'เนื่องจำนงค์-สิงห์โตทอง'จับมือสลายสีเสื้อ
'เนื่องจำนงค์ - สิงห์โตทอง'จับมือสลายสีเสื้อ ร่วมสร้างบรรยากาศแห่งความปรองดอง รองผู้ว่าฯชลบุรีร่วมเป็นประธานเปิดโครงการบ้านบึงรวมใจเทิดทูนสถาบัน
วันที่ 26 มิ.ย. 2557 ที่โรงเรียนบ้านบึง "อุตสาหกรรมนุเคราะห์" นายพงษ์ศักดิ์ ปรีชาวิทย์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดชลบุรี เป็นประธานเปิดโครงการบ้านบึงรวมใจ เทิดทูนสถาบัน ปรองดองสมานฉันท์ ต่อต้านยาเสพติด โดยมี พล.ต.ต.ศานิตย์ มหถาวร รรท.ผบช.ภ.2 นายสันติ เหล่าบุญเสงี่ยม นายอำเภอบ้านบึง นายคมกฤช สิงห์โตทอง นายกสมาคมกำนันผู้ใหญ่บ้าน จ.ชลบุรี นายจิรวุฒิ สิงห์โตทอง อดีต ส.ส.พรรคเพื่อไทย และนายสรวุฒิ เนื่องจำนงค์ ส.ส.ชลบุรี พรรคประชาธิปัตย์ รวมทั้งประชาชนในพื้นที่ อ.บ้านบึงเข้าร่วมโครงการพร้อมทั้งแสดงเจตนารมณ์ปรองดองสมานฉันท์ผู้นำทางการเมือง ภายใต้คำขวัญ "บ้านบึงเป็นหนึ่งเดียว"
นายจิรวุฒิกล่าวว่า การเคลื่อนไหวทางการเมืองที่ผ่านมาถือว่าเป็นภารกิจ ในเมื่อทุกอย่างเสร็จสิ้นหมดแล้ว อยากให้ทุกคนลืมอดีต ไม่มีเหลือง ไม่มีแดง
นายสรวุฒิ กล่าวว่า การเมืองในพื้นที่ อ.บ้านบึง หลายคนมองว่ามีความรุนแรงของศึก 2 ตระกูล ระหว่าง "เนื่องจำนงค์" กับ "สิงห์โตทอง" แต่ในความจริงไม่มีอะไร แต่ภาพที่ออกมาอาจจะแข่งขันทางการเมืองรุนแรง เพราะมีกองเชียร์เยอะ ต่อไปนี้ก็อยากเห็นการปรองดอง และไม่มีสีเสื้อต่อไป
แม่ทัพน้อยเปิดเวทีปรองดองสกัดขอนแก่นโมเดลระลอกสอง
ที่วิทยาลัยการปกครองท้องถิ่น มหาวิทยาลัยขอนแก่น พล.ต.ไชยพร รัตนแพทย์ รองแม่ทัพภาคที่ 2 ในฐานะหัวหน้าศูนย์ปรองดองสมานฉันท์ กอ.รมน. ภาค 2 ได้เดินทางมาเป็นประธานในการเปิดเวทีเสวนาปรองดอง ที่จ.ขอนแก่น โดยมีตัวแทนจากทุกภาคส่วน ทั้งข้าราชการ นักการเมืองทั้งอดีตรัฐมนตรี อดีตส.ส. นักการเมืองท้องถิ่น ประชาชนทั่วไป นักธุรกิจและภาคการศึกษาเข้าร่วมกว่า 300 คน โดยมีการแบ่งกลุ่มเสวนาและรับฟังความคิดเห็นเพื่อนำไปสู่การปรองดองและปฏิรูปประเทศไทย โดยจะนำเสนอให้กับ คสช.ต่อไป
พล.ต.ไชยพร กล่าวว่า ในการจัดเวทีเสวนาเพื่อนำไปสู่การปรองดองนั้น ได้กำหนดจัดขึ้นทั้ง 20 จังหวัดแต่ขอนแก่นถือเป็นเวทีใหญ่เพราะเป็นจังหวัดสำคัญ โดยจะนำเอาทุกภาคส่วนมาพูดคุยหารือเพื่อนำไปสู่ข้อเสนอในการปฏิรูปประเทศไทย โดยการสานเสวนานั้นจะจัดขึ้นในทุกตำบลเพื่อให้ทุกกลุ่มหันหน้ามาคุยกัน โดยเฉพาะ 2 กลุ่มก้อนที่แบ่งฝ่ายกันก่อนหน้านี้ ให้หยุดคิดหยุดเคลื่อนไหวและหันหน้ามาหากัน ตอนนี้ไม่มีรัฐมนตรี ไม่มีนักการเมือง มีแต่ปลัดกระทรวงทำหน้าที่บริหารงาน อนาคตอยากเห็นประเทศไทยเราก้าวเดินไปข้างหน้า
"ขอนแก่นโมเดล เป็นโมเดลที่ไม่น่าอภิรมย์ ถ้าเหตุการณ์ความรุนแรงเกิดขึ้นจริงๆ ตามแผนที่เขาวางเอาไว้ จะเป็นเรื่องที่น่าเศร้าใจมาก อีสานเราเคยมีโรคร้อยเอ็ดมาแล้ว เป็นโรคที่ติดตาในการเลือกตั้งทุกระดับชั้น ตอนนี้เราก็มีขอนแก่นโมเดลซ้ำอีก เป็นสิ่งที่ทุกคนต้องช่วยกันป้องกันและแก้ไข อย่าให้ความรุนแรงเกิดขึ้นในบ้านเรา ตอนนี้กำลังมีการขยายผลเพื่อจับกุมขบวนการนี้ให้หมด"พล.ต.ไชยพร กล่าว
และยังได้เปิดเผยถึงแผนปรองดองที่มีการจัดมาอย่างต่อเนื่องในหลายจังหวัดว่า ทางทหารได้รับข้อมูลทุกวัน ภาพใหญ่ของการเอาดนตรี เอาความบันเทิงเข้าไปในพื้นที่ของภาคอีสานซึ่งมีอยู่ 322 อำเภอใน 20 จังหวัด ตอนนี้ดำเนินการมาแล้วกว่า 200 อำเภอ และเวทีสานเสวนาได้ทำลงลึกในระดับหมู่บ้าน หมู่บ้านต้องการอะไร อยากแก้ปัญหาอะไรบ้าง ทั้งยาเสพติด ความยากจน การเข้าถึงแหล่งทุน สิ่งเหล่านี้ทางกองทัพเก็บเป็นข้อมูลหมดและเบื้องต้นได้เสนอไปทางอปท.ในระดับพื้นที่แก้ไข หากแก้ไขไม่ได้ก็จะเสนอไปทางจังหวัดให้ผู้ว่าฯได้รับทราบ แต่อันไหนที่เป็นภาพใหญ่ที่คสช.ให้โจทย์มา 10 กว่าข้อ เรื่องการศึกษา ความเป็นอยู่ แต่ละจังหวัดได้ให้ข้อมูล อยากให้จัดทุกจังหวัด เพื่อตอบโจทย์ 10 ปัญหาใหญ่ของชาติ พอทำเสร็จก็ให้แต่ละจังหวัดเสนอไป เราจะเอาทุกจังหวัด นำเสนอในเวทีใหญ่ของภาคอีสานที่จ.นครราชสีมา ในวันที่ 7 กรกฎาคมนี้ และจะเชิญตัวแทนของแต่ละจังหวัดไปร่วมเวทีด้วย เพื่อจะได้นำเสนอข้อมูลที่ได้รับมาด้วยตนเอง
"แผนปรองดองเราจะทำทุกกลุ่มไม่ใช่เฉพาะนักการเมืองเท่านั้น และจะเอาข้อมูลเหล่านี้เสนอไปทางคณะกรรมการปรองดองของกระทรวงฯ ในส่วนของเรา เราทำแล้วระดับตำบลครึ่งหนึ่งแล้ว ประมาณ 30,000 กว่าตำบล เสียงตอบรับที่ผ่านมา หลายฝ่ายเห็นด้วย แต่คนที่ไม่ได้อยู่ตรงนี้อาจจะจะมองภาพไม่ออก เพราะนี่เป็นกุศโลบายที่จะให้ทุกฝ่ายที่ไม่ถูกกันมาเจอกัน เพราะเวทีนี้เปิดโอกาสให้เขาได้พูดกันมากขึ้น วันนี้มาคุยกันได้เป็นสิ่งที่หัวหน้าคสช.อยากเห็น ซึ่งในพื้นที่ภาคอีสานจริงๆ พี่น้องประชาชนระดับหมู่บ้านไม่ได้มีอคติต่อกัน การชักชวนไปร่วมชุมนุมนั้นเป็นเรื่องแกนนำที่มาชักนำพาไป แต่เมื่อคสช.เข้ามา ก็เปลี่ยนแปลงไป ความเป็นอยู่ของประชาชนแม้แต่เคอร์ฟิวก็สามารถใช้ชีวิตตามปกติได้"พล.ต.ไชยพร กล่าว
ส่วนแผนปรองดองที่ดำเนินการมานั้น พล.ต.ไชยพร กล่าวว่า ระยะที่ 1 เป็นระยะเก็บข้อมูล แล้วเดือนกรกฎาคมจะประเมินผล พร้อมกับเสนอเป็นแผนการทำงานในปี 2558 เพื่อมุ่งหน้าสู่สมานฉันท์อย่างแท้จริง สื่อมวลชนเองมีส่วนช่วยในการเสนอภาพการปรองดอง แต่อาจจะมองว่าสิ่งที่เราทำฉาบฉวย แต่กระบวนการเชิงลึกทางทหารก็มี เพราะอย่างนี้วันนี้ ที่ขอนแก่นมีอดีตนักการเมืองที่เห็นต่าง คนละขั้ว และเขาจะเปิดอกคุยกันได้ความอย่างไรก็จะมีการสรุปส่งให้คสช.รับทราบต่อไป
ในขณะที่ผู้เข้าร่วมเวที ซึ่งเป็นกลุ่มนักเคลื่อนไหว กล่าวว่าการเดินสายเสวนาแบบนี้เป็นการทำโดยเปล่าประโยชน์เพราะคนที่ก่อปัญหาความรุนแรงในประเทศคือนักการเมือง ที่ผ่านมาประเทศไทยเสียหายจากนักการเมืองที่เข้ามากอบโกยมาก ทางทหาร โดยเฉพาะคสช.ควรจะไปจัดการปัญหาตรงนั้น เอาคนเหล่านั้นไปอบรมใหม่ ควรจะยึดทรัพย์คนเหล่านี้ การมาเปิดเวทีระดับรากหญ้าไม่ได้ผลแน่นอน
"ทหารตั้งโจทย์ผิด เดินเกมส์ผิด ทำให้เสียเวลาเปล่า ควรจะไปล็อคเป้าหมายกลุ่มใหญ่ที่เป็นตัวการปัญหาเสียจะดีกว่า เพื่อจะได้แก้ปัญหาได้ตรงจุดมากยิงขึ้น"แหล่งข่าวระบุ
นอกจากนั้นได้มีกลุ่มวิทยุชุมชนกว่า 201 แห่ง ได้ส่งตัวแทนมายื่นหนังสือเพื่อขอความเห็นใจ เนื่องจากการปิดดำเนินการมาเกือบ 2 เดือนส่งผลกระทบกับรายได้ของผู้ที่ประกอบอาชีพด้านนี้โดยตรง รวมทั้งยังมีกลุ่มองค์กรพัฒนาเอกชน ได้มายื่นหนังสือเพื่อให้ทางกองทัพภาคที่ 2 เร่งดำเนินการเรื่องสิทธิ ทั้งสิทธิชุมชน สิทธิในการเข้าถึงข้อมูลข่าวสาร และเร่งให้มีการปฏิรูปประเทศไทยโดยเร็ว
โดยเรื่องวิทยุชุมชนนั้น ทางรองแม่ทัพภาคที่ 2 ได้ระบุว่า ให้ทุกสถานีที่เดือดร้อน มายื่นเรื่องและกรอกเอกสารกับทางจังหวัด แล้วจะมีเจ้าหน้าที่ไปตรวจ ว่าได้ขออนุญาเปิดดำเนินการถูกต้องหรือไม่ เครื่องส่ง อุปกรณ์ต่างๆ ตรงตามที่กำหนดไหม และจะเอาข้อมูลผลการตรวจ เสนอไปที่ คสช. ให้คสช.รีบอนุมัติเบื้องต้นมีข้อมูลว่า มีสถานีวิทยุสีขาวอยู่ประมาณ 150 สถานี ที่น่าจะสามารถเปิดดำเนินการได้ หากเจ้าหน้าที่ลงไปตรวจสอบถึงสถานีแล้ว และหากมีการตรจสอบแล้วเสร็จก็จะประกาศอย่างเป็นทางการทางเวปไซต์ของคสช.เพื่อจะได้ให้เปิดออกอากาศได้ตามปกติ
วธ.คิกออฟระดมปรองดองประเทศไทย
ที่ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย กระทรวงวัฒนธรรม (วธ.) จัดประชุมยุทธศาสตร์การเดินหน้าประเทศไทยด้วยมิติทางวัฒนธรรม โดยนายปรีชา กันธิยะ ปลัดกระทรวงวัฒนธรรม กล่าวมอบนโยบายการดำเนินงานวัฒนธรรมให้แก่ข้าราชการ เครือข่ายวัฒนธรรมทั่วประเทศ อาทิ สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัด สภาวัฒนธรรมกรุงเทพฯ สภาวัฒนธรรมจังหวัด สภาวัฒนธรรมอำเภอ ประมาณ 2,000 คน ว่า ท่ามกลางปัญหาและอุปสรรคขอของชาติ เราต้องช่วยกันแก้ปัญหา เพราะตลอดระยะเวลา9ปีที่ผ่านมาประเทศไทยมีความแตกแยก จนประเทศเดินหน้าต่อไปไม่ได้ ดังนั้น คนวัฒนธรรม จะต้องช่วยกลับมาคิดถึงการคืนความสุขให้ประชาชน นอกจากนี้ วธ. จะมีการดำเนินงานปฏิรูประบบราชการ โครงสร้าง และกฏหมายวัฒนธรรม เพื่อผลักดันให้เกิดผลเป็นรูปธรรม โดยเฉพาะการตั้งวัฒนธรรมอำเภอ สภาวัฒนธรรม รวมทั้งต้องช่วยคลายปมปัญหา อุปสรรค ความเหลื่มล้ำ ความอยุติธรรม อิทธิพลเถื่อน ที่เกิดขึ้นในงานวัฒนธรรมด้วย
นายปรีชา กล่าวต่อไปว่า วธ.ยังต้องทำหน้าที่สร้างภูมิคุ้มกันให้กับสังคม ไม่ให้เหตุการณ์ความขัดแย้งในอดีตกลับมาหลอกหลอนอีก โดยการสร้างสังคมไทยที่ดี สร้างคนมีวัฒนธรรมที่มีความเอื้ออาทร ประพฤติปฏิบัติ ในสิ่งที่ดีงามกลับคืนมา ก่อนที่จะเข้าสู่ประชาคมอาเซียน ในปี 2558 เพื่อไม่ให้บ้านเมืองเราล้าหลัง โดยตั้งแต่เดือนก.ค. เป็นต้นไป ต้องปรับเปลี่ยนให้เข้าสู่แผนใหม่ ใช้ศักยภาพคนในกระทรวง และเครือข่าย ทั้งระดับหมู่บ้าน ตำบล และจังหวัด ช่วยขับเคลื่อน โดยเริ่มจากนำของดีในท้องถิ่นตนเองทั้ง คน การแสดง อาหาร สินค้าทางวัฒนธรรม ออกมาสร้างศักยภาพของถิ่นนั้นๆ พร้อมนำมาแลกเปลี่ยนกัน เพื่อสร้างความปรองดองให้เกิดขึ้น
“ขอให้มีการดำเนินงานภายใต้หลักคิด 3 ข้อ ได้แก่ 1 .ใช้หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ซึ่งไม่ใช่การประหยัดและอดออมเท่านั้น แต่ ต้องให้ทำและผลิตขึ้นมาอย่างพอเพียง ถ้าเหลือให้แบ่งปันสู่ผู้อื่น และเมื่อเหลือจากการแบ่งปันแล้วค่อยนำไปขาย ให้เกิดความพอดีกับสังคม 2 ใช้หลักธรรมาภิบาล ไม่สร้างความเหลื่อมล้ำ ไม่ใช้อำนาจ แต่ยึดหลักกฏหมายบ้านเมือง และ 3หลักการบูรณาการ การมีส่วนร่วมของประชาชน ยึดวัฒนธรรม ให้ประชาชนเป็นเจ้าของ ส่วนหน่วยงาน ราชการ เป็นเพียง ผู้สนับสนุนให้ประชาชนใช้วัฒนธรรมอย่างถูกต้องและมีความสุข นอกจากนี้ขอให้มีการประเมิน และรายงานกิจกรรมทุกโครงการมาที่ตนทุกสัปดาห์ รวมทั้งขอให้ใช้งบประมาณให้ตรงจุด อย่าผลาญงบ” ปลัดวธ. กล่าว



