ข่าว

เส้นทางค้าแรงงานจากเวียดนามสู่ไทยปมก.ม.มีช่องโหว่

เส้นทางค้าแรงงานจากเวียดนามสู่ไทยปมก.ม.มีช่องโหว่

26 มิ.ย. 2557

เส้นทางค้าแรงงานจากเวียดนามสู่ไทย ปมกฎหมายยังมีช่องโหว่ : ศูนย์ข่าวภาคอีสานรายงาน

                ทำเอาตั้งตัวกันไม่ติด หลังจากสหรัฐอเมริกาเล่นยาแรงประกาศลดอันดับไทยในเรื่องค้ามนุษย์ขั้นร้ายแรงสูงสุด ซึ่งเรื่องนี้ส่วนหนึ่งต้องยอมรับว่า การค้ามนุษย์มีอยู่จริงในประเทศไทย โดยเฉพาะปัญหาเรื่องแรงงานเถื่อน อาจกล่าวได้ว่า ไทยเป็นสวรรค์ของกลุ่มผู้ลับลอบค้าแรงงานเถื่อน ดังนั้น จึงไม่ใช่เรื่องแปลก หลังจาก คสช.มีนโยบายจะจัดระเบียบแรงงานต่างด้าว เราจะได้เห็นภาพของแรงงานกลุ่มนี้ทยอยออกจากประเทศหลายแสนคนเหมือนผึ้งแตกรัง

                สิ่งที่เกิดขึ้นอาจเป็นความตื่นกลัวเพียงชั่วขณะ แต่อีกไม่นานบรรดาแรงงานเถื่อนจะเริ่มทยอยกลับเข้ามาในประเทศไทยเหมือนเดิมหากทางการไทยยังปล่อยปัญหาต่างๆ ไว้ใต้พรม 

                ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา "แรงงานเวียดนาม" ถือเป็นอีกหนึ่งแรงงานที่ทยอยเข้ามาในประเทศไทยเป็นจำนวนมาก เพราะนับตั้งแต่ทางการไทยทำเอ็มโอยู กับรัฐบาลเวียดนามเรื่องการส่งเสริมการท่องเที่ยวระหว่างสองประเทศ เพื่อยกระดับกระชับความสัมพันธ์ระหว่างกลุ่มประเทศอาเซียน โดยทำข้อตกลงกันว่า อนุญาตให้ประชาชนของทั้งสองประเทศที่ถือหนังสือเดินทางอยู่ใน ประเทศของคู่ตกลงได้ครั้งละ 30 วันโดยไม่ต้องขอวีซ่า เพื่อเป็นการส่งเสริมการท่องเที่ยวของประชาชนทั้งสองประเทศ
 
                จากข้อตกลงนี้ ทำให้เกิดการเดินทางเข้าออกประเทศไทยของชาวเวียดนามเป็นจำนวนมากปีละนับแสนคน  ในจำนวนนี้ส่วนใหญ่อาศัยช่องว่างของข้อกฎหมายที่อนุญาตให้อยู่ได้ 30 วัน หลบมาขายแรงงาน และเมื่อครบกำหนด 30 วันก็จะเดินทางออกจากประเทศไทยข้ามไปฝั่งลาว เพื่อต่อพาสปอร์ตแล้วกลับเข้ามาใหม่ทันที วนเวียนอยู่อย่างนี้นานเป็นแรมปี
 
                กลุ่มแรงงานเหล่านี้จะอาศัยการบอกต่อของเพื่อนแรงงานที่มาอยู่ก่อนแล้ว โดยจะติดต่อกับนายจ้างเพื่อหางานให้แก่คนที่มาใหม่ในลักษณะชักชวนเพื่อนและญาติมาทำงาน จากนั้นได้บอกต่อๆ กันมา ไม่ได้เรียกเก็บค่านายหน้า และยังไม่มีขบวนการค้าแรงงานในกลุ่มของชาวเวียดนาม ประกอบกับมีความต้องการของนายจ้างสูงมากเนื่องจากเป็นกลุ่มผู้ใช้แรงงานที่มีทักษะดี ฝึกฝนง่าย เป็นงานเร็วและขยันขันแข็ง จึงหางานได้ง่าย ซึ่งงานส่วนใหญ่จะเป็นการทำงานในบ้าน เช่น เป็นแม่บ้านดูแลผู้สูงอายุ หรือเด็กเล็ก และทำงานบ้านหรือร้านขายของที่จำเป็น เพื่อแบ่งเบาภาระให้แก่เจ้าของร้าน 

                นอกจากนั้นบางคนจะสมัครเข้าทำงานตามเขียงหมู หรือโรงเชือดที่ต้องทำงานในช่วงดึกๆ โดยแรงงานกลุ่มนี้ต้องทำงานหลังร้าน เนื่องจากพูดภาษายังไม่ได้ แต่บางพวกจะสมัครทำงานตามร้านอาหารเป็นพนักงานในครัว หรือเป็นคนล้างจาน แต่หากหน้าตาดีหรือพูดภาษาไทยได้บ้าง นายจ้างอาจขยับให้เป็นเด็กเสิร์ฟอาหาร 

                กลุ่มแรงงานเหล่านี้จะกระจัดกระจายไปทั่วทุกสารทิศ ตั้งแต่อีสานสู่ภาคกลางขึ้นเหนือลงใต้ โดยพบอยู่แทบทุกจังหวัดใหญ่ๆ นอกจากนั้นบางคนที่มาอยู่นานจะมีช่องทาง ทำกิจการของตัวเอง เช่น ติดต่อขอเข้าดูแลลานจอดรถของร้านอาหารใหญ่ๆ ที่มีลูกค้าเยอะ โดยไม่คิดค่าแรง แต่อาศัยรายได้จากการทิปของลูกค้าที่มารับประทานอาหาร ซึ่งร้านเหล่านี้ส่วนใหญ่อยู่ในกรุงเทพฯ และปริมณฑลหรือหัวเมืองใหญ่ๆ 
 
                นายเหงียน วัน ซวน อายุ 36 ปี ชาวจังหวัดเหง่ อาน ที่อยู่ตรงกันข้ามกับ จ.นครพนม ของไทย หนึ่งในผู้เข้ามาค้าแรงงานในไทย เล่าว่า แต่งงานแล้วมีบุตรสองคน คนโตอายุ 11 ขวบ ส่วนคนเล็กอายุ 8 ขวบ มีอาชีพรับจ้างทั่วไปในเวียดนามได้ค่าแรงสูงสุดวันละไม่เกิน 8 หมื่นด่อง หรือประมาณ  120 บาทไทย แต่ละวันจะต้องไปรออยู่ในจุดนัดพบแรงงานตามตลาดต่างๆ หากมีนายจ้างต้องการจ้างแรงงานก็จะมาเลือกเอาไป วันไหนถูกเลือกก็จะมีงานทำ หากวันไหนไม่ถูกเลือกก็จะไม่มีรายได้

                "จุดเปลี่ยนที่ทำให้ชีวิตดีขึ้น กับการมาขายแรงงานในไทย เมื่อเพื่อนบ้านกลับมาเยี่ยมญาติ ก็มาบอกเล่าถึงความสุขสบายในไทย งานดีเงินดีกว่า หากต้องการทำงานก็จะพาไปโดยไม่เสียค่านายหน้า จึงตัดสินใจมาด้วย โดยใช้หนังสือเดินทางเข้ามาที่ลาวก่อน หลังจากนั้นก็จะเข้าประเทศไทยที่ด่านสะพานมิตรภาพ ไทยลาว-แห่งที่ 3 ระหว่างเมืองท่าแขก แขวงคำม่วนกับ จ.นครพนม"

                นายเหงียน วัน ซวน เล่าต่อว่า ครั้งแรกที่มาเมืองไทย เพื่อนได้ฝากงานให้ทำที่ร้านขายของชำในตลาดสด จ.นครพนม เป็นกรรมกรแบกหามยกของทั่วไป ได้เงินเดือนละ 6,000 บาท โดยนายจ้างมีที่พักและอาหารให้ 3 มื้อ เงินเดือนจึงเหลือเก็บเต็มๆ  หลังจากทำงานได้ 6 เดือนก็พบกับเพื่อนที่มาอยู่เมืองไทยก่อนหน้านี้ระหว่างเดินทางไปต่ออายุการอยู่ในประเทศไทยที่ด่านสะพานมิตรภาพไทย-ลาวแห่งที่ 3 โดยเพื่อนบอกเล่าว่า ทำงานที่ จ.ขอนแก่น ได้เงินวันละ 300 บาท แต่ต้องเช่าบ้านและหาอาหารกินเอง เห็นว่ารายได้ดีกว่า จึงตัดสินใจลาออกจากที่เดิมแล้วเดินทางไปทำงานที่โรงเชือดไก่ในขอนแก่น ทำมานานนับปีแล้ว แต่ละเดือนต้องไปต่ออายุหนังสือเดินทางที่ลาว ผ่านทางสะพานมิตรภาพไทยลาว จ.หนองคาย เพื่อรักษาสถานะของการอยู่ได้อย่างถูกต้องในประเทศไทย 

                "จนกระทั่งการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองในประเทศไทยในช่วงเดือนพฤษภาคม ปี 2557 การออกไปต่ออายุหนังสือเดินทางเริ่มมีปัญหา เพื่อนร่วมงานบางคนไปต่อแล้วถูกปฏิเสธไม่ให้กลับเข้ามาในประเทศไทยอีก ทำให้เกิดความแตกตื่นในกลุ่มผู้ใช้แรงงานชาวเวียดนามเป็นอย่างมาก โดยมีข่าวลือเกิดขึ้นต่างๆ นานา เช่น ทหารจะทำการกวาดล้างแรงงานต่างด้าวครั้งใหญ่ จะจับและปรับคนละ 1 หมื่นบาท หากพบว่าแอบทำงานในไทยหรือหากทางการตรวจพบว่าอยู่อย่างผิดกฎหมายจะถูกปรับทันที 5หมื่นบาท พวกเราจึงตัดสินใจเดินทางกลับบ้านที่เวียดนามก่อน เพื่อรอให้เหตุการณ์ปกติก่อนค่อยหาทางกลับมาใหม่ เพราะรักนายจ้างคนไทยมาก คนไทยใจดี โอบอ้อมอารี ไม่เอาเปรียบแรงงานถ้ามีโอกาสจะกลับมาอีกแน่นอน"

                เกี่ยวกับเรื่องดังกล่าว พล.ต.ต.วราวุธ ทวีชัยการ ผบก.สส.สตม. ระบุว่า แรงงานชาวเวียดนามลักลอบเข้ามาทำงานในไทยเป็นจำนวนมากขึ้น ซึ่งผู้บัญชาการตำรวจตรวจคนเข้าเมืองได้กำชับให้ตรวจสอบชาวเวียดนามที่พบความเคลื่อนไหวในการเดินทางเข้า-ออกประเทศไทยบ่อยครั้ง ในลักษณะที่ไม่ใช่มาท่องเที่ยว เพราะก่อนหน้านี้ชาวเวียดนามได้เข้ามาท่องเที่ยวในไทยเป็นเวลา 30 วัน โดยไม่ต้องขอวีซ่า ตามเอ็มโอยูที่ไทยทำไว้กับรัฐบาลเวียดนาม เพื่อกระชับความสัมพันธ์ระหว่างกลุ่มประเทศอาเซียน แต่ปรากฏว่ามีชาวเวียดนามจำนวนมากลักลอบเข้ามาทำงานในไทย เมื่ออยู่ครบกำหนด 30 วัน ก็จะไปต่อวีซ่าตามด่านชายแดนแล้วเดินทางกลับเข้ามาทำงานในไทยต่อโดยไม่มีระยะเวลากำหนด ซึ่งทำในลักษณะนี้มานานแล้ว แต่ปัจจุบันได้มีการออกระเบียบปฏิบัติควบคุมสัญชาติเวียดนามในการเข้า-ออกไทย เพราะชาวเวียดนามเริ่มเข้ามาทำงานในไทยแบบผิดกฎหมายมากขึ้น อีกทั้งเข้ามาก่อเหตุอาชญากรรมมากขึ้นเช่นกัน

                เช่นเดียวกับ พล.ต.ต.ชาติชาย เอี่ยมแสง ผู้บังคับการตรวจคนเข้าเมือง 4 (ผบก.ตม.4) ยืนยันว่า ชาวเวียดนามที่เข้ามาไทยจะอยู่ได้ในฐานะท่องเที่ยว 30 วัน โดยไม่ต้องขอวีซ่า เมื่อครบกำหนดแล้วต้องเดินทางออกนอกประเทศและสามารถเดินทางกลับเข้ามาใหม่ได้ทันทีจะอยู่ได้ต่อ 7 วัน หลังจากนั้นจะไม่สามารถเข้ามาได้อีก ยกเว้นว่าจะขอวีซ่าประเภทเข้ามาทำงาน โดยมีนายจ้างชาวไทยรับรองจึงจะสามารถเข้ามาทำงานได้ อย่างไรก็ตามมีข้อมูลว่ามีขบวนการปลอมแปลงวีซ่าให้ชาวเวียดนามอยู่ในย่านเมืองพัทยา จ.ชลบุรี ล่าสุดมีข้อมูลว่า มีกลุ่มชาวเวียดนามที่มีพฤติกรรมซื้อรถตู้มาใช้ในการรับส่งชาวเวียดนามด้วยกันในการไปต่อวีซ่าตามแนวชายแดน จ.สระแก้ว กาญจนบุรี และจันทบุรี โดยคิดค่าหัว 800 บาทต่อคน เพื่อเป็นการอำนวยความสะดวก และแรงงานเหล่านี้ก็กลับมาทำงานต่อได้ในวันเดียวกัน ซึ่งกำลังรวบรวมหลักฐานเพื่อดำเนินการตามกฎหมายในเร็วๆ นี้

...................................

(หมายเหตุ : เส้นทางค้าแรงงานจากเวียดนามสู่ไทย ปมกฎหมายยังมีช่องโหว่ : ศูนย์ข่าวภาคอีสานรายงาน)