ข่าว

ยืนยกฟ้อง!'เก่ง'ฟ้องหมิ่น'สมเกียรติ'

ยืนยกฟ้อง!'เก่ง'ฟ้องหมิ่น'สมเกียรติ'

27 มิ.ย. 2557

ศาลอุทธรณ์ ยืนยกฟ้อง 'สมเกียรติ' ถูก 'เก่ง - การุณ' ฟ้องหมิ่นฯ สัมภาษณ์ปี 51 กล่าวหาอันธพาล อิทธิพลเหนือสภา ชี้ เหตุเลื่อนคดีโดยไม่มีจำเป็นสมควรตามกฎหมาย

 
                         27 มิ.ย. 57  เมื่อเวลา 09.30 น.  ที่ห้องพิจารณา 811 ศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษก  ศาลอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ คดีหมายเลขดำ อ.2092/2551 ที่นายการุณ หรือ เก่ง โหสกุล อดีต ส.ส.กทม. พรรคเพื่อไทย ยื่นฟ้องนายสมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ อดีต ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ และแกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (พธม.) เป็นจำเลย ในความผิดฐานหมิ่นประมาทผู้อื่นโดยการโฆษณา ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 326 , 328 , 332 กรณีเมื่อวันที่ 23 เม.ย. 51 จำเลยได้แถลงข่าวที่อาคารรัฐสภาต่อสื่อมวลชน ภายหลังจากจำเลยยื่นฟ้องโจทก์ต่อศาลอาญาแล้ว ทำนองว่าโจทก์เป็นพวกอันธพาล มีอิทธิพลเหนือสภา ซึ่งทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย 
 
                         โดยคดีนี้ ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 11 มิ.ย. 56 ให้ยกฟ้องโจทก์ เนื่องจากระหว่างการพิจารณาคดีของศาลชั้นต้น โจกท์ได้มอบหมายให้ทนายขอเลื่อนคดีถึง 2 ครั้ง โดยไม่มีเหตุจำเป็นและสมควรที่จะอนุญาตให้เลื่อนคดี ตามประมวลวิธีพิจารณาความอาญาและแพ่ง ศาลจึงให้งดการสืบพยานโจทก์และถือว่าโจทก์ไม่มีพยานมาสืบ ซึ่งศาลเห็นว่าคดีเพียงพอที่จะวินิจฉัยได้จึงพิพากษายกฟ้อง ต่อมาโจทก์ได้ยื่นอุทธรณ์ ขอให้ศาลอุทธรณ์พิจารณาสั่งยกคำพิพากษาที่ยกฟ้องดังกล่าว โดยให้ส่งสำนวนย้อนกลับมาให้ศาลชั้นต้นพิจารณาเพื่อมีคำพิพากษาใหม่ 
 
                         ขณะที่ศาลอุทธรณ์ตรวจสำนวนประชุมปรึกษาหารือกันแล้ว เห็นว่า คดีนี้ศาลชั้นต้น เคยมีคำพิพากษาให้ยกฟ้องแล้วครั้งหนึ่งเนื่องจากเหตุที่โจทก์ขอเลื่อนคดีลักษณะประวิงเวลาโดยยังไม่นำพยานมาสืบ ต่อมาเมื่อยื่นอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ ก็ขอให้ส่งสำนวนกลับให้ศาลชั้นพิจารณาเพื่อมีคำพิพากษาใหม่ เนื่องจากเห็นคดียังไม่ได้สืบพยานครบถ้วนสมบูรณ์ แต่ปรากฏว่าเมื่อย้อนสำนวนกลับมาให้ศาลชั้นต้นพิจารณาใหม่แล้ว มีการนัดสืบพยานโจทก์ในวันที่ 15 ก.พ. 56 และสืบพยานจำเลยในวันที่ 1 มี.ค. 56 โจทก์ ก็กลับขอเลื่อนการสืบพยานออกไปอีกโดยอ้างเหตุติดภารกิจประชุมสภา กระทั่งศาลนัดสืบพยานโจทก์อีกครั้งในวันที่ 11 มิ.ย. 56 และพยานจำเลยในวันที่ 12 มิ.ย. 56 แล้วทนายความโจทก์ ก็ได้แถลงด้วยวาจาขอเลื่อนการสืบพยานอีกครั้งที่ 2 อ้างเหตุขณะนั้นโจทก์ มีอาการเครียดจนไม่สามารถเดินทางมาศาลเพื่อเบิกความได้จากเหตุที่ศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้งมีคำสั่งตัดสิทธิ์ทางการเมืองโจทก์เป็นเวลา 5 ปี นั้น ก็เป็นเพียงการแถลงด้วยวาจา โจทก์ไม่มีพยานหลักฐานแสดงให้เห็นว่ามีอาการเครียดเพียงใดจนขนาดทำให้เกิดอาการเจ็บป่วยจนไม่สามารถมาเบิกความได้ 
 
                         ขณะที่การขอเลื่อนสืบพยานนั้นหากเลื่อนคดีก็เท่ากับกระทบการสืบพยานจำเลยที่นัดไว้แล้วอีก 1 นัดด้วย โดยการพิจารณาจะให้เลื่อนคดีได้หรือไม่ตามประมวลวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 40 วรรคหนึ่ง ประกอบประมวลวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 บัญญัติให้ศาลเลื่อนการพิจารณาได้ด้วยเหตุสืบเนื่องจากความจำเป็นที่ไม่อาจก้าวล่วงได้ แต่กรณีของโจทก์ ไม่มีหลักฐานที่แสดงได้ว่าโจทก์ มีอาการเจ็บป่วยมากเพียงใดจนจะเป็นเหตุจำเป็นที่ไม่อาจก้าวล่วงได้ ประกอบกับทนายความจำเลยก็ได้คัดค้านการขอเลื่อนพิจารณาดังกล่าว เมื่อยังไม่มีเหตุจำเป็นขนาดที่จะเลื่อนคดี ซึ่งการขอเลื่อนลักษณะประวิงเวลา ที่ศาลชั้นต้นได้งดนัดสืบพยานเพราะโจทก์ไม่มีพยานนำสืบ โดยคดีเพียงพอที่จะวินิจฉัยได้ซึ่งให้ยกฟ้องมานั้น ศาลอุทธรณ์เห็นว่าวินิจฉัยโดยชอบแล้ว อุทธรณ์โจทก์ฟังไม่ขึ้น ที่ศาลชั้นต้นพิพากษามานั้นศาลอุทธรณ์เห็นพ้องด้วย พิพากษายืน
 
                         ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในวันนี้ฝ่ายนายการุณ โจทก์ ได้มอบอำนาจให้เสมียนทนายความ มาศาลฟังคำพิพากษา ขณะที่นายสมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ จำเลย เดินทางมาฟังคำพิพากษาตามนั้น พร้อมกับเสมียนทนายความ โดยมีสีหน้าเรียบเฉย