
คสช.ต้องตีเหล็กเมื่อร้อน
คสช.ต้องตีเหล็กเมื่อร้อน : ต่อปากต่อคำ ดร.อมร วาณิชวิวัฒน์
ผมมีโอกาสร่วมประชุมกับหลายหน่วยงานทางราชการในห้วงเวลาที่ผ่านมา พบว่ามุกหน่วยงานพูดประโยคที่คล้ายๆ กัน นั่นคือ เวลานี้จะทำอะไรต้องรีบทำ เข้าตำราสุภาษิต "ต้องตีเหล็กเมื่อร้อน" เหตุผลเพราะเกิดจากกระบวนการระเบียบกฎเกณฑ์ต่างๆ ในสภาวะปกติที่มีรัฐบาลจากหลายพรรคการเมืองและคนหลายฝักฝ่ายทำให้การดำเนินการต่างๆ มีปัญหาอุปสรรคจากทั้งผลประโยชน์ที่ไม่มีใครยอมใครและเรื่องบางเรื่องที่อาจไม่อยู่ในกฎเกณฑ์กติกา เช่น ความไม่พอใจกันเป็นการส่วนตัว หรือระบบอุปถัมภ์พรรคพวกเพื่อนพ้อง
ทำให้เมื่อ คสช.เข้ามาควบคุมอำนาจจึงมีภาระงานที่ถาโถมเข้าใส่ คสช.เป็นจำนวนมาก ทั้งเรื่องค้างเก่าและริเริ่มใหม่ หลายเรื่องต้องยอมรับว่าหลายหน่วยงานพยายามผลักดันมานานนมแต่ติดขัดด้วยปัญหาข้างต้น ทำให้ความคืบหน้าต่างๆ ดำเนินไปอย่างล่าช้า หลายครั้งมีขบวนการเกี่ยวพันกับการทุจริตคอร์รัปชั่นเกี่ยวโยงเข้ามา ด้วยเหตุที่ต้องรอให้บริษัทหรือพ่อค้าในกลุ่มพวกของนักการเมืองที่บริหารจัดการงานในหน่วยงานนั้นๆ สามารถเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่แห่งการเชื่อมโยงผลประโยชน์ต่างๆ ให้ครบวงจรก่อนจึงจะสามารถเริ่มดำเนินงานได้
วันนี้แม้แต่พ่อค้านักธุรกิจที่เคยชินกับระบบที่ต้องจ่ายใต้โต๊ะ บนโต๊ะ ให้แก่ผู้คนหลายๆ ฝ่ายในอดีต ถึงกับพูดอย่างดีอกดีใจ แต่อาจไม่สร้างสรรค์และไม่ใช่สิ่งที่เราอยากให้มีขึ้นอีกต่อไป นั่นคือการเปลี่ยนมือของการจ่ายผลประโยชน์ไปสู่ "ชนชั้นข้าราชการ" แต่เพียงทอดเดียว เพราะวันนี้ ตัวข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ของหน่วยงานต่างๆ มีสถานะไม่ต่างจากรัฐมนตรี คนเป็นอธิบดีก็มานั่งบริหารทำหน้าที่เหมือนรัฐมนตรีช่วย หรือ กรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรีในอดีต พ่อค้าทั้งหลายจึงตีปีกดีใจว่า หากต้องวิ่งเต้น ก็ไม่ต้องผ่านหน้าห้องรัฐมนตรี ไม่ต้องเข้าหาที่ปรึกษา ไม่ต้องฝากผ่านผู้ใหญ่ของพรรคการเมือง แถมยังต้องจ่ายให้ "ข้าราชการที่ทำการตรวจรับงาน" ซึ่งสามารถหน่วงเวลาวางเงื่อนไขต่างๆ เพื่อกดดันให้มีการแจกจ่ายผลตอบแทนอันมิควรได้ในหลายหน่วยงานในหลายวาระโอกาส
แต่ผมเชื่อแน่ว่าในสถานการณ์ปัจจุบันที่ คสช.ใช้ความเด็ดขาดเอาจริงเอาจัง และเร่งสร้างผลงานเพื่อ "คืนความสุขให้แก่ประชาชน" เรื่องราวที่กล่าวถึงข้างต้น จะไม่มีข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นปลัดกระทรวง อธิบดี คนไหน กล้ากระทำการละเมิดจริยธรรมคุณธรรมอย่างร้ายแรงที่ว่านี้ แต่ยังมีข้อกังวลอยู่ตรงที่ความตรึงตัวของระเบียบทางราชการหลายอย่างที่ยังเป็นปัญหาขวากหนามทำให้งานราชการเดินได้ไม่คล่องตัว อย่างการกำจัดขอบเขตการใช้ทรัพยากรบุคคลจำกัดอยู่เฉพาะแวดวงคนในระบบราชการเป็นส่วนใหญ่ อาจมีข้อดีในแง่การลดข้อครหาว่า มีการนำเอาบุคคลหรือฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมาช่วยงาน คสช.แต่หากสามารถเฟ้นหาผู้ทรงคุณวุฒิผู้มากประสบการณ์บนกรอบกติกาเงื่อนไขที่สังคมยอมรับได้ น่าจะให้ประโยชน์มากกว่าโทษแก่ คสช.
"การตีเหล็กเมื่อร้อน" จึงมิใช่การอาศัย "ข้อมูลหรือข้อแนะนำเสนอแนะ" จากภาคราชการแต่ฝ่ายเดียว การเปิดกว้างรับข้อมูลข่าวสารอย่างรอบด้านน่าจะมีส่วนสนับสนุนภารกิจของ คสช.ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากกว่า ประการสำคัญทีมงาน คสช.ต้องมีความหนักแน่น "ไม่ใส่ใจกับเสียงติฉินนินทาในบางเรื่องที่อาจบั่นทอนกำลังใจในการทำงาน" ลดการตอบโต้หรือสร้างราคาให้กับบางฝ่ายที่อาจพยายามเรียกร้องความสนใจ หรือทำให้ตนมีความสำคัญขึ้นมา เพราะอาจหาญต่อกรกับ คสช.ได้ จึงพึงใช้ความระมัดระวังอย่างยิ่งยวดและต้องคัดกรองข้อมูลต่างๆ ที่พรั่งพรูเข้าหา คสช.อย่างท่วมท้นในเวลานี้ โดยเฉพาะข้อกล่าวหา ใครเป็นกลุ่มพวกใคร ทั้งที่พวกเราก็คนไทยด้วยกัน
........
(หมายเหตุ : คสช.ต้องตีเหล็กเมื่อร้อน : ต่อปากต่อคำ ดร.อมร วาณิชวิวัฒน์



