ข่าว

ของฟรี...ที่ดีและมีในโลก

ของฟรี...ที่ดีและมีในโลก

27 มิ.ย. 2557

เงินทองต้องรู้ : ของฟรี...ที่ดีและมีในโลก : โดย...ขวัญชนก วุฒิกุล [email protected]

 
                          หนังสือ “แจกฟรี” หรือ “ฟรี ก๊อบปี้” ที่วางรอนักอ่าน ตามร้านหนังสือ ร้านกาแฟ พิพิธภัณฑ์ หอศิลป์ รวมทั้งห้องสมุด เดี๋ยวนี้มีมากมายหลายฉบับ ทั้งหมดล้วนเป็นความน่าอ่าน ที่เกิดจากความตั้งใจจริงของคนทำหนังสือ แม้จะปะหน้าว่า “แจกฟรี” ก็ตาม 
 
                          แต่ถึงจะ “น่าอ่าน” แค่ไหน ก็ต้องยอมรับว่า หนังสือเป็นเรื่องของ “จริต” ที่ต่างคนต่างก็ชอบไม่เหมือนกัน ใครชอบแบบไหน ก็หยิบแบบนั้น สุดแต่ใจ สุดแต่ชอบ
 
                          ส่วนตัวแล้ว ฉบับที่หยิบบ่อยที่สุด ก็คือ ฟรี ก๊อบปี้ “ครีเอทีฟ ไทยแลนด์” หรือ “คิด” ที่จัดทำโดยศูนย์สร้างสรรค์งานออกแบบ สำนักงานบริหารและพัฒนาองค์ความรู้ (องค์การมหาชน) หรือทีซีดีซี เพราะค้นพบว่า ทั้งเนื้อหาและรูปแบบการจัดหน้านั้นน่าอ่าน “ถูกจริต” ของตัวเอง
 
                          ฉบับล่าสุดที่หยิบติดมือจากร้านกาแฟระหว่างรอลูกสาวเรียนบาลีในบ่ายวันอาทิตย์ เป็นฉบับประจำเดือนมิถุนายน 2557 ที่ “ธีม” ของเล่ม ว่าด้วยเรื่อง “หวนคืนเศรษฐกิจคนตัวเล็ก” แค่เปิดหน้าแรก ก็เจอวลีอิ่มใจของ “เอิร์นส เฟรดริช ชูมาเคอร์” (Ernst Friedrich Schumacher) นักเศรษฐศาสตร์ชื่อดัง ที่เขียนไว้ว่า Man is small, and, therefore, Small is Beautiful - มนุษย์นั้นเล็กน้อย ความเล็กน้อยจึงงดงาม
 
                          ส่วน “เรื่องจากปก” ที่ว่าด้วยเศรษฐกิจคนตัวเล็ก เริ่มต้นว่า ในช่วงปลายทศวรรษ 1970 ที่เศรษฐกิจโลกขับเคลื่อนไปบนระบบการผลิตแบบอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ บนพื้นฐานของการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรให้มากที่สุด ดูเหมือนจะตรงกันข้ามกับความคิดเห็นของ “เฟรดริช ชูมาเคอร์” ที่ปรากฏในหนังสือ Small is Beautiful : Economics as if people Mattered (1973) ด้วยข้อเสนอการใช้ทรัพยากรให้น้อยที่สุด เพื่อยืดอายุทรัพยากรธรรมชาติ และระบบเศรษฐกิจควรจะมี “คน” เป็นศูนย์กลางมากกว่าเครื่องจักรและมีขนาดเล็ก เพื่อให้คนได้มีปฏิสัมพันธ์ระหว่างกัน ซึ่งจะนำไปสู่ความยั่งยืนของวิถีชีวิตและสิ่งแวดล้อมในอนาคต
 
                          แม้ในช่วงที่ผ่านมา เครื่องจักร เทคโนโลยี และความรู้ทันสมัย จะดูมีน้ำหนักและมีความสำคัญมากกว่า “คน” แต่จากวิกฤติและความบอบช้ำทางเศรษฐกิจในหลายครั้งที่มนุษย์ต้องเผชิญ ทำให้ดูเหมือนกับว่า สุดท้ายความสัมพันธ์หรือปฏิสัมพันธ์ระหว่างกันของ “คน” เท่านั้น ที่จะช่วยเยียวยาบาดแผลแห่งความเจ็บปวดที่เกิดจากการล่มสลายของเศรษฐกิจ และการใช้ทรัพยากรให้น้อยที่สุด เป็น “เรื่องจำเป็น”
 
                          น่าดีใจที่เรื่องน่าอ่านหลายเรื่อง แทรกตัวอยู่ในหนังสือ “แจกฟรี” โดย “ผู้อ่าน” ไม่ต้องลงทุนอะไรมากกว่าไป “หยิบมันขึ้นมาอ่าน”
 
                          นึกถึงเมื่อปลายสัปดาห์ที่แล้ว ระหว่างได้รับเชิญจากตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ให้ไปทำหน้าที่ดำเนินรายการเสวนา “เอสเอ็มอี เสวนา : จับทิศรอบด้าน…สร้างโอกาสโตแบบยั่งยืน” ซึ่งเป็นความร่วมมือของทั้งตลาดหลักทรัพย์ฯ ตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ และธนาคารกสิกรไทย วันนั้นต้องทำหน้าที่สัมภาษณ์ผู้บริหาร 2 ท่าน หนึ่งคือ คุณทองมา วิจิตรพงศ์พันธุ์ มหาเศรษฐีอันดับ 14 ของเมืองไทยจากการจัดอันดับล่าสุดของนิตยสารฟอร์บส์ ผู้ซึ่งดำรงตำแหน่งประธานกรรมการบริหาร บริษัท พฤกษาเรียลเอสเตท จำกัด (มหาชน) และอีกหนึ่ง คือ คุณสกุณา บ่ายเจริญ รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ฮอท พอท จำกัด (มหาชน)
 
                          คงไม่มีอะไรยาก ถ้าคุณทองมาไม่ได้โด่งดังติดอันดับมหาเศรษฐีอย่างต่อเนื่องหลายปีซ้อน และเคยให้สัมภาษณ์หลายครั้ง รวมทั้งยังมีพ็อกเก็ตบุ๊กเกี่ยวกับชีวิตคุณทองมาอีกหลายเล่ม แต่ถึงอย่างนั้น ก็ไม่ใช่ว่าทุกคนจะเคยฟัง เคยอ่านและเคยรู้ชีวิตก่อนจะเป็นมหาเศรษฐีของคุณทองมา
 
                          จำได้ว่า เคยเจอคุณทองมาครั้งแรกก่อนที่ “พฤกษา เรียลเอสเตท” จะนำหุ้นเข้าซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ฯ เมื่อปี 2548 ตอนนั้นคุณทองมายังบอกว่า “ผมไม่มีความรู้เรื่องหุ้นเลย” แต่หลังจากนั้นเพียงแค่ไม่ถึง 10 ปี คุณทองมาก็กลายเป็น “มหาเศรษฐีหุ้น” ไปเสียแล้ว
 
                          ระหว่างคุยกันบนเวที คุณทองมาพูดถึง “จุดเปลี่ยน” ของตัวเองกับบทบาทในการทำธุรกิจ จากผู้รับเหมาก่อสร้าง ก็ขยับมาเป็นนักพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ อาศัยประสบการณ์ด้านก่อสร้างผันตัวเองเป็นเจ้าของโครงการหมู่บ้านจัดสรร ก่อนจะนำหุ้นเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ และกลายเป็นเศรษฐีหุ้นในที่สุด
 
                          “อย่างอื่นน่ะ ผมทำ แต่ไอ้ที่เป็น ‘เศรษฐี’ นี่ ไม่ได้ทำ มันมาเอง” ประโยคนี้คุณทองมาขยายความว่า เราก็แค่ตั้งใจทำงานให้ดีที่สุด แต่ต้องไม่ลืมวางเป้าหมาย เพราะเป้าหมายนั้นสำคัญมาก เนื่องจากเมื่อมีเป้าหมายแล้ว เราก็ต้องพยายามทำให้ได้ตามเป้า ตอนที่วาง อาจจะไม่มั่นใจว่าทำได้หรือไม่ได้ หรือบางทียังไม่รู้ด้วยซ้ำว่า จะทำอย่างไร แต่เมื่อมีเป้าหมายแล้ว รู้ว่าต้องทำให้ได้ตามนั้น มันก็จะเดินหน้าของมันไปเอง
 
                          ความมุ่งมั่นในการทำงานตามเป้าหมายที่วางไว้ ส่งผลให้คุณทองมากลายเป็นมหาเศรษฐีอันดับ 14 ของเมืองไทย ด้วยมูลค่าทรัพย์สินกว่า 4.5 หมื่นล้านบาท
 
                          “ทำธุรกิจก็เหมือนเรียนหนังสือนั่นแหละ ไม่ได้ต่างกัน ตอนเรียนมัธยมปลาย เรามีเป้าหมายว่า อยากจะเข้ามหาวิทยาลัยชั้นนำให้ได้ เราก็ต้องตั้งใจเรียน ขยันอ่านหนังสือ วางแผน ตั้งเป้าหมายและลงมือทำ"
 
                          แต่ที่สำคัญไปกว่านั้น คือ “ความรู้” ในสิ่งที่จะทำ เพราะคุณทองมามีความรู้ในเรื่องการก่อสร้างเป็นทุนเดิม แต่ยอมรับว่า ตัวเองนั้น “ขาด” ด้านการตลาด ด้านการเงิน หรือแม้แต่การขาย การดูแลลูกค้า การเอาใจลูกค้า ที่เขายอมรับว่า “ผมทำไม่เป็น ผมสร้างบ้านให้ได้ แต่ผมเอาใจลูกค้า ดูแลลูกค้าไม่เป็น” แต่เมื่อมันจำเป็น คุณทองมาก็เรียนรู้เพิ่มเติม จนวันนี้เขาบอกว่า “ผมคุยกับใครๆ รู้เรื่องหมด ถึงจะรู้ไม่เท่าเขา แต่ก็ไม่ใช่ไม่รู้อะไรเลย” 
 
                          ไม่ต่างกันกับคุณสกุณา บ่ายเจริญ ผู้บริหารจาก ฮอท พอท ที่ผันตัวเองจากการเป็น “นักเคมี” สู่การเป็นเจ้าของธุรกิจอาหารที่มีสาขามากมายทั่วประเทศ เพราะเธอทั้ง “รู้จัก” และ “รัก” ในสิ่งที่ทำ
 
                          ระหว่างการสนทนา มีผู้ฟังยกมือถามว่า การหาจุดเปลี่ยนหรือจุดพลิกผันเพื่อดันธุรกิจให้ไปข้างหน้า ให้ก้าวข้าม “ทางตัน” จะต้องทำอย่างไรถึงหาเจอ คุณสกุณาบอกว่า ต้องแสวงหา ต้องอ่านเยอะๆ ต้องฟังเยอะๆ ต้องคุยกับคนเยอะๆ เพื่อแสวงหา “ไอเดีย”
 
                          “เพราะบางทีแค่คำคำเดียว หรือประโยคใดประโยคหนึ่งที่ได้จากการอ่าน การฟัง หรือการพูดคุยกับผู้คน อาจจะเปลี่ยนชีวิตเราได้ทั้งหมด”
 
                          ฟังแล้ว อดนึกถึงหนังสือ “ฟรี ก๊อบปี้” ที่ปะหน้าว่า “แจกฟรี” ในร้านกาแฟไม่ได้จริงๆ
 
 
 
 
 
-----------------------------
 
(เงินทองต้องรู้ : ของฟรี...ที่ดีและมีในโลก : โดย...ขวัญชนก วุฒิกุล [email protected])