ข่าว

แนะคสช.ทำหวยบนดินแก้ลอตเตอรี่แพง

แนะคสช.ทำหวยบนดินแก้ลอตเตอรี่แพง

26 มิ.ย. 2557

วิทยาลัยการปกครองท้องถิ่มมข.วิจัยพบคนไทยซื้อลอตเตอรี่และเล่นหวย ปีละ 30 ล้านคน เงินไหลเวียนมากถึง 2.6 แสนล้าน แนะคสช.นำหวยขึ้นมาบนดินแก้เล่นพนันลอตเตอรี่แพง

                 จากกรณีปัญหาลอตเตอรี่แพง จนทำให้คณะรักษาความสงบแห่งชาติ หรือ คสช.ได้มีนโยบายที่จะแก้ไขปัญหาเรื่องนี้ โดยขณะนี้ได้ให้นักวิชาการและสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาลไปหาแนวทางแก้ไขปัญหาอยู่นั้น

                 ล่าสุดเมื่อเวลา 09.30 น.วันที่ 26 มิถุนายน วิทยาลัยการปกครองท้องถิ่น มหาวิทยาลัยขอนแก่น ได้มีการเสวนาเรื่อง "ล็อตเตอรี่ไทยกับโอกาสทางการศึกษา" โดยมี รศ.ดร.พีรสิทธิ์ คำนวนศิลป์ อดีตคณบดีวิทยาลัยการปกครองท้องถิ่นและที่ปรึกษาด้านการวิจัยและกิจการระหว่างประเทศ พร้อมด้วย รศ.ดร.ศุภวัฒนากร วงศ์ธนวสุ คณบดีฯได้นำเสนอข้อมูลผลการวิจัยในเรื่องนี้ โดยได้สำรวจความคิดเห็นคนไทยทั่วประเทศกว่า 8,000 ตัวอย่างเรื่องการซื้อลอตเตอรี่และการเล่นการพนัน ในช่วงปี 2555-2557 ที่ผ่านมา

                 รศ.ดร.พีรสิทธิ์ เปิดเผยว่า  เบื้องต้นวิทยาลัยฯได้สำรวจมุมมองและความคิดของประชาชนที่มีต่อการพนัน  6 ประเภท ได้แก่  สลากกินแบ่งรัฐบาล , หวยใต้ดิน , การพนันบอล ,  การพนันม้าแข่ง  ,การเล่นในบ่อน  และการพนันมวย  โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อจะทราบว่า  ประชาชนมองการพนันทั้ง 6 ประเภทนี้ว่าเป็นการพนันหรือการเสี่ยงโชค  ผลที่ได้จากการสำรวจพบว่าในภาพรวมของทั้งประเทศ คนไทยส่วนใหญ่มองว่าการเล่นพนันต่าง ๆ เป็นการเสี่ยงโชค

                 โดยประชาชน 99.2% จากกลุ่มตัวอย่างมองว่าการซื้อสลากกินแบ่งรัฐบาลเป็นการเสี่ยงโชค  และมากกว่า 92%  มองว่าการเล่นการพนันในบ่อนเป็นการเสี่ยงโชค   รองลงมาคือ การพนันบอล 76%  และหวยใต้ดิน 74%   ส่วนการพนันมวย 68%   และการพนันม้าแข่ง 55%   ซึ่งพบว่าคนไทยในภาพรวมจึงมีพฤติกรรมในการเสี่ยงโชคสูงมาก  จากข้อมูลที่มีอยู่ชี้ให้เห็นว่าประชาชนคนไทยส่วนใหญ่นิยมเสี่ยงโชคด้วยวิธีการหลัก 2 วิธี คือ การซื้อสลากกินแบ่งรัฐบาล และหวยใต้ดิน

                 และตัวเลขมากกว่าร้อยละ  61  ของประชาชนที่มีอายุตั้งแต่ 18 ปีขึ้นไปเคยซื้อสลากกินแบ่งรัฐบาลมากกว่า 1 งวดในรอบปีที่ผ่านมา และในหมู่ผู้ที่ไม่ได้ซื้อทุกงวดนั้นจะซื้อโดยเฉลี่ยปีละ 7.7 งวด  นอกจากนั้นเรายังพบว่า มากกว่าร้อยละ 22 ซื้อสลากกินแบ่งรัฐบาลทุกงวดอย่างน้อยงวดละ 1 ใบ ในรอบปีที่ผ่านมา โดยเฉลี่ยประชาชนผู้มีอายุ 18 ปีขึ้นไป ใช้เงินเป็นจำนวน 4,790 บาทต่อปี เพื่อซื้อสลากกินแบ่งรัฐบาล เมื่อมาพิจารณาถึงการเสี่ยงโชคด้วยวิธีการซื้อหวยใต้ดิน เราพบตัวเลขว่า ประมาณร้อยละ 61 เคยซื้อหวยใต้ดินอย่างน้อย 1 งวดในรอบปีที่ผ่านมา  โดยในหมู่ผู้ที่ไม่ได้ซื้อทุกงวดนั้นจะซื้อหวยใต้ดินโดยเฉลี่ยปีละ 7.6 งวด มากกว่าร้อยละ 23  ซื้อหวยใต้ดินทุกงวด ในรอบปีที่ผ่านมา โดยเฉลี่ยประชาชนคนไทยที่มีอายุตั้งแต่ 18 ปีขึ้นไปจะใช้เงินเพื่อซื้อหวยใต้ดินปีละ 9,711 บาท

                 เมื่อมาคำนวณหาจำนวนคนที่มีอายุตั้งแต่ 18 ปีขึ้นไป ที่ซื้อสลากกินแบ่งรัฐบาล หรือซื้อหวยใต้ดินเราจะพบว่าในแต่ละปี จะมีผู้เคยซื้อสลากกินแบ่งรัฐบาล และหวยใต้ดินเป็นจำนวนอย่างละเกือบ 30 ล้านคน  แต่เมื่อเราคำนวณหาผู้ที่ซื้อเป็นประจำจะพบว่า  ในการออกรางวัลสลากกินแบ่งรัฐบาลทุกงวดจะมีผู้ซื้อสลากกินแบ่งรัฐบาลเกือบ 17 ล้านคน ตัวเลขนี้อาจจะสูงถึง 19 ล้านคน เช่น ช่วงเทศกาลปีใหม่ และสงกรานต์  ส่วนตัวเลขผู้ที่ซื้อหวยใต้ดินในงวดใดงวดหนึ่งจะมีมากกว่า 17 ล้านคน จำนวนผู้ซื้อหวยใต้ดินจะไม่แปรผันไปตามฤดูกาล  จะคงที่ตลอดทั้งปี  ไม่เหมือนกับสลากกินแบ่งรัฐบาลที่ในช่วงเทศกาลปีใหม่และสงกรานต์  ประชาชนคนไทยจะนิยมซื้อเพื่อให้เป็นของขวัญปีใหม่ซึ่งกันและกัน  บางคนก็คิดว่าปีใหม่ดวงชะตาชีวิตของตนจะเปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้น  จึงมีความต้องการเสี่ยงโชคมากขึ้นเพื่อรับดวงชะตาชีวิตที่คิดว่าจะดีขึ้นภายหลังปีใหม่

                 "เมื่อมาดูถึงจำนวนเงินที่เกี่ยวข้องกับค่าใช้จ่ายที่ประชาชนที่มีอายุตั้งแต่ 18 ปีขึ้นไปได้ใช้จ่ายเพื่อการซื้อสลากกินแบ่งของรัฐบาล และหรือการซื้อจ่ายหวยใต้ดิน จะพบว่า เป็นจำนวนเงินที่สูงมาก   เมื่อเรารวมค่าใช้จ่ายทั้งสองประเภทจะพบว่า  มีมูลค่ารวมถึงปีละ 261,024 ล้านบาท  โดยในจำนวนนี้ประมาณร้อยละ 64 หรือ 165,984 ล้านบาท เป็นค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับการซื้อหวยใต้ดิน ซึ่งประชาชนโดยทั่วไปจะไม่ได้ประโยชน์จากเงินจำนวนนี้เลย นอกจากเจ้ามือและผู้คุ้มครองหวยใต้ดินเท่านั้น  ส่วนอีกประมาณร้อยละ 36 หรือคิดเป็นจำนวนเงิน 95,040 ล้านบาท เป็นค่าใช้จ่ายของประชาชนเพื่อใช้จ่ายในการซื้อสลากกินแบ่งของรัฐบาล   ทั้งหมดนี้ประชาชนได้ใช้จ่ายเงินมากกว่าที่ควรจะจ่ายถึงกว่าร้อยละ 37 ของราคาจริงหรือปีหนึ่ง ๆ ประชาชนต้องจ่ายเงินซื้อสลากกินแบ่งของรัฐบาลเกินราคาไปเป็นเงินไม่ต่ำกว่า 25,920 ล้านบาทต่อปี  เงินจำนวนมากมายเช่นนี้สามารถนำไปใช้เพื่อสร้างอนาคตของลูกหลานของคนไทยด้วยการนำเงินจากใต้ดินให้ขึ้นมาอยู่บนดินและนำเงินเหล่านี้ไปใช้จ่ายเป็นงบประมาณทางด้านการพัฒนาการศึกษา  แทนที่จะนำเงินเพื่ออนาคตของลูกหลานคนไทยมาเสี่ยงเพื่อประโยชน์ของคนเพียงบางกลุ่มเท่านั้น"รศ.ดร.พีรสิทธิ์ กล่าว

                 ด้านรศ.ดร.ศุภวัฒนากร กล่าวว่า เงินรายได้จากการขายสลากกินแบ่งของรัฐบาล ซึ่งมีสัดส่วนเป็นร้อยละ 28 ของรายได้จากการขายสลากกินแบ่งของรัฐบาลจะต้องถูกนำส่งเข้ากระทรวงการคลัง  ซึ่งนักการเมืองเท่านั้นที่จะเป็นผู้มีอำนาจในการอนุมัติให้ใช้จ่ายงบประมาณในส่วนนี้ รวมไปพร้อมกับรายได้ของรัฐจากแหล่งอื่น ๆ  ขณะเดียวกันเราทราบดีว่า รัฐบาลได้จัดสรรงบประมาณเพื่อเป็นรายจ่ายสำหรับการศึกษาเป็นสัดส่วนของรายจ่ายภาครัฐที่สูงมากและเป็นอันดับที่ 1 ของโลกแล้ว  แต่การศึกษาไทยก็ยังมีคุณภาพต่ำ  การพัฒนาและการยกระดับคุณภาพของการศึกษาไทยจึงจะต้องดำเนินการอย่างเร่งด่วนและในฐานะเป็นวาระแห่งชาติ  เราจึงจำเป็นต้องมีการระดมเงินทุนเพื่อมาใช้เป็นงบประมาณเพื่อการนี้โดยเฉพาะ   รัฐและผู้นำของประเทศควรจะใช้อำนาจและภาวะผู้นำที่มีอยู่ไปเพื่อการสร้างอนาคตของประเทศโดยผ่านระบบการศึกษาโดยการขยายหรือเพิ่มโอกาสทางการศึกษาและช่วยเหลือบุตรจากครอบครัวของผู้ที่มีรายได้ต่ำหรือไม่สูงมากนัก

                 ในปัจจุบันผู้ได้รับโควต้ารายใหญ่ที่สุดคือ ตัวข้าราชการระดับสูงบางกระทรวงและกลุ่มผู้ว่าราชการจังหวัดของทุกจังหวัดรวมกันเป็นสัดส่วนร้อยละ 26 รองลงมาได้แก่ มูลนิธิต่าง ๆ ที่ตั้งขึ้นโดยผู้มีอำนาจทางเศรษฐกิจและการเมืองร้อยละ 21  กลุ่มผู้ค้ารายย่อยรวมกันประมาณร้อยละ 20 กลุ่มบริษัทและองค์กรเอกชนต่าง ๆ รวมกันร้อยละ 19  และที่น่าสนใจคือ มีผู้ที่สามารถนำชื่อของคนพิการมาหาผลประโยชน์จากสลากกินแบ่งของรัฐบาลถึงร้อยละ 14 โดยที่ไม่จำเป็นต้องหมายความว่า คนพิการหรือทหารผ่านศึกที่พิการในประเทศไทยทุกคนหรือส่วนใหญ่ได้รับผลประโยชน์จากโควต้าสลากกินแบ่ง  

                 โควต้าที่ได้รับจะมีการขายต่อกันโดยเริ่มตั้งแต่การซื้อโควต้าจากผู้ที่ได้โควต้ารายย่อยมารวมกัน ก่อนที่จะส่งให้ผู้ค้าส่งที่เป็นยี่ปั๊วในราคาใบละ 83 บาท และยี่ปั๊วขายให้ซาปั๊วราคาใบละ 90 บาท ก่อนที่ซาปั๊วจะขายให้ผู้ค้าเร่ในราคาใบละ 92 บาท ผู้ค้าเร่รายย่อยเหล่านี้จะนำไปขายต่อกับประชาชนในราคาใบละระหว่าง 110-120 บาท แต่อย่างไรก็ตามผู้ขายเร่ซึ่งทั้งประเทศมีมากกว่า 1 แสนคนนั้นจะได้กำไรก่อนหักรายจ่ายหลัก อันได้แก่ ค่าเช่าที่พัก ค่าเดินทาง เพียงงวดละประมาณ 5,000 บาทต่อคนเท่านั้น กำไรจากการขายสลากกินแบ่งรัฐบาลเกินราคาส่วนใหญ่จึงตกอยู่กับผู้ได้รับโควต้ารายใหญ่ต้น ๆ ที่ทำกำไรรวมถึงปีละ 8,640 ล้านบาท และนำสลากทั้งหมดที่รวบรวมได้มาจัดเรียงหมายเลขใหม่ให้เป็นกลุ่มเป็นชุด  เพื่อกำหนดราคาขายใหม่ที่เกินราคา  ทำให้สลากกินแบ่งของรัฐบาลจำเป็นต้องขายในราคาเกินกว่าที่กำหนดไว้ที่ 80 บาท  โดยราคาขายจริงในปัจจุบันอยู่ระหว่าง 110-120 บาท

                 "ทางออกเพื่อไม่ให้เม็ดเงินส่วนต่างนี้หายไปคือ 1.ปรับปรุงระบบโควต้าใหม่จากเดิมที่ไม่มีอายุสัมปทานมาเป็นการกำหนดระยะเวลาของโควต้าเพียงครั้งละ 2-4 ปี และเปิดโอกาสให้ประชาชนทั่ว ๆ ไปสามารถรวมตัวกันเข้ารับโควต้าได้ 2.เพิ่มจำนวนสลากกินแบ่งรัฐบาล โดยไม่จำเป็นต้องเพิ่มเป็นเลข 7 ตัว เพราะจะไม่ได้รับความนิยมจากประชาชน    การออกผลิตภัณฑ์ใหม่ของสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล ซึ่งสามารถดำเนินการได้ 2 แนวทาง ได้แก่ 1) การออกหวย 2 ตัว หรือ 3 ตัว โดยใช้เครื่องอัตโนมัติ ในลักษณะการนำหวยใต้ดินมาอยู่บนดิน การออกสลากกินแบ่งรัฐบาลในรูปแบบใหม่โดยผ่านระบบออนไลน์ ซึ่งข้อดีของวิธีนี้ คือ ประชาชนจะเป็นผู้กำหนดหรือเลือกตัวเลขที่ตนเองต้องการเอง"รศ.ดร.ศุภวัฒนากร กล่าว