ข่าว

เปิด'เวทีพลเมืองปฏิรูป'ครั้งที่1ชาวนายั่งยืน-ไทยยั่งยืน

เปิด'เวทีพลเมืองปฏิรูป'ครั้งที่1ชาวนายั่งยืน-ไทยยั่งยืน

27 มิ.ย. 2557

เปิด'เวทีพลเมืองปฏิรูป'ครั้งที่1 ชาวนายั่งยืนประเทศไทยยั่งยืน กับข้อเสนอตั้ง'คณะกรรมการข้าว'

               "เวทีพลเมืองปฏิรูป" ครั้งที่ 1 ซึ่ง กรุงเทพธุรกิจร่วมกับ NOW26 เปิดเวทีเสวนาสัญจรทั่วประเทศ หวังระดมความคิด กระตุ้นคนไทยร่วมสร้างการเปลี่ยนแปลงในมิติต่างๆ กับวาระแรก “ชาวนายั่งยืน ประเทศไทยยั่งยืน” คับคั่งด้วยผู้เข้าร่วมและข้อเสนอแนะ โดยเฉพาะแนวคิดจัดตั้ง “คณะกรรมการข้าว” เพื่อชาวนายั่งยืนและปลอดการเมือง

               เวทีสัญจรครั้งแรก “ชาวนายั่งยืน ประเทศไทยยั่งยืน” เป็นการจัดงานร่วมกับหอการค้าจังหวัดนครสวรรค์ ใน จ.นครสวรรค์ เพื่อหาทางออกให้แก่ชาวนาไทยซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศราว 4 ล้านครอบครัว แต่กลับตกอยู่ในวังวนความจน มีหนี้เฉลี่ยต่อครอบครัวหนึ่งแสนบาทขึ้นไป และต้องผจญกับปรากฏการณ์ต่างๆ ตั้งแต่ผลกระทบจากโครงการรับจำนำข้าว ความกดดันเรื่องหนี้สิน ภัยธรรมชาติ ฯลฯ

               หลังระดมความคิด ข้อเสนอจากเวทีแห่งนี้ก็คือ ชาวนาไม่ต้องการให้มีการประกันราคาข้าว ไม่รับจำนำข้าว แต่ต้องการให้มีการกำหนดนโยบายแห่งชาติเพื่อให้การพัฒนาและช่วยเหลือเป็นไปอย่างมียุทธศาสตร์และดำเนินการในระยะยาว มิใช่แก้ปัญหาเฉพาะหน้า โดยต้องคำนึงถึง 3 ข้อหลัก คือ การแก้ไขปัญหาความยากจน หนี้สินภาคเกษตร และการถูกเอารัดเอาเปรียบ

               นอกจากนี้ยังมีข้อเสนอให้พัฒนาปัจจัยการผลิตพื้นฐานอย่างแหล่งน้ำ เพราะการทำนาส่วนใหญ่ยังอยู่นอกเขตชลประทาน การให้ความรู้แก่ชาวนาเพื่อให้ได้ผลผลิตข้าวที่ดี การสนับสนุนการปลูกข้าวอินทรีย์เพื่อลดต้นทุน โดยแผนและยุทธศาสตร์เหล่านี้จะต้องกำหนดโดยผู้มีส่วนได้เสียหรือชาวนานั่นเอง 

               “ระวี รุ่งเรือง” นายกสมาคมเครือข่ายชาวนา กล่าวว่า ชาวนาในปัจจุบันแยกเป็น 3 กลุ่ม กลุ่มแรก คือ ชาวนาที่รับจ้างปลูกข้าวให้แก่บริษัท เรียกว่า ชาวนาพันธสัญญา กลุ่มที่สองคือ ชาวนาที่ทำตามนโยบายรัฐ และกลุ่มที่สามคือ ชาวนาที่พึ่งพาตนเอง ซึ่งชาวนากลุ่มที่เป็นปัญหาคือกลุ่มที่สอง หรือเป็นชาวนาที่ทำตามนโยบายรัฐ

               “แนวทางในอนาคตนั้น ชาวนาต้องปรับตัวเป็นชาวนาแบบพึ่งพาตนเองบวกกับชาวนาพันธสัญญา อยากให้มีการออกเป็นกฎหมายคล้ายๆ แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม เป็นแผนพัฒนาชาวนาอย่างยั่งยืน เป็นวาระแห่งชาติที่ตกลงกันแล้วในหมู่ที่มีส่วนได้ส่วนเสีย และนักการเมืองไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้”
ขณะที่ ปราโมทย์ วานิชชานนท์ ที่ปรึกษากรมการข้าว บอกว่า ตลอด 20 ปีที่ผ่านมา ข้าวกับชาวนาขึ้นอยู่กับนโยบายของนักการเมือง ขณะที่ผู้ที่มีส่วนได้เสีย หรือภาคประชาชนไม่มีส่วนในการกำหนดนโยบาย จนกลายเป็นวิกฤติของประเทศ วิกฤติของชาวนา

               “ถึงเวลาแล้วที่จะต้องปฏิรูปครั้งใหญ่ โจทย์คือตัวชาวนา ในขบวนการอุตสาหกรรมข้าว ต้นน้ำคือชาวนา กลางน้ำคือโรงสี ปลายน้ำคือผู้ส่งออก กลางน้ำและปลายน้ำเขาอยู่ได้ แต่ชาวนายังมีปัญหา และนโยบายของนักการเมืองก็มีขึ้นเพื่อแก้ปัญหาเฉพาะหน้า ไม่มีนโยบายที่จะพัฒนาข้าวและชาวนา มุ่งแต่เรื่องราคา
ทางออกในวันนี้ ต้องมียุทธศาสตร์ที่ตอบโจทย์สามประการ หนึ่ง แก้ไขปัญหาความยากจนของชาวนา สอง ทำนาแล้วต้องไม่ขาดทุนจากราคาและภัยธรรมชาติ และสาม การถูกเอารัดเอาเปรียบ ยุทธศาสตร์นี้ต้องถูกกำหนดโดยชาวนา หรือผู้มีส่วนได้ส่วนเสียเป็นหลัก เราต้องตอบโจทย์ชาวนาให้ได้ อะไรที่เกินความสามารถของเขา เป็นหน้าที่ของรัฐ เช่น สร้างพื้นฐานเรื่องดินกับน้ำ”

               ที่ปรึกษากรมการข้าว ยังกล่าวว่า ตัวแทนจากฝ่ายต่างๆ สามารถตั้งคณะกรรมการเกี่ยวกับเรื่องข้าวได้ โดยไม่ต้องมีนักการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้อง และให้ทุกคนได้ประโยชน์ โดยยุทธศาสตร์นี้สามารถออกแบบให้ทุกรัฐบาลต้องเดินตามแนวทางที่กำหนดไว้

               “นักการเมืองจะเป็นเพียงผู้บริหารจัดการ และจะต้องตระหนักว่า นี่เป็นฉันทามติของประชาชนทั้งประเทศ”

               ขณะที่ ดร.สมพร อิศวิลานนท์ ผู้เชี่ยวชาญด้านข้าว สถาบันคลังสมอง กล่าวว่า จำเป็นต้องนำข้าวออกจากพืชการเมือง ให้มองว่าข้าวเป็นพืชเศรษฐกิจ ซึ่งเมื่อเป็นพืชเศรษฐกิจก็จะมีระบบคิดเชิงอุตสาหกรรม เช่น เชื่อมโยงระหว่างการตลาดกับการผลิต ผลิตสิ่งที่มีคุณภาพ การลดต้นทุน รวมทั้งมีตลาดกลาง สิ่งเหล่านี้จะช่วยชาวนาได้ในระยะยาว
ในมุมมองของ คมกฤชช์ ธรรมรัตนกุล ประธานหอการค้าจังหวัดนครสวรรค์ กล่าวว่า สิ่งที่สำคัญคือ ต้องมองอนาคต ต้องทำให้เกษตรกรมีความพร้อมในการแข่งขันในตลาดโลก ทั้งในระยะสั้น ระยะยาว รวมถึงเรื่องการศึกษาซึ่งผลิตคนรุ่นใหม่ที่ทำนาเอง ขายเองได้ เพื่อเป็นต้นแบบเกษตรกรในอนาคต

               ด้าน โชคชัย อธิปฏิเวชช นายกสมาคมโรงสีจังหวัดนครสวรรค์ แสดงความคิดเห็นว่า ความยั่งยืนของชาวนา อยู่ที่การสร้างเสถียรภาพในตลาด แต่ข้าวไทยล้นตลาดทุกวันนี้ เพราะปลูกข้าวโดยไม่คำนึงถึงความต้องการของตลาด ไม่คำนึงถึงสายพันธุ์ ทำให้ต้องขายข้าวถูกกว่าเวียดนาม กัมพูชา อินเดีย เมื่อละเลยเรื่องสายพันธุ์ข้าว ละเลยปริมาณการส่งออก จึงควบคุมตลาดไม่ได้ หลังจากนี้จึงต้องยกระดับสายพันธุ์ผลิตข้าวระดับพรีเมียม กำหนดดีมานด์ซัพพลายให้สมดุล ก็จะช่วยได้

               ในส่วนของทีมธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ได้นำเสนอโรดแม็พของฝ่ายภาคเหนือตอนล่าง ในระยะเวลา 5 ปี ตั้งแต่ปี 2557-2561 เพราะ 9 จังหวัดภาคเหนือตอนล่างเป็นเขตที่ผลิตข้าวได้สูงสุด และผลิตได้หลายรอบ ทาง ธ.ก.ส.จึงมีแนวคิดที่จะยกระดับรายได้ลูกค้าอย่างยั่งยืนภายใน 5 ปี โดยเสนอโรดแม็พ “3 ลด 3 เพิ่ม”

               นั่นคือ 1.การลดต้นทุน โดยรัฐบาลสามารถเข้าไปช่วยลดต้นทุนบางอย่างได้ เช่น ค่าใช้จ่ายในน้ำมันเชื้อเพลิง ค่าใช้จ่ายในการอบลดความชื้น ค่าใช้จ่ายในการสีแปร 2.ลดความเสี่ยง 3.การลดการทำร้ายดิน การลดใช้สารเคมี

               ขณะที่ในส่วนของ 3 เพิ่ม คือ 1.เพิ่มประสิทธิภาพการทำนา 2.การปรับปรุงดิน การคัดเมล็ดพันธุ์ 3.เพิ่มมูลค่าให้แก่ผลผลิต

               วิฑูรย์ เลี่ยนจำรูญ ผู้อำนวยการ มูลนิธิชีววิถี เสนอว่า ควรมีการตั้งเป้าเพิ่มการทำเกษตรอินทรีย์ โดยการทำตลาดข้าวแบบใหม่ เน้นข้าวคุณภาพสูงและเป็นมิตรต่อสุขภาพ น่าจะช่วยการทำตลาดได้ นอกเหนือจากจะต้องแก้ปัญหาเรื่องลดต้นทุนค่าเช่าที่นา

               ขณะที่ สุเมธ เหล่าโมราพร ประธานคณะผู้บริหารกลุ่มธุรกิจการค้าระหว่างประเทศ (ธุรกิจข้าวและอาหาร) เครือเจริญโภคภัณฑ์ กล่าวว่า ชาวนาไทยควรเน้นระบบสหกรณ์ให้มีความเข้มแข็ง เพื่อจะได้มีอำนาจต่อรอง

               ส่วน ธวัชชัย โตสิตระกูล รองประธานกรรมการ มูลนิธิสายใยแผ่นดิน บอกว่า มีความพยายามของภาคพลเมืองและกลุ่มผู้บริโภคที่ริเริ่มให้ชาวนายั่งยืนได้ เช่น กลุ่ม
               “ผูกปิ่นโตข้าว” โครงการ “เพื่อนชาวนา” “เพื่อนปลูกเพื่อนกิน” ซึ่งสนับสนุนให้เกษตรกรปลูกข้าวอินทรีย์โดยเชื่อมโยงตรงกับผู้บริโภค ทำให้มีความยั่งยืนได้ คือ มีคนซื้อ มีตลาดแน่นอน

               สุทธิชัย หยุ่น ปิดท้ายการเสวนาว่า จะนำเสนอข้อสรุปต่างๆ ต่อผู้มีส่วนกำหนดนโยบายต่อไป และจะเชิญทุกคนกลับมา “รอบที่สอง” เพื่อจะนำไปสู่การวางยุทธศาสตร์ การจัดตั้งคณะกรรมการข้าว

               ในงานนี้ยังมีการเสวนาในหัวข้อ “ก้าวพ้น น้ำท่วม-ภัยแล้ง” เพราะจากมหาวิกฤติอุทกภัยในปี 2554 จังหวัดนครสวรรค์ได้รับผลกระทบรุนแรง แต่หลังจากนั้นเกรงกันว่าจะเกิดภาวะน้ำท่วมซ้ำ จึงมีการพร่องน้ำตั้งแต่ต้น ดังนั้นเมื่อถึงฤดูแล้ง เขื่อนแต่ละแห่งจึงไม่สามารถผันน้ำไปช่วยเกษตรกรได้ทั่วถึง ปัญหาน้ำท่วม น้ำแล้ง จึงกลายเป็นปัญหาร่วมของคนในพื้นที่ภาคเหนือตอนล่าง ภาคกลางตอนบน

               ในเวทีแห่งนี้ได้มีการสะท้อนปัญหาถึงการรับมือกับสถานการณ์ดังกล่าว ซึ่ง รศ.ดร.สุวัฒนา จิตตลดากร ที่ปรึกษาอนุกรรมการสาขาวิศวกรรมแหล่งน้ำ (วสท.) กล่าวว่า ขณะนี้ยังไม่มีการเรียนรู้จากความผิดพลาดที่เกิดขึ้น โดยหลังปี 2554 มีการจัดตั้งหน่วยงานขึ้นมามากมายเพื่อบริหารน้ำในภาวะวิกฤติ แต่เหตุการณ์ในปี 2556 ที่ปราจีนบุรีพิสูจน์ให้เห็นว่า การบริหารจัดการยังทำไม่ได้ โดยหลักการระบายน้ำ คือ ให้น้ำไหลจากที่สูงลงที่ต่ำ และในหน้าฝนนั้น ควรจะให้น้ำไหลลงทะเลให้เร็วที่สุด แต่ปี 2554 จะมีการกักเป็นระยะๆ จึงทำให้เกิดน้ำท่วมรุนแรงในบางพื้นที่ ส่วนขณะนี้ก็มีการก่อกำแพง ยกระดับถนนขึ้นมาสูง ถือเป็นการย้ายปัญหา ไม่ใช่แก้ปัญหา

               รศ.ดร.สุวัฒนา กล่าวว่า มาตรการบริหารจัดการน้ำมีด้วยกันหลายมิติ เช่น การมีส่วนร่วมของชุมชน และการปรับตัว อย่างเช่น ชุมชนบางระกำ ผู้ที่อยู่ริมน้ำก็ได้ปรับตัวมาแล้ว แต่เมื่อมีการทำเขื่อนกันตลิ่ง ก็ทำให้วิถีชีวิต การทำมาหากินถูกกระทบ หรือเครื่องมือที่ใช้ทำประตูน้ำหรือการก่อสร้างต่างๆ ก็ต้องวิเคราะห์ก่อนว่าจะบริหารจัดการอย่างไรให้ดีที่สุด

               ขณะที่ อดิศักดิ์ จันทรวิชานุวงษ์ เลขาธิการคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมภาคเหนือตอนล่าง มองว่า สำหรับในปีหน้าน่าจะเกิดภัยแล้ง เพราะระดับน้ำในเขื่อนตอนนี้เหลือน้อยลง ประชาชนจึงต้องพึ่งตนเอง เช่น ให้แต่ละพื้นที่มีแหล่งน้ำเป็นของตนเอง มีโอ่งยักษ์ไว้รับน้ำ

               “น้ำในบ้านเรา มาเร็วไปเร็ว จริงๆ แล้ว เราเก็บน้ำก็ได้ ทำเป็นฝาย เป็นแก้มลิง ถ้าที่นา มีสระของตัวเอง ก็ไม่ต้องรอพึ่งใคร ทางออกคือ ให้แต่ละพื้นที่มีแหล่งน้ำเป็นของตนเอง ถ้าน้ำแล้งต้องจัดการน้ำของตัวเองได้ เมื่อมีน้ำท่วม ก็อยู่กับน้ำอย่างปลอดภัยได้” เลขาธิการคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมภาคเหนือตอนล่าง กล่าว

.................

(หมายเหตุ : เปิด'เวทีพลเมืองปฏิรูป'ครั้งที่1  ชาวนายั่งยืนประเทศไทยยั่งยืน กับข้อเสนอตั้ง'คณะกรรมการข้าว')