ข่าว

ทำไม'บิล เกตส์'ให้ทุนหนุนซูเปอร์กล้วย

ทำไม'บิล เกตส์'ให้ทุนหนุนซูเปอร์กล้วย

28 มิ.ย. 2557

เวิลด์วาไรตี้ : ทำไม 'บิล เกตส์' ให้ทุนหนุนซูเปอร์กล้วย : บายไลน์...วัจน พรหโมบล

 
                   ความคิดของผู้นำประเทศ ผู้นำโลก นักคิดที่ประสบความสำเร็จ และนักธุรกิจที่ประสบความสำเร็จอย่างมากนั้น บางความคิดเป็นสิ่งที่คนทั่วๆ ไปยากจะหยั่งถึงและเข้าใจได้ จากความแตกต่างด้านมุมมอง ประสบการณ์ และเป้าหมาย ที่คนทั่วไปอาจจะมองไม่เห็น แต่ผู้นำเหล่านั้นมองเห็นภาพใหญ่ จึงตัดสินใจเดินหน้าไปสู่เป้าหมายนั้นๆ ผ่านการกลั่นกรอง ประเมินผลดีผลเสีย มาเป็นอย่างดี
 
                   เช่นเดียวกับกรณีที่บิล เกตส์ ผู้ก่อตั้งไมโครซอฟท์ อิงค์ และมหาเศรษฐีใจบุญระดับโลกที่หันมาพัฒนาความเป็นอู่ของประชากรโลก ผ่านมูลนิธิบิล-เมลินดา เกตส์ ที่ตัดสินใจให้การสนับสนุนโครงการผลิตซูเปอร์กล้วย เป็นเงินถึง 10 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 300 ล้านบาท
 
                   ซูเปอร์กล้วยที่พูดถึงนี้คือกล้วยที่ผ่านการตัดแต่งพันธุกรรมจนสามารถผลิตสารอัลฟา และเบต้าแคโรทีน ซึ่งเป็นสารตั้งต้นในการสร้างวิตามินเอในร่างกายมนุษย์เป็นจำนวนมาก โดยเป็นผลงานที่อยู่ในระหว่างการพัฒนาของนักวิจัยแห่งมหาวิทยาลัยควีนส์แลนด์ ประเทศออสเตรเลีย
 
                   ศาสตราจารย์เจมส์ เดล แห่ง ม.ควีนส์แลนด์ อธิบายว่ามีหลักฐานที่ชัดเจนที่ระบุว่าวิตามินเอ มีบทบาทสำคัญในการซ่อมแซมระบบภูมิคุ้มกัน และช่วยพัฒนาสมองให้ดีขึ้นด้วยเช่นกัน และการวิจัยนี้สามารถสร้างความแตกต่างระหว่างซูเปอร์กล้วยที่ใช้การพัฒนาสายพันธุ์กล้วยอีสต์ แอฟริกัน ไฮแลนด์ จากอูกันดา ให้มีวิตามินเอมากกว่ากล้วยปกติทั่วไป ทั้งยังเป็นอาหารที่เหมาะสมกับคนยากจน และคนที่อยู่ในพื้นที่ซึ่งไม่เอื้อต่อการทำเกษตร โดยถือได้ว่าเป็นอาหารวิเศษสำหรับคนยากเหล่านั้นเลยทีเดียว
 
                   ในเวลานี้มีการส่งกล้วยจีเอ็มโอผ่านการปรุงเหล่านี้ไปยังสหรัฐอเมริกาเพื่อทำการทดลองกับมนุษย์แล้ว โดยเชื่อว่าจะปรากฏผลสำเร็จสามารถนำกล้วยจีเอ็มโอชนิดนี้ส่งไปปลูกยังอูกานดา ประเทศที่ยอมให้มีการปลูกพืชจีเอ็มโอได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย ภายในปี 2563
 
                   ถ้าเป็นไปตามกำหนดดังกล่าว ซูเปอร์กล้วยจะช่วยแก้ปัญหาทุโภชนาการที่ทำให้ประชากรโลกราว 5 แสนคนทุกข์ทรมานกับอาการตาบอดในวัยเยาว์ และครึ่งหนึ่งของผู้ป่วยเหล่านั้นเสียชีวิต เนื่องจากปัญหาสำคัญประการเดียวคือ การขาดวิตามินเอ ที่เป็นสารสำคัญระหว่างการตั้งครรภ์ของคุณแม่ เพราะช่วยลดความเสี่ยงที่ทารกจะเกิดโรคต่างๆ นานาได้หากคุณแม่ได้รับวิตามินเอมากเพียงพอ
 
                   ปัญหาดังกล่าวมีความรุนแรงในทวีปแอฟริกา และ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ที่ยังไม่มีการหาทางออกที่มีประสิทธิภาพสำหรับปัญหานี้
 
                   ศ.เดล เชื่อมั่นว่าเทคโนโลยีนี้ สามารถนำไปใช้ในพืนที่ส่วนอื่นของแอฟริกาได้ด้วยเช่นกัน แม้จะมีความแตกต่างกันในเรื่องสายพันธุ์กล้วย หรือพืชชนิดอื่นๆ ที่เป็นอาหารหลักของคนพื้นถิ่น โดยพลเมืองในกาฬทวีปนิยมบริโภคกล้วยปรุงสุกเป็นอาหารหลัก ดังนั้นการเพิ่มสารอัลฟา และเบต้าแคโรทีน ในกล้วยเพื่อทำให้ร่างกายสามารถผลิตวิตามินเอได้มากขึ้น จึงเป็นทางออกที่ชาญฉลาดในการแก้ปัญหาทุโภชนาการที่ทำให้ชาวกาฬทวีปและในอีกหลายพื้นที่ในโลกที่มีอาการตาบอดและเสี่ยงต่อการเสียชีวิตตั้งแต่แรกคลอดได้ชะงัดนัก
 
                   ไม่น่าแปลกใจเลยที่ว่า ทำไม บิล เกตส์ ผู้บริหารธุรกิจที่ประสบความสำเร็จระดับโลกถึงมองเห็นถึงปัญหา และร่วมส่งเสริมแนวทางแก้ปัญหาระดับโลกได้เช่นนี้