ข่าว

ชาวไร่มันฯขอปัจจัยการผลิตแก้ราคาตกต่ำ

ชาวไร่มันฯขอปัจจัยการผลิตแก้ราคาตกต่ำ

25 มิ.ย. 2557

ชาวไร่มันฯขอปัจจัยการผลิตแก้ราคาตกต่ำลดปัญหาเหลื่อมล้ำในโคราช : รายงาน โดย... สุมาลี สุวรรณกร

 
 
 
          ปัญหาความเหลื่อมล้ำของประชาชนในชาติ โดยเฉพาะรายได้ของเกษตรกรชาวไร่ ชาวนากับพ่อค้านักธุรกิจและชนชั้นกลาง ดูจะเป็นปัญหาใหญ่ของคนไทยที่แก้กันไม่จบไม่สิ้น ตั้งแต่แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 1 ปี 2504 เป็นต้นมาจนถึงปัจจุบันไม่ได้ทำให้เกษตรกรชาวไทยลืมตาอ้าปากได้เลย 
 
          โดยเฉพาะเมืองย่าโม จ.นครราชสีมา ถือเป็นพื้นที่ที่มีการปลูกมันสำปะหลังมากที่สุดในประเทศ รวมประมาณ 1.9 ล้านไร่ และทุกปีจะมีเกษตรกรชาวไร่มันสำปะหลังออกมาเดินขบวนประท้วง เพื่อเรียกร้องรัฐบาลให้ปรับราคามันสำปะหลังให้สูงขึ้น เนื่องจากราคาที่กำหนดตามกลไกตลาดนั้นหากขายไปขาดทุนแน่นอน เพราะไม่คุ้มกับต้นทุนที่จ่ายไปตกไร่ละประมาณ 5,000 บาท และหากราคามันสำปะหลังออกมาไม่ถึงตันละ 3,000 บาท เกษตรกรก็คงจะต้องกัดหัวมันสำปะหลังกินแทนข้าวอย่างแน่นอน 
 
          ซึ่งรัฐบาลชุดที่แล้วหวังจะเอาใจเกษตรกรชาวไร่มันสำปะหลังด้วยการจัดโครงการจำนำมันสำปะหลังที่กิโลกรัมละ 2.50 บาท แต่ปรากฏว่าเกษตรกรออกมาคัดค้าน เพราะราคานี้ก็ยังขาดทุน เนื่องจากราคาที่ควรเป็นจริงอยู่ที่ 2.75 บาท แต่จนแล้วจนรอดมาตรการของรัฐบาลที่หวังช่วยชาวไร่มัน กลับเป็นการเอาผลประโยชน์ไปให้แก่บรรดาพ่อค้า เจ้าของลานมัน ที่จะได้ส่วนต่างมากมายจากเปอร์เซ็นต์แป้งในหัวมัน 
 
          ปีนี้ "ธีรชาติ เสยกระโทก" เลขาธิการสมาคมชาวไร่มันสำปะหลังภาคอีสาน ที่เคลื่อนไหวเพื่อเรียกร้องความเป็นธรรมให้แก่ชาวไร่มันเมืองย่าโม โดยเฉพาะเรื่องราคามันสำปะหลังมาอย่างต่อเนื่อง และเขาเองก็เป็นเกษตรกรปลูกมันสำปะหลังพื้นที่กว่า 40 ไร่มาตลอด เลยเสนอต่อคณะรักษาความสงบแห่งชาติ หรือคสช. เพื่อหวังให้คสช.ประกาศเป็นนโย บายจะได้ช่วยเหลือชาวไร่มันสำปะหลังได้ถูกจุดและตรงวัตถุประสงค์ ว่า ทางสมาคมชาวไร่มันสำปะหลังภาคอีสานและสมาพันธ์ชาวไร่มันสำปะหลังแห่งประเทศไทย ได้หารือกันและเตรียมเสนอมาตรการเฉพาะหน้าให้ทางคสช.ช่วยเหลือ โดยอยากจะให้เข้ามาสนับสนุนเรื่องปัจจัยการผลิตให้แก่เกษตรกร เพื่อต้องการให้ต้นทุนการผลิตลดลง โดยอยากจะให้สนับสนุนกิโลกรัมละ 50 สตางค์ หรือตันละ 500 บาท โดยตั้งเพดานไว้ที่ครอบครัวละไม่เกิน 120 ตัน ใครมี 50 ตันก็ช่วยไป 50 แต่ใครมี 150 ตันก็จะช่วยได้ไม่เกิน 120 ตัน โดยจะสนับสนุนปัจจัยการผลิตตามรายชื่อเกษตรกรที่ได้ขึ้นทะเบียนเอาไว้กับสำนักงานเกษตรแต่ละจังหวัด 
 
          ส่วนเรื่องที่ 2 อยากจะให้คสช.ดูแลสนับสนุนเรื่อง เกษตรกรที่รวมกลุ่มเพื่ออยากจะแปรรูปมันสำปะหลัง อย่างเช่นมันเส้น เพื่อเพิ่มมูลค่าผลผลิต เนื่องจากเกษตรกรที่ปลูกมันสำปะหลังน้อย หากเก็บผลผลิตแล้วนำเข้าโรงงานจะไม่คุ้มทุน แต่หากมีการรวมกลุ่มกันเพื่อแปรรูปและนำไปจำหน่ายจะได้ราคาดีมากกว่า 
 
          ส่วนมาตรการระยะยาว อยากให้คสช.กำหนดนโยบายให้ประเทศไทยใช้มันสำปะหลังมากขึ้น โดยเฉพาะการเอาไปผลิตเอทานอลเพื่อให้ประชาชนใช้ เพราะทุกวันนี้มีการใช้มันสำปะหลังไปทำเอทานอลน้อย แต่จะไปใช้กากน้ำตาลมากกว่า ทั้งที่กากน้ำตาลคือของเหลือจากกระบวนการผลิตน้ำตาล โรงงานได้เงินจากการขายน้ำตาลไปแล้ว ส่วนกากนั้นคือสิ่งที่ไม่ต้องการแต่รัฐกลับไปสนับสนุนให้นำมาใช้ในการผลิตเอทานอลอีก จึงได้ประโยชน์สองต่อและหากมีการสนับสนุนเรื่องเอามันสำปะหลังไปผลิตเอทานอลจะทำให้เกษตรกรปลูกมันสำปะหลังมีอนาคตมากขึ้น ราคามันสำปะหลังก็จะดีขึ้นเองตามกลไกตลาด รัฐไม่ต้องเข้ามาแก้ปัญหาเป็นรายปี 
 
          โดยอยากจะให้มันสำปะหลังเข้าไปมีสัดส่วนในการผลิตเอทานอลที่ 40 เปอร์เซ็นต์ ส่วนอีก 60 เปอร์เซ็นต์ให้ไปใช้กากน้ำตาลเพื่อจะได้ไม่เกิดปัญหากับเกษตรกรผู้ปลูกอ้อยอีกทอดหนึ่ง ถือเป็นการช่วยเหลือกันระยะยาว นอกจากนั้นข้อเสนอสุดท้าย ที่จะแก้ปัญหาอย่างยั่งยืนที่สุดคืออยากให้รัฐนำเอาเรื่อง พ.ร.บ.กองทุนมันสำปะหลังขึ้นมาพิจารณาอีกครั้ง โดยทางสมาคมและสมาพันธ์ได้เคยเสนอเอาไว้เมื่อรัฐบาลที่ผ่านมาแต่ยังไม่ได้รับความสนใจ 
 
          "หากคสช.ช่วยเหลือเราอย่างที่เสนอมานี้ได้ จะเป็นการแก้ปัญหาระยะสั้นและระยะยาวให้แก่ชาวไร่มันสำปะหลังได้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะภาคอีสานมีเกษตรกรปลูกมันสำปะหลังมากถึง 4.2 ล้านไร่ถือว่าสูงที่สุดในประเทศ และ จ.นครราชสีมา ปลูกมากถึง 1.9 ล้านไร่เกือบครึ่งหนึ่งของคนปลูกทั้งหมด แต่ทุกปีกลับมามีปัญหาตลอด หากสามารถมี พ.ร.บ.มันสำปะหลังอย่างเป็นรูปธรรม ปัญหาทุกอย่างก็จะหมดไปทันที เกษตรกรก็จะทำอาชีพกันได้อย่างสบายใจ" ธีรชาติ กล่าว 
 
          นอกจากนั้น "วีระพล โสภา" เกษตรกรจาก อ.หนองกี่ จ.บุรีรัมย์ ที่เป็นทั้งเกษตรกร ทำไร่ไถนา ปลูกมัน เลี้ยงหมูและเป็นแกนนำเกษตรกรในการเคลื่อนไหวเพื่อเรียกร้องกับรัฐบาลในการเพิ่มราคาผลผลิตให้แก่เกษตรกรมาอย่างยาวนานกว่า 20 ปีเช่นกัน ได้เสนอแนะวิธีการลดความเหลื่อมล้ำของเกษตรกรกับนายทุนว่า รากเหง้าของปัญหาผู้บริหารจะต้องมองไปที่รายได้ของเกษตรกรเป็นหลัก เพราะทุกวันนี้ เกษตรกรทำการเกษตรทุกอย่างต้องมีต้นทุน พอลงทุนไปแล้ว ได้ผลผลิตมา แต่พอนำไปขายกลับไม่ได้กำไร บางครั้งขาดทุนด้วยซ้ำ เพราะราคาที่ถูกกำหนดโดยรัฐและพ่อค้า เป็นราคาที่เกษตรกรไม่สามารถขายแล้วมีรายได้ส่วนเกินมาเพื่อใช้จ่ายในชีวิต แต่จำเป็นต้องขายสินค้าเพราะไม่มีทางเลือก 
 
          โดยปัญหานี้ต้องมองไปที่ต้นตอของปัญหาคือแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ที่กำหนดเอาไว้ให้ราคาสินค้าและผลผลิตทางการเกษตรต่ำ โดยไม่คำนึงถึงต้นทุนที่แท้จริง เพื่อเปิดโอกาสให้ภาคผลผลิตอื่นทั้งอุตสาหกรรมและบริการเติบโต ทั้งที่บอกปาวๆ ว่า เกษตรกรคือกระดูกสันหลังของชาติ แต่กลับไม่ส่งเสริมอาชีพเกษตรกรให้ลืมตาอ้าปากได้ กลับหันไปให้ความสนใจกับอาชีพด้านส่งเสริมอุตสาหกรรมและภาคบริการมากกว่า เมื่ออุตสาหกรรมและบริการเติบโต ก็โตแบบไม่หยุด ทำให้ภาคเกษตรไม่ได้รับการส่งเสริม จนต้องง่อยเปลี้ยเสียขา 
 
          ส่วนวิธีการแก้ไขปัญหานั้น "วีระพล" บอกว่า ต้องจัดการเรื่องรายได้ภาคเกษตรกรซึ่งถือเป็นเรื่องยาก เพราะเสียงของเกษตรกรไม่ค่อยส่งไปถึงผู้บริหารประเทศ ยกตัวอย่างล่าสุด เรื่องต้นทุนการผลิต ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ไปบอกกับคสช.ว่า ต้นทุนการผลิตของเกษตรกรตกแค่ไร่ละ 4,000 บาทเท่านั้น ทั้งที่ความเป็นจริง ชาวนาบอกการผลิตต่อไร่มีต้นทุนสูงถึง 6,000-7,000 บาท ซึ่งมองเห็นชัดเจนว่า คนมีอำนาจนำเสนอข้อมูลที่เป็นเท็จ ทำให้ผู้ที่จะเข้ามาแก้ไขปัญหาได้ข้อมูลที่ไม่เป็นจริง แถมคสช.มาบอกให้เกษตรกรลดต้นทุนการผลิตลงอีกให้ได้ไร่ละ 500 บาท ซึ่งพอบอกแบบนี้เท่ากับเป็นการผลักให้แรงงานภาคเกษตรตกงานไม่มีคนจ้าง ก็ต้องเข้าสู่ภาคอุตสาหกรรมเช่นเคย 
 
          วีระพล ยังบอกอีกว่า สิ่งที่คสช.จะต้องแก้ปัญหาเฉพาะหน้า เพื่อให้ชาวนาสามารถมีเงินใช้ในฤดูการผลิตนี้ คือแก้ไขปัญหาเรื่องหนี้สินก่อนให้เขายืนได้ด้วยลำแข้งตัวเอง ด้วยการมีเงินสดในมือ สามารถเอามาใช้จ่ายในชีวิตประจำวันได้ เพราะเงินที่ได้รับจากโครงการจำนำข้าว ชาวนาต้องเอาไปใช้หนี้พ่อค้าเงินกู้ที่ไปหยิบยืมมาก่อนหน้านี้ ตอนที่รอเงินจำนำข้าว พอได้เงินมาก็ต้องเอาไปใช้หนี้เขา จากนั้นเงินที่เหลือก็จะต้องมาลงทุนซื้อปุ๋ย ซื้อพันธุ์ข้าว ซื้อยาฆ่าแมลง จ้างแรงงานปักดำทำนา ทำให้เงินหมด พอเงินหมดก็ไปกู้ยืมอีก เป็นหนี้ซ้ำซาก หมุนเวียนไม่จบสิ้น พอได้ข้าวไปขายก็เอามาใช้หนี้ และหากราคาข้าวปีนี้ไม่ดี ก็ไม่มีเงินพอใช้หนี้เขา 
 
          "เบื้องต้น คสช.ต้องเรียกบรรดานายทุนเงินกู้รายวันต่างๆ มาขึ้นทะเบียนและแจ้งว่ามีลูกหนี้กี่ราย เพื่อจะได้รู้ยอดและวงเงิน แล้วนำมาประนอมหนี้ หากใครไม่มาขึ้นทะเบียน ก็แสดงว่าเขาไม่ต้องการได้เงินคืนและต้องออกคำสั่งไม่ให้บรรดานายทุนเงินกู้เหล่านี้ รีดไถ บีบบังคับ เก็บดอกเบี้ยสูงจากเกษตรกร เพราะหากยังตกอยู่ในวังวนเช่นนี้ทุกอย่างก็เหมือนเดิม ไม่มีทางแก้ไขปัญหาได้ ตราบใดที่เกษตรกรยังไม่มีเงินสดในมือมากพอที่จะซื้ออยู่ซื้อกินได้ ปัญหากู้เงิน โดยเอาที่ดิน เอาทรัพย์สินไปค้ำประกันก็ยังจะเกิดขึ้นเหมือนเดิม" วีระพล กล่าว 
 
 
 
 
 
          นี่คือข้อเสนอแนะที่เกษตรกรและแกนนำเกษตรกรได้เสนอเอาไว้ เพื่อเป็นแนวทางให้รัฐบาลช่วยแก้ไขปัญหา ก่อนที่ผลผลิตจะออกมา โดยที่รัฐไม่มีการวางแผน ซึ่งปัญหาความเดือดร้อนก็จะกลับไปอยู่ในวังวนเดิม เช่นเคย