล้านบาท
4. นายสมหวัง อภิชัยรักษ์ อดีต ส.ว.ปัตตานี มีทรัพย์สินมากกว่าหนี้สิน 1,016 ล้านบาท โดยถือครองที่ดินมากสุด 307 ล้านบาท เช่นเดียวกับคู่สมรสที่มีที่ดิน จำนวน 531 ล้านบาท
5. นายสฤษดิ์ บุตรเนียร อดีต ส.ว.ปราจีนบุรี มีทรัพย์สินมากกว่าหนี้สิน 673 ล้านบาท โดยปรากฏถือครองที่ดินมากสุด จำนวน 395 ล้านบาท รองลงมาคือโรงเรือนและสิ่งปลูกสร้าง จำนวน 282 ล้านบาท
ทั้งนี้จากการตรวจสอบบัญชีทรัพย์สิน ส.ว. ที่มีทรัพย์สินน้อยที่สุด คือ นายวิริยะ ทองผา อดีต ส.ว.มุกดาหาร โดยมีหนี้สินมากกว่าทรัพย์สิน 16 ล้านบาท ซึ่งในบัญชีทรัพย์สินชี้แจงว่า เป็นเงินในส่วนที่กู้ยืมมาจาก อบจ.มุกดาหาร ลงวันที่ทำสัญญา 21 เม.ย. 57 จำนวนเงิน 16 ล้านบาท



