
คสช.ปัดปิดกั้น-บุกกองบรรณาธิการ
26 มิ.ย. 2557
คสช.ปัดปิดกั้น เตรียมพบผู้บริหารสื่อ ปรับความเข้าใจ แจงไม่มีทหารบุกกองบรรณาธิการ แย้มอาจมีรายละเอียดธรรมนูญชั่วคราวสัปดาห์นี้ เปิด 4 ช่องทางร้องทุกข์ผ่าน '1111'
26 มิ.ย. 57 เมื่อเวลา 11.00 น. พ.อ.วินธัย สุวารี รองโฆษกคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่สมาคมนักข่าวนักหนังหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย มีความกังวลต่อคำสั่ง คสช. ที่แต่งตั้งคณะทำงานติดตามการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารต่อสาธารณะ โดยคณะทำงานมีการตั้งคณะติดตามการเผยแพร่ข่าวสารด้านต่างๆ 5 คณะ ว่า ไม่อยากให้องค์กรสื่อ กังวลในเรื่องนี้ ขอยืนยันว่า ไม่ได้เป็นการปิดกั้น แต่ที่ผ่านมา คสช.จะใช้แนวทางขอความร่วมมือ เพื่อให้การรับข่าวสารที่เป็นจริง ไม่อยากให้มีการสร้างข่าวลือ โดยแสวงผลอันมิชอบจากสื่อ
"ดังนั้นต้องร่วมมือกันในการใช้วิจารณญาณ เลือกนำเสนอข่าวที่มีความเหมาะสม ซึ่งจะไม่เป็นการริดรอนการทำงานสื่อแต่อย่างใด"
เตรียมพบผู้บริหารสื่อ ปรับความเข้าใจ แจงไม่มีทหารบุกกองบรรณาธิการ
พ.อ.วินธัย แถลงว่า เรื่องข้อกังวลของสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย เรียนว่า การตั้งคณะทำงานด้านสื่อหลายคณะเพื่อเสริมประสิทธิภาพการปฏิบัติเพื่อให้การตอบกลับข่าวสารเป็นไปอย่างทันท่วงที เพื่อให้ข้อเท็จจริงจากภาครัฐกระจายได้รวดเร็วยิ่งขึ้น เพราะถ้าเราไม่ร่วมกันบริหารจัดการให้ดี ก็จะเกิดความสับสนเหมือนที่ผ่านมา ยืนยันไม่ใช่เป็นการปิดกั้น หรือกระทบการรับทราบข้อเท็จจริงของประชาชน
"นอกจากข่าวที่เป็นเรื่องของการจินตนาการ หรือสร้างกระแสข่าวลือ หวังแสวงผลประโยชน์โดยมิชอบจากสื่อ ถ้ามีกรณีแบบนี้ อาจจะต้องขอความร่วมมือในการให้น้ำหนัก พื้นที่เหมาะสม อย่างไรก็ตาม อยู่ในลักษณะของการแลกเปลี่ยนรับฟังซึ่งกันและกันด้วยหลักการเหตุผลและข้อเท็จจริง โดยยึดผลประโยชน์ของประเทศชาติให้เป็นไปอย่างเหมาะสม ยืนยันไม่ใช่มาตรการบังคับเพื่อริดรอนสิทธิเสรีภาพใดๆ อย่างแน่นอน"
พ.อ.วินธัย กล่าวอีกว่า ที่ผ่านมาต้องขอบคุณสื่อมวลชน โดยเฉพาะสื่อมวลชนที่มีความเข้าใจตรงกันในการสร้างสรรค์สิ่งที่ดีให้กับสังคม ซึ่งถือว่าสื่อทุกสื่อมีส่วนสำคัญในการพัฒนาของประเทศให้ดีขึ้น
เมื่อถามว่า มีกระแสข่าวว่ามีเจ้าหน้าที่เข้าไปยังกองบรรณาธิการสื่อนั้น จริงหรือไม่ พ.อ.วินธัย กล่าวว่า ตนยังไม่ได้รับข้อมูล เพราะตามปกติเราจะใช้การสื่อสารแบบขอความร่วมมือ ไม่มีบุกไปที่กองบรรณาธิการแต่อย่างใด ซึ่งลักษณะของคนนำสารจะเป็นใคร เราไม่ทราบ อาจเป็นบุคคล หรือเอกสารก็ได้ แต่วัตถุประสงค์ คือ การขอความร่วมมือกับสื่อมวลชน
เมื่อถามว่า หากมีการนำเสนอข่าวนายจักรภพ เพ็ญแข หรือนายจารุพงศ์ เรืองสุวรรณ สื่อมวลชนจะสามารถนำเสนอได้หรือไม่ พ.อ.วินธัย กล่าวว่า ต้องขึ้นอยู่ดุลยพินิจของสื่อมวลชนเอง เราไม่มีมาตรการในเชิงบังคับ โดยในส่วนงานของโฆษกคสช. ไม่ได้ให้น้ำหนักกับเรื่องดังกล่าวอยู่แล้ว เพราะถือว่าข้อมูลไม่ได้มีผลกระทบอะไร เนื่องจากเราให้ความสำคัญกับปัญหาภายในประเทศมากกว่า เพราะการเคลื่อนภายนอกประเทศเข้าข่ายความไม่เหมาะสมในเรื่องกฎหมายความมั่นคงหลายมาตรา ซึ่งในต่างประเทศเอง คงไม่ยอมให้ผู้ใดมาทำการในลักษณะดังกล่าวในประเทศตัวเอง เพราะฉะนั้นตนเชื่อว่า ต่างประเทศไม่สนับสนุนอยู่แล้ว ซึ่งเราได้ให้ข้อมูลข่าวสารกับสื่ออย่างเท่าเทียมกัน ไม่ใช่เฉพาะบุคคลใดบุคลลหนึ่ง
เมื่อถามว่า เบื้องต้นจะมีการพูดคุยกันหรือไม่ ว่าจะควบคุมการนำเสนอข่าวของสื่อนานแค่ไหน พ.อ.วินธัย กล่าวว่า เราไม่ได้ควบคุมเนื้อหา เราจะให้สื่อใช้วิจารณญาณในภาพรวมกันเอง และให้ดูความเหมาะสม รวมถึงมองในภาพกว้าง อาทิ เรื่องคดีความต่างๆ ที่มีกระบวนการที่จะเดินหน้าในขั้นแรกสื่อก็จะนำเสนอในทางที่ผิด ซึ่งอาจนำไปสู่ข้อเท็จจริงที่ผิด ทำให้ประชาชนเข้าใจผิด แต่เมื่อกระบวนการเสร็จสิ้นไม่เป็นตามที่สื่อนำเสนอ ก็ทำให้กระบวนการดูไม่น่าเชื่อถือ
ส่วนที่วันพรุ่งนี้ (27 มิ.ย.) จะมีการเชิญผู้บริหารสื่อเข้ารับประทานอาหารกับเลขาคสช. จะมีการชี้แจงแนวทางดังกล่าวหรือไม่ พ.อ.วินธัย กล่าวว่า มีโอกาสชี้แจง ซึ่งในเรื่องของการพบปะสื่อ จะเป็นเรื่องของการชี้แจงและปรับความเข้าใจในการทำงานระหว่างกัน เพื่อให้สถานการณ์บ้านเมืองดีขึ้น โดยการพูดคุยจะเป็นการขอความร่วมมือให้การนำเสนอเป็นไปอย่างสร้างสรรค์ หรือเป็นประโยชน์
เมื่อถามว่า การที่จะให้ผู้บังคับการตำรวจสันติบาลติดตามข้อมูลข่าวสารของสื่อ จะมีการทำเหมือนในอดีตหรือไม่ ที่มีการเฝ้าจับตาสื่อบางบุคคล พ.อ.วินธัย กล่าวว่า เท่าที่ดูตามเอกสารและการประสานงานในเบื้องต้น จะเป็นการติดตามเพื่อให้ประสิทธิภาพการตอบกลับข่าวมีความรวดเร็ว ซึ่งตนคิดว่าน่าจะมองในมุมนี้มากกว่า ตนขอยืนยันว่าไม่ได้เป็นการริดรอนสิทธิเสรีภาพการทำงานของสื่อมวลชน
แย้มอาจมีรายละเอียดธรรมนูญชั่วคราวสัปดาห์นี้
พ.อ.วินธัย กล่าวถึงการยกร่างธรรมนูญชั่วคราว รวมถึงเมื่อใด พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) ในฐานะหัวหน้าคสช. จะเป็นผู้ชี้แจงในส่วนนี้ด้วยตนเอง ว่า ภายในสัปดาห์นี้ น่าจะมีรายละเอียดออกมา
ผู้สื่อข่าวถามว่า คสช.เน้นปฏิรูป เศรษฐกิจ การเมือง และสังคม แต่ไม่นำเสนอข่าวเรื่องการร่างรัฐธรรมนูญ และสภานิติบัญญัติเท่าใดนัก พ.อ.วินธัย กล่าวว่า ในช่วง 3 เดือนเป็นการปฏิรูประยะแรก จึงยังไม่มีการดำเนินการนำเสนอข่าวเรื่องร่างรัฐธรรมนูญ และสภานิติบัญญัติ โดยในระยะที่ 2 ข้อมูลทั้งหมดจะถูกจัดระเบียบเข้าสู่การปฏิรูปที่เป็นรูปแบบ แต่ในขณะนี้ เรายังไม่มีข้อมูลในส่วนดังกล่าว จึงไม่ได้มีการออกมาชี้แจง
จัดงาน 'ขอบคุณประเทศไทย' คนร่วมเพียบ
เมื่อเวลา 14.30 น. ที่ห้องรอยัล พารากอน ฮอลล์ ศูนย์การค้าสยามพารากอน กองทัพบกร่วมกับภาครัฐและภาคเอกชนจัดงาน "ปลูกจิตสำนึกรู้คุณแผ่นดิน ขอบคุณประเทศไทย" เพื่อให้คนไทยพร้อมที่จะเสียสละเพื่อประเทศ และช่วยลดปัญหาความขัดแย้งที่เกิดจากการแตกแยกทางความคิดในสังคม โดยมี พล.อ.อุดมเดช สีตบุตร รองผบ.ทบ. ในฐานะเลขาธิการคณะรักษาความสงบแห่งขาติ (คสช.) เป็นประธานในพิธี มีตัวแทนนักเรียน ชาวนา ภาคธุรกิจ ผู้บริหารสื่อสารมวลชน เหล่าศิลปินดารา ข้าราชการ และประชาชน เข้าร่วมงานอย่างคับคั่ง
ซึ่งกิจกรรมภายในงานประกอบไปด้วย ส่วนที่เป็น นิทรรศการภาพถ่าย "ความสุขบนแผ่นดินไทย" ส่งเสริมให้ความรู้เกี่ยวกับ สถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ กิจกรรมการกุศล "Share to Chairs" ร่วมบริจาคโต๊ะเก้าอี้แก่โรงเรียนทุรกันดาร พร้อมทั้งระบายสีและเขียนข้อความลงบนเก้าอี้ นอกจากนี้ในส่วนของห้องประชุมก็มีการฉายภาพยนตร์สารคดี "รู้คุณแผ่นดิน" ทั้งยังมีการร้องประสานเสียงเพลง "ธงชาติ" จากนักเรียนโรงเรียนวัฒนาวิทยาลัย โรงเรียนกรุงเทพคริสเตียนวิทยาลัย และโรงเรียนวชิราวุธวิทยาลัย บรรเลงโดยวงดุริยางค์กองทัพบก นอกจากนี้ ยังมีการแจก "แบบเรียนสังคมศึกษา วิชาหน้าที่พลเมือง" ฉบับจำลองจากการพิมพ์ครั้งที่ 14 เมื่อ พ.ศ. 2519 ให้แก่ผู้ร่วมงานทุกคนอีกด้วย ซึ่งกิจกรรมในส่วนต่างๆ ก็ได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี
ต่อมาเวลา 15.30 น. พล.อ.อุดมเดช ขึ้นกล่าว "ขอบคุณประเทศไทย" ตอนหนึ่งว่า ในฐานะที่เป็นทหารก็ต้องการให้ประเทศมีความสงบสุข ซึ่งไม่มีแผ่นดินใดที่จะทีความสุขเท่าแผ่นดินของเราแล้ว โดยขอให้คำมั่นสัญญาว่าจะดูแลแผ่นดินให้มีความสงบร่มเย็น การจะตอบแทนคุณแผ่นดินไทยคงไม่สามารถทำได้ในชีวิตนี้ ตนต้องขอขอบคุณประชาชนไทยทุกคนที่ร่วมแรงใจกันรักษาแผ่นดินไทยไว้ให้ลูกหลาน ซึ่งกิจกรรมครั้งนี้จัดเป็นครั้งที่สาม และจะพยายามอย่างยิ่งที่จะปกป้องแผ่นดินไทยให้มีความสงบสุข และจะทำให้ประเทศมีความสงบตลอดไป
"ในปีนี้ และปีที่ผ่านๆ มาเรามีปัญหาว่า คนในชาติไม่เข้าใจกันซึ่งสะสมกันมา แต่ตอนนี้คงถึงเวลาหยุดสิ่งต่างๆ ที่ไม่ดีงามอันทำให้คนในชาติไม่เข้าใจและไม่สามัคคีกันได้แล้ว ซึ่งตนมีความรู้สึกมั่นใจว่า ประชาชนจะมีความสุขเหมือนอย่างเช่นในปัจจุบัน และจะร่วมใจกันแสดงออกว่าต้องปกป้องแผ่นดิน ขอบคุณประเทศไทยที่ทำให้เรามีความสุข"
เปิด 4 ช่องทางร้องทุกข์-ชี้เบาะแส-ส่งข้อเสนอปฏิรูป ผ่าน '1111'
นายสมพาศ นิลพันธ์ ผู้ตรวจราชการสำนักงานปลัดสำนักนายกฯ แถลงเปิดศูนย์รับเรื่องราวร้องทุกข์ของ คสช. โดยใช้ 4 ช่องทาง คือ สายด่วน 1111 กด 2 โทรฟรีตลอด 24 ชั่วโมง เว็บไซต์ www.1111.go.th , ตู้ปณ.1111 ปณ.ทำเนียบรัฐบาล กรุงเทพมหานคร 10302 (ส่งฟรีไม่ต้องติดแสตมป์) และจุดบริการประชาชน 1111 ประตู 4 ทำเนียบรัฐบาล เพื่อให้ประชาชนแจ้งเบาะแส สิ่งผิดกฎหมาย ซึ่งศูนย์ 1111 จะประสานหน่วยงานที่มีหน้าที่เกี่ยวข้องลงไปดูแล และแจ้งให้ท่านทราบว่าเรื่องที่ร้องเรียนดำเนินการไปถึงไหน เรื่องใดจัดการได้อย่างเร่งด่วนก็จะจัดการเลย ส่วนเรื่องใดที่มีกฎหมาย ระเบียบ ก็จะเข้ากระบวนการตามกลไกที่มี
นายสมพาศ กล่าวด้วยว่า นอกจากนี้หม่อมหลวงปนัดดา ดิศกุล ปฏิบัติหน้าที่ปลัดสำนักนายกฯ สั่งการให้เปิดช่องทางทั้ง 4 ช่องทาง ในการส่งความคิดเห็นข้อเสนอในการปฏิรูประบบราชการ ปฏิรูปประเทศ ปฏิรูประบบการป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ การสร้างความปรองดอง เพื่อส่งไปยังศูนย์ปรองดองฯ ของ คสช. และศูนย์ปฏิรูปของ คสช.
"เรื่องร้องทุกข์ทุกเรื่องที่ส่งเข้ามาทุกช่องทาง ยืนยันว่า หัวหน้า คสช.จะได้รับทราบทุกเรื่อง"
ให้อำนาจพิเศษ ปปท. เพิ่มความผิดด้านวินัยฟัน ขรก.ทุจริต
ที่หอประชุมสโมสรกองทัพบก วิภาวดี พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา ผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารบก (ผช.ผบ.ทบ.) ในฐานะหัวหน้าฝ่ายกฎหมาย และกระบวนการยุติธรรม คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เป็นประธานเปิดการประชุมรับทราบแนวทางการดำเนินการตามคำสั่งของ คสช. เรื่องมาตรการป้องกันและแก้ไขปัญหาการทุจริต และประพฤติมิชอบ โดยมี พ.ต.อ.ประเวศน์ มูลประมุข เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ปปท.) ให้การต้อนรับ
ทั้งนี้ พล.อ.ไพบูลย์ กล่าว ตอนหนึ่งว่าระเบียบกฎหมายในการแก้ปัญหาทุจริตคอร์รัปชั่นที่ผ่านมามีอยู่แล้ว 9 ฉบับ ซึ่งตนมองว่าน่าจะเพียงพอแล้วหากมีการดำเนินการอย่างจริงจัง แต่ปัญหาทุกวันนี้เราทำไม่จริงจัง จึงมีความจำเป็นที่ คสช.จะต้องออกคำสั่งฉบับที่ 69/ 2557 ออกมา สิ่งที่หัวหน้า คสช.ได้สั่งการมาคือทำอย่างไรในเรื่องระบบการตรวจสอบทุจริตในภาครัฐที่ตนกำกับดูแลอยู่นั้นมีประสิทธิภาพ ซึ่งตนได้สอบถามไปยังเลขาธิการ ปปท. ว่าต้องการอะไรเพิ่มเติมหรือไม่ ซึ่งก็กลายออกมาเป็นว่าจะออกคำสั่งฉบับที่ 69 เพราะกฎหมาย 9 ฉบับที่มีอยู่นั้นเป็นความผิดในเรื่องของกฎหมายอาญา พ.ร.บ.บริหารงานภาครัฐ กฎหมายข้าราชการพลเรือน กฎหมายว่าด้วยความผิดทางวินัยเต็มไปหมด
พล.อ.ไพบูลย์ กล่าวว่า กฎหมายที่ออกมาอยากให้ ปปท.มีการตรวจสอบหน่วยงานภาครัฐ และทราบว่า กรอบกฎหมายส่วนใหญ่ไม่สามารถตรวจสอบได้ครอบคลุม ไปถึงผู้บังคับบัญชา เพราะผู้บังคับบัญชาจะเป็นผู้ตรวจสอบหน่วยงานของตัวเอง ทั้งนี้ ปปท.ทำงานได้ก็ต่อเมื่อมีการร้องเรียน มีข้อมูลและเอาปัญหาตรงนี้มาดำเนินการเพื่อเข้าสู่กระบวนการคดีอาญา แต่ก็ไม่สามารถทำให้การทุจริตลดน้อยลงได้เลย เพราะฉะนั้นประกาศฉบับดังกล่าวก็คือการเพิ่มอำนาจหน้าที่ให้ ปปท.ได้เข้าไปตรวจสอบองค์กรภาครัฐ ตนเป็นข้าราชการ และก็จะต้องเป็นผู้ที่ได้รับผลต่อการประกาศฉบับนี้เหมือนกับพวกท่าน รวมถึงทหารก็จะต้องปฏิบัติตาม
"คสช.ตั้งใจที่จะทำให้หน่วยงาน หรือองค์กรทำงานได้อย่างสมบูรณ์ ไม่ถูกแทรกแซง และบรรลุวัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้ และสนองตอบต่อประชาชน และทราบว่าหลายหน่วยงานมีการปรับปรุงองค์กรกฎหมายเพื่อให้สามารถควบคุมส่วนที่เกี่ยวข้อง ทั้งนี้ ปปท.และกระทรวงยุติธรรม ได้ทำเรื่องเหล่านี้ขึ้นมา เพื่อให้การทำงานมีความเสถียร และโปร่งใส ผมเห็นด้วยกับ ปปท.ที่จะเข้าไปดูแลอีกชั้นหนึ่งในการตรวจสอบ แต่ไม่ได้เป็นการก้าวก่าย ทั้งนี้ต้องดูในแง่กฎหมายหลายๆ ฉบับในการทำควบคู่กันไป ซึ่งมองว่าถ้าเราไม่ได้ทำผิดก็ไม่ต้องกังวลหรือกลัวการตรวจสอบ คนที่ไม่อยากให้ออกกฎหมายตัวนี้คือคนที่ทุจริต และทำไม่ดี ซึ่งผมเห็นด้วยที่จะให้ร่างกฎหมายฉบับนี้ขึ้นมา หากมีความบริสุทธิ์ใจ และคิดว่าคงไม่มีหน่วยงานไหนที่ออกมาคัดค้าน หากไม่ผิดก็ไม่ต้องกลัว"
พล.อ.ไพบูลย์ กล่าวอีกว่า เราจะต้องยอมรับว่าทุกวันนี้เรื่องทุจริตภาครัฐมีมาก คดีของ ปปท.มีประมาณ 8,000 คดี ซึ่งตนเป็นห่วงว่าจะทำได้หรือไม่ บางคดีก็ทำเสร็จไปแล้ว 42 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งไม่ถึงครึ่ง ยังเหลืออีก 3,000 คดี ซึ่งถือว่าเยอะมาก จึงอยากจะถามว่าเรื่องนี้จะทำทันหรือไม่ แต่ก็ไม่เป็นไร เพราะถือเป็นการกระตุ้นให้ผู้บังคับหน่วยงานภาครัฐมีความเข้มงวดในเรื่องการตรวจสอบมากขึ้น สิ่งที่เพิ่มขึ้นในวันนี้คือความผิดทางวินัย โดยปกติแล้วกฎหมาย 9 ฉบับ ตามระเบียบเป็นเรื่องของอาญา ใช้เวลา 3-4 ปี ก็ไม่เสร็จ ทำให้เกิดความล่าช้าและคนไม่เกรงกลัวกฎหมายพวกนี้ รวมทั้งขบวนการศาลมีขั้นตอนและมีระยะเวลาในการดำเนินการค่อนข้างนาน จึงไม่สามารถหยุดยั้งข้าราชการที่ทุจริตได้ แต่เมื่อเพิ่มความผิดทางวินัยขึ้นมาก็จะทำให้ทุกอย่างมีความรวดเร็วมากยิ่งขึ้น ซึ่งสามารถควบคุมได้โดยการใช้วิธีพิจารณาการแต่งตั้งโยกย้าย ไม่ต้องรอ 3-4 ปี แต่สามารถทำได้ภายใน 3-4 เดือน ทั้งนี้ในส่วนของผู้บังคับบัญชาถ้าไม่ทำก็จะมีความผิดด้วย
พล.อ.ไพบูลย์ กล่าวอีกว่า ตนก็ถือว่าอยู่ในส่วนหนึ่งของการประกาศฉบับดังกล่าว ก็ถูกบังคับกันถ้วนหน้าทุกฝ่าย ถ้าสุจริตก็ไม่ต้องกลัวกฎหมาย เพราะความดีจะเป็นเกราะป้องกันตัวเอง ซึ่งผู้บังคับบัญชาจะต้องมีความกระตือรือร้นในการดูแล ก่อนหน้านี้การตรวจสอบบังคับได้เฉพาะเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง แต่ต่อไปผู้บังคับบัญชาจะปฏิเสธไม่ได้ว่าไม่รู้ ทั้งนี้ตนมีความเป็นห่วงในฐานะที่ดูแลด้านกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม เพราะหลายเรื่องไม่ใช้กฎหมาย แต่เป็นเรื่องของเจ้าหน้าที่ที่บังคับใช้กฎหมาย เช่นกรณีที่สหรัฐฯ ลดอันดับจาก 2 เป็น 3 เรื่องการค้ามนุษย์ จากการที่ตนไปสอบถามมาแทบทั้งหมดจะเป็นเรื่องของการบังคับใช้กฎหมายที่ไม่จริงจัง และเกิดผลเสียต่อประเทศชาติ ถามว่าจะทำอย่างไรกับระบบนี้ ตนไม่ได้บอกว่าพวกท่านทำผิดทั้งหมด แต่จะต้องเอาความจริงมาพูดกัน หากปล่อยให้การทุจริตในภาครัฐเติบโตไปมากกว่าเราก็ยากจะแก้ไข ซึ่งตนมองว่าไม่มีใครไม่เข้าใจ และปฏิเสธว่าไม่มีการทุจริตในภาครัฐ หลังจากที่กฎหมาย ปปท.มีผลตั้งแต่ปี 2548 จะครอบคลุมการทำงานของข้าราชการปลัดกระทรวงลงมา จึงอยากให้เข้าใจถึงความมุ่งหมายและเจตนาในการแก้ไขด้วยความบริสุทธิ์ใจไม่อยากสร้างความเดือดร้อนให้กับพวกท่าน แต่อยากสร้างประโยชน์ให้กับบ้านเมือง
"คสช.ได้หารือในเรื่องของกฎหมาย ซึ่งจะทำอย่างไรให้ครอบคลุมถึงผู้บริหารระดับสูง มีคำพูดว่าเมื่อนักการเมืองเข้ามา หลายครั้งเมื่อมีการตรวจสอบเสร็จก็เป็นเจ้าหน้าที่ระดับล่างถูกลงโทษ มีระบบสั่งการที่ไม่สามารถสาวไปถึง ซึ่งผมได้ถามกลับไปว่าคำพูดแบบนี้หมายความว่าอย่างไร ซึ่งปัญหาดังกล่าวให้ข้าราชการแต่ละหน่วยงานไปดูว่ากฎหมายที่มีอยู่ของหน่วยงานนั้นๆ เพียงพอที่จะเอาผิดผู้บริหารฝ่ายการเมือง เช่น นายกฯ หรือ รัฐมนตรี หรือไม่ หากกฎหมายมีเพียงพอแล้วก็ไม่เป็นไร แต่หากว่าไม่เพียงพอ ก็ให้หน่วยงานนั้นเสนอกฎหมายมา ทั้งขอให้เข้าใจว่า คสช. ไม่ได้มีอำนาจที่จะร่างกฎหมายฉบับนั้นฉบับนี้ขึ้นมา แต่เป็นเรื่องของหน่วยงานในภาครัฐที่ต้องกลับไปพิจารณา และทำเรื่องเสนอ คสช. โดย คสช. จะดูในเรื่องรายละเอียดให้ เพื่อเสนอกฎหมายผ่านสภานิติบัญญัติ (สนช.)"
พล.อ.ไพบูลย์ กล่าวว่า ดังนั้นอยากขอความร่วมมือให้ช่วยกันกำจัดสิ่งที่เกิดความเสียหายกับบ้านเมือง หากเจ้าหน้าที่ทำตามกฎหมายระเบียบปัญหาก็ไม่มี ทุกคนคงจะเห็นด้วยกับที่ คสช.ออกคำสั่งนี้ออกมา ซึ่งการประชุมครั้งต่อไปจะให้ฝ่ายกฎหมายของแต่ละส่วนงานได้เข้าร่วมประชุมด้วย เพราะท่านในฐานะที่เป็นผู้บังคับบัญชาหากมีข้าราชการในสังกัดทำผิดท่านก็มีความผิดเช่นกัน ซึ่งต่อไปนี้จะมาอ้างว่างานนี้ได้มอบให้รองไปดำเนินการแทนคงไม่ได้อีกแล้ว
วันนี้ คสช.รู้สึกชื่นใจที่ข้าราชการทุกภาคส่วนได้ให้ความร่วมมือ และได้เห็นถึงความมุ่งมั่น และความตั้งในจริงของพวกท่าน โดยแต่ละท่านที่รับผิดชอบงานใน คสช.ก็ไม่ได้เก่งกาจ ถ้าไม่มีพวกท่านก็เดินไปไม่ได้ บางอย่างคสช.ก็มีความรู้สึก แต่ก็ไม่เข้าใจ ก็อยากให้มาช่วยกันเพื่อสร้างความมั่นใจให้กับประชาชนว่าข้าราชการทำงานด้วยความโปร่งใส สุจริต เอาเงินเขามาบริหารประเทศก็อยากให้ประชาชนได้ชื่นใจเหมือนกัน ทั้งนี้เชื่อว่าข้าราชการสามารถทำสิ่งเหล่านี้ได้ โดยคสช.มีความตั้งใจ และมีความฝัน และคงจะไม่สำเร็จหากไม่มีพวกท่านช่วยกันทำ
พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา ผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารบก ให้สัมภาษณ์ภายหลังการมอบนโยบายตามคำสั่งคสช. 69 /2557 ว่าการดำเนินการในการตรวจสอบทุจริตภาครัฐจะเริ่มดำเนินการทันทีหลังมีประกาศเพิ่มเติมออกมา โดย ปปท.ก็จะทำงานได้เลย ส่วนราชการทุกส่วนนั้น เมื่อก่อนเข้าไม่ได้ เพราะไม่มีคำสั่งใดให้เข้าไปตรวจสอบได้ ต่อไปสามารถเข้าไปดูโครงการต่างๆ ได้เลย ไม่ต้องมีการร้องเรียน โดย ปปท.เป็นฝ่ายขออำนาจตรงนี้มา คสช.เลยพิจารณาให้ เนื่องจากเป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติ และประชาชน รวมถึงกองทัพเองก็ต้องถูกตรวจสอบด้วย ทั้งโครงการจัดซื้ออาวุธและการจัดจ้าง เพราะทหารก็คือข้าราชการ โดยที่ไม่มีข้อยกเว้น ทั้งนี้ยังมีกฎหมายที่เกี่ยวข้องอีกหลายฉบับ แต่ออกเป็นประกาศไม่ได้ เนื่องจากเนื้อหากว่าสิบหน้า ต้องนำเข้า สนช. โดยผลักดันเข้าไปในลำดับต้นๆ นอกจากนั้นจะผลักดันกฎหมายเกี่ยวกับการประกันภัย เพราะมีความจำเป็นเร่งด่วนเช่นกัน
ผู้สื่อข่าวถามว่าการค้ามนุษย์ในประเทศไทยมีการทุจริตในภาครัฐแล้วจะดำเนินการอย่างไร พล.อ.ไพบูลย์ กล่าวว่า ในประเด็นนี้ฝ่ายความมั่นคงได้เป็นหลักในการดูแล และวันที่ 27 มิถุนายน ตนได้เรียกประชุมในด้านกระบวนการยุติธรรม โดยจะเรียนเชิญฝ่ายความมั่นคง และตำรวจ รวมทั้งเลขานุการศาลยุติธรรมมาร่วมดูแลในส่วนของกฎหมายที่เกี่ยวกับเรื่องนี้ด้วย เพื่อดูว่าข้อบกพร่องอยู่จุดใด ซึ่งคดีด้านนี้มีกว่า 600-700 คดีมีการดำเนินการแล้วเสร็จน้อยมาก ซึ่งพรุ่งนี้จะเน้นประเด็นใหญ่เรื่องประมงนอกน่านน้ำที่เป็นต้นทางของปัญหา และเป็นเรื่องลึกๆ อันเกิดจากการลดการค้ามนุษย์ของประเทศไทยไปอยู่ลำดับที่ 3 แต่ต้องยอมรับว่าปัญหานี้สั่งสมมานาน ซึ่งเราก็ต้องแก้ไขให้ได้
ส่วนที่มีการวิจารณ์ว่า คสช.ได้เรียกคนมารายงานตัวอย่างต่อเนื่อง โดยที่ไม่มีเงื่อนไขเวลามากำหนด พล.อ.ไพบูลย์ กล่าวว่า ขณะนี้ไม่มีแล้ว และไม่มีใครอยู่ในความของคสช.แล้ว ทั้งนี้ตนคิดว่าไม่น่าจะมีการเรียกบุคคลมารายงานตัวเพิ่มเติมแล้ว แต่หากมีเงื่อนไขอะไรเพิ่มเติมขึ้นมาก็อาจจะมีการเรียกบุคคลเข้ามารายงานตัวได้ ส่วนบุคคลที่ยังไม่ได้มารายงานตัวนั้น ถือเป็นเรื่องของขั้นตอนกฎหมายไม่เกี่ยวข้องกับ คสช. และถือเป็นเรื่องของศาลที่บุคคลผู้นั้นขัดคำสั่ง และอยู่ในดุลยพินิจของศาลว่าจะให้ประกันหรือไม่ แต่ที่ผ่านมาศาลได้มีความเมตตา



