ข่าว

คสช.ดึงเอกชนเป็นก.ก.นโยบายกำกับดูแลรสก.

คสช.ดึงเอกชนเป็นก.ก.นโยบายกำกับดูแลรสก.

27 มิ.ย. 2557

คสช.ดึง'บัณฑูร-บรรยง-ประสาร' เป็นก.ก.นโยบายกำกับดูแลรัฐวิสาหกิจ เอาจริงดันดัชนีคอร์รัปชั่นดีขึ้น ผลสำรวจชี้เอกชนจ่ายสินบนโครงการรัฐลดลงเหลือ15-25%

              เมื่อเวลา 20.50 น.วันที่ 26 มิ.ย.2557 คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) มีประกาศเรื่อง แต่งตั้งคณะกรรมการนโยบายและกำกับดูแลรัฐวิสาหกิจ ประกอบด้วยหัวหน้า คสช.เป็นประธาน มีรองหัวหน้าคสช.และหัวหน้าฝ่ายเศรษฐกิจ เป็นรองประธาน ส่วนคณะกรรมการ ประกอบด้วย รองหัวหน้าฝ่ายเศรษฐกิจ, ปลัดกระทรวงกลาโหม, ปลัดกระทรวงการคลัง, ปลัดกระทรวงคมนาคม, ปลัดกระทรวงพลังงาน, ปลัดกระทรวงมหาดไทย, เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา, เลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ, นายทวีศักดิ์ กออนันตกูล, นายบัณฑูร ล่ำซำ, นายบรรยง พงษ์พานิช, นายประสาร ไตรรัตน์วรกุล, นายรพี สุจริตกุล, นายวิรไท สันติประภพ และมีผู้อำนวยการสำนักคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ เป็นกรรมการและเลขานุการ
    
              โดยมีอำนาจหน้าที่ ดังนี้ 1.เสนอแนะนโยบาย แผนการบริหารและมาตรการในการพัฒนารัฐวิสาหกิจต่อคณะรักษาความสงบแห่งชาติ 2.กำกับดูแลติดตามผลงานของรัฐวิสาหกิจ เพื่อให้การบริหารเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและเกิดประสิทธิผลสูงสุด 3.บูรณาการดำเนินการของรัฐวิสาหกิจ ให้มีความเป็นเอกภาพ 4.เสนอแนวทางแก้ปัญหา ทั้งด้านบริหาร การดำเนินงาน และด้านการเงินต่อคณะรักษาความสงบแห่งชาติ 5.ส่งเสริมและสนับสนุนภาคเอกชนเข้าร่วมลงทุนในกิจการรัฐวิสาหกิจ 6.แต่งตั้งคณะอนุกรรมการและคณะทำงานเพื่อช่วยเหลือปฏิบัติงานได้ตามความจำเป็น 7.เชิญเจ้าหน้าที่ บุคคล หรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาชี้แจง 8.ปฏิบัติการอื่นใดเพื่อให้เป็นไปตามคำสั่งนี้ หรือตามที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติมอบหมาย



"เชื่อมั่น"ปลุกเศรษฐกิจพ.ค.ฟื้นตัว


              นายสมชัย สัจจพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง ในฐานะโฆษกกระทรวงการคลัง เปิดเผยภาวะเศรษฐกิจเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา ว่าเศรษฐกิจเริ่มมีสัญญาณบ่งชี้การใช้จ่ายในประเทศเริ่มดีขึ้น ทั้งจากการบริโภคและการลงทุนภาคเอกชน หลังจากวิกฤติการเมืองคลี่คลายลง ทำให้การใช้จ่ายภาครัฐเร่งตัว และภาคเอกชนมั่นใจขึ้น แต่การใช้จ่ายต่างประเทศเริ่มลดลงทั้งส่งออกสินค้าและบริการ อย่างไรก็ตาม ด้านเสถียรภาพในประเทศยังคงอยู่ในเกณฑ์ดี แม้ว่าจะเริ่มมีแรงกดดันเงินเฟ้อสูงขึ้น ขณะที่เสถียรภาพต่างประเทศยังแข็งแกร่ง
    
              ทั้งนี้ การบริโภคภาคเอกชนเริ่มมีสัญญาณดีขึ้นจากเดือนก่อนหน้า สะท้อนได้จากยอดการจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มขยายตัวเป็นครั้งแรกในรอบ 3 เดือน ขณะที่การลงทุนภาคเอกชนมีสัญญาณดีขึ้นจากเดือนก่อนหน้า โดยเฉพาะการลงทุนในหมวดการก่อสร้าง สะท้อนจากภาษีธุรกรรมอสังหาริมทรัพย์ ยอดขายปูนซีเมนต์ ที่ปรับตัวดีขึ้นจากเดือนก่อนหน้า
    
              “เดือนพฤษภาคมถือเป็นเดือนหัวเลี้ยวหัวต่อของการฟื้นตัว หลังจากนี้มองว่าเครื่องยนต์เศรษฐกิจไทยจะกลับมามีพลังขับเคลื่อนได้อย่างเต็มศักยภาพมากขึ้นตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2557 เป็นต้นไป” นายสมชัย กล่าวและว่า สศค.แจ้งว่าจะมีการปรับเปลี่ยนกำหนดการแถลงข่าวปรับประมาณการเศรษฐกิจของกระทรวงการคลังให้สอดคล้องกับสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) โดยเดือนมิถุนายนนี้ จะเป็นคิวของ ธปท.จากเดิม สศค.จะมีการแถลงก็จะเลื่อนไปเป็นเดือนกรกฎาคม และอีกครั้งคือเดือนตุลาคม
    
              ขณะที่นายณรงค์ชัย อัครเศรณี คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ธนาคารแห่งประเทศไทย และประธานกรรมการ บลจ.เอ็มเอฟซี เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการ กนง. มองภาพของเศรษฐกิจไทยในครึ่งปีหลัง มีแนวโน้มฟื้นตัวขึ้นและจะเติบโตได้อย่างมากในปี 2558 เป็นผลจากการปลดล็อกปัญหาเศรษฐกิจของ คสช. ให้สามารถเติบโตขึ้นได้
    
              "ก่อนหน้านี้มีการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง กนง.ค่อนข้างหนักใจกับปัญหาเศรษฐกิจไทยอย่างมาก และเรามองไม่เห็นถึงเครื่องมือที่จะเข้ามาช่วย ดอกเบี้ยนโยบายก็ไม่สามารถเข้าไปใช้ได้ โดยในการประชุมเดือนเมษายนเราประเมินว่าเศรษฐกิจไทยในไตรมาสที่ 1 จะติดลบทำให้ทั้งปีจะเติบโตได้เพียง 1.2% เท่านั้น" นายณรงค์ชัยกล่าว


คสช.เอาจริงดันดัชนีคอร์รัปชั่นดีขึ้น

              นายธนวรรธน์ พลวิชัย ผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยว่าถึงดัชนีสถานการณ์คอร์รัปชั่นไทย ซึ่งมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย กับหอการค้าไทย ร่วมกันจัดทำขึ้น เพื่อประเมินสถานการณ์ความรุนแรงในการคอร์รัปชั่นของไทย ว่า ดัชนีสถานการณ์คอร์รัปชั่นไทยครึ่งปีแรกช่วงเดือนมกราคมถึงมิถุนายน 2557 ถือว่าเป็นสถานการณ์ที่ดีขึ้นในทุกหมวด ทั้งด้านความรุนแรง ดัชนีป้องกันการคอร์รัปชั่น ดัชนีปราบปราม และดัชนีการสร้างจริยธรรมและจิตสำนึก
    
              ทั้งนี้ เป็นผลมาจากนโยบายของคณะกรรมการรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) มีมาตรการเอาจริงในด้านการปราบปรามการทุจริต การเล่นพนัน การจัดระเบียบวินมอเตอร์ไซค์ เป็นต้น ทำให้เกิดความกลัวในกลุ่มราชการผู้ประกอบการ และประชาชนทั่วไป ซึ่งคาดว่าหากคสช.เข้มงวดในเรื่องนี้ต่อไป จะส่งผลให้การคอร์รัปชั่นในปีหน้าอยู่ในสถานการณ์ที่ดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง และมั่นใจว่าการจัดอันดับการคอร์รัปชั่นของธนาคารโลกในปี 2558 ไทยจะอยู่ในอันดับที่ดีกว่าปีนี้ ที่อยู่ในลำดับที่ 88 จาก 177 ประเทศ
    
              นายธนวรรธน์ กล่าวว่า ความเสียหายของการทุจริตการคอร์รัปชั่นประเมินจากงบประมาณประเภทการจัดซื้อจัดจ้างของหน่วยราชการ พบว่าในปีนี้เปอร์เซ็นต์เงินเพิ่มพิเศษของข้าราชการ ที่ผู้ประกอบการที่ทำธุรกิจกับภาครัฐจะต้องจ่ายเงินเพิ่มพิเศษแก่ข้าราชการ นักการเมืองที่ทุจริตเพื่อให้ได้สัญญาเฉลี่ยอยู่ที่ 15-25% ของวงเงิน 1 ล้านล้านบาท ลดลงเมื่อเทียบกับการสำรวจในปี 2553-2556 ที่ผู้ประกอบการจะต้องจ่ายให้แก่ข้าราชการ มากถึง 25-35% ประหยัดค่าใช้จ่ายในส่วนนี้ได้ถึง 1 แสนล้านบาท โดยการลดเรียกรับเงินสินบนทุก 1% ส่งผลให้การคอร์รัปชั่นลดลง 1 หมื่นล้านบาท
    
              “การให้สินบนแก่ราชการและนักการเมืองยังมีอยู่ แม้ว่าโดยเฉลี่ยจะมีอัตราที่ลดลง แต่จากการสำรวจพบว่า บางโครงการมีการเรียกเก็บสินบนมากถึง 50-70% ถือเป็นปริมาณที่สูงมาก หากย้อนไปในช่วงปี 2546 การทุจริตในลักษณะดังกล่าวยังไม่รุนแรงเท่านี้ ซึ่งการเอาจริงเอาจังของคสช. ก็หวังว่าจะส่งผลให้การทุจริตเหล่านี้ปรับลดลงได้ และน่าจะดีขึ้นอย่างรวดเร็ว"  นายธนวรรธน์ กล่าวและว่า จากการสำรวจพบว่ามีกลุ่มที่ต้องการให้ใช้มาตรการต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชั่นด้วยการปรับปรุงและแก้ไขกฎหมายให้มีบทลงโทษต่อผู้กระทำความผิดอย่างหนักและรุนแรง
    
              ด้านนางเสาวณีย์ ไทยรุ่งโรจน์ อธิการบดี มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย กล่าวว่า จากการสำรวจส่วนใหญ่มองว่าความรุนแรงของปัญหาการทุจริตคอร์รัปชั่นในปัจจุบันมีความรุนแรงเพิ่มขึ้น สาเหตุสำคัญมาจากกฎหมายเปิดโอกาสให้สามารถใช้ดุลพินิจที่เอื้อต่อการทุจริตได้มากที่สุด รองลงมาคือ กระบวนการทางการเมืองขาดความโปร่งใสและตรวจสอบได้ยาก ความไม่เข้มงวดของการบังคับใช้กฎหมายและกฎระเบียบ และการปฏิบัติที่ขาดจริยธรรมของบริษัท
    
              “จากการสำรวจพบว่าทัศนคติและจิตสำนึกต่อการทุจริตคอร์รัปชั่นของคนไทยมีการปรับตัวดีขึ้นมาก เพราะส่วนใหญ่ตอบว่ายอมรับไม่ได้กับการทุจริตคอร์รัปชั่น และจะไม่ทนต่อการคอร์รัปชั่น ซึ่งเป็นสัญญาณที่ดี” นางเสาวณีย์ กล่าว