ข่าว

กต.เชิญทูตอียูหารือยันไม่ใช่คว่ำบาตร

กต.เชิญทูตอียูหารือยันไม่ใช่คว่ำบาตร

24 มิ.ย. 2557

กต.เชิญทูตอียูหารือยันไม่ใช่คว่ำบาตร ไม่กระทบเจรจาเอฟทีเอ-ถกรมต.อาเซียน-อียู 'สมคิด'มั่นใจสหรัฐ-อียูไม่ตัดสัมพันธ์ไทย

               เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 24 มิ.ย.2557 ที่กระทรวงการต่างประเทศ นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว ปลัดกระทรวงการต่างประเทศ ปฏิบัติหน้าที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ได้เชิญนายเฆซูส มิเกล ซานส์ เอกอัครราชทูตแห่งสหภาพยุโรปประจำประเทศไทย (อียู) หารือกรณีอียูออกแถลงการณ์ประณามประเทศไทย และออกมาตรการระงับและทบทวนกรอบความตกลงว่าด้วยความเป็นหุ้นส่วนและความร่วมมือ หรือ PCA พร้อมเรียกร้องให้ประเทศไทยกลับสู่ระบอบประชาธิปไตยโดยเร็ว

               ภายหลังการหารือ ประมาณ 30 นาที เมื่อเวลา 10.30 น. นายสีหศักดิ์ แถลงภายหลังการประชุมว่า ไทยขอแสดงความผิดหวังต่อมาตรการที่อียูประกาศ เพราะไม่ได้สะท้อนหรือคำนึงถึงพัฒนาการล่าสุดในทางการเมืองของไทย และการที่เราได้ประกาศแผนการนำประเทศกลับเข้าสู่ความเป็นประชาธิปไตย อีกทั้งเราได้แสดงท่าทีไม่เห็นด้วยกับการที่อียูได้ดำเนินการเพียงฝ่ายเดียว เพราะความจริงประเทศไทยเปิดกว้าง หากมีข้อสงสัยก็สามารถพูดคุยกันได้   นอกจากนี้ อียูยังไม่มั่นใจในโรดแมพ 3 ขั้นตอน ซึ่งตนชี้แจงไปว่าอียูไม่ควรด่วนสรุป เพราะเรากำลังดำเนินการตามเส้นทางโรดแมพ เพื่อนำประเทศกลับเข้าสู่ประชาธิปไตย ดังนั้นทางอียูควรติดตามการปฏิบัติของไทย และในฐานะที่อียูเป็นมิตรประเทศก็ควรจะแสดงความเข้าใจเกี่ยวกับสิ่งที่ไทยกำลังทำอยู่และเอาใจช่วย ขณะเดียวกันฝ่ายไทยก็มีความเข้าใจท่าทีของอียู

               นายสีหศักด์ กล่าวว่า สำหรับเรื่องอียูระงับการเยือนไทยของรัฐมนตรีในกลุ่มประเทศสมาชิก และการระงับลงนาม PCA นั้น  ตนเรียนว่า เป็นเรื่องของผลประโยชน์ของทั้ง 2 ฝ่าย ไม่ใช่ประโยชน์ของประเทศไทยฝ่ายเดียว จึงขอให้เขาได้พิจารณาให้ดี และขอให้ทบทวนมาตรการต่าง ๆ ของเขา รวมทั้งให้เขาคำนึงถึงผลประโยชน์ในระยะยาวด้วย อย่างไรก็ตาม การระงับการลงนาม PCA ไม่ส่งผลกระทบไปถึงการเจรจาข้อตกลงเปิดเขตการค้าเสรี (FTA) ไทย-อียู เนื่องจากเรื่องนี้ ไม่ได้อยู่ในแถลงการณ์ดังกล่าว โดยขณะนี้ การเจรจาเอฟทีเอ ยังอยู่ในขั้นเริ่มต้น ก็คงมีการเจรจาด้านเทคนิคต่อไป

               นายสีหศักดิ์ กล่าวอีกว่า เอกอัครราชทูตของอียูได้ยืนยันว่า สิ่งที่อียูมีมาตรการออกมาเป็นเพียงการจำกัดเฉพาะบางด้านเท่านั้น  และไม่ใช่การคว่ำบาตร ขณะที่การท่องเที่ยว การค้าการลงทุน และภาคเอกชน ทุกอย่างยังเป็นไปตามปกติ แต่ทางอียูยังเห็นความสำคัญของไทยและคาดหวังไทยกลับสู่ประชาธิปไตย รวมถึงยังอยากเห็นบทบาทของไทยในอาเซียน ดังนั้นความสัมพันธ์จึงเดินหน้าต่อไป

               นายสีหศักดิ์ กล่าวด้วยว่า สำหรับข่าวที่สินค้าอาหารทะเลของไทยอาจถูกจำกัดหรือถูกกีดกันการนำเข้าในต่างประเทศ ขณะนี้เราดำเนินการชี้แจงทำความเข้าใจ ซึ่งหลายประเทศเข้าใจ อาทิ ประเทศฝรั่งเศส อังกฤษ เป็นต้น เข้าใจว่าดีขึ้น นอกจากนี้เราได้สั่งให้เอกอัครราชทูตไทยประจำการในยุโรป ทำงานร่วมกับผู้ช่วยทูตพาณิชย์แล้วในการเดินหน้าพบปะกับภาคเอกชนของแต่ละประเทศ เพื่อให้เขามีความเข้าใจที่ถูกต้อง โดยเฉพาะเรื่องการใช้แรงงานบังคับ แรงงานเด็ก แรงงานในภาคประมง

               เมื่อถามว่า การแถลงการณ์ของอียูกระทบภาพลักษณ์ของไทยหรือไม่ นายสีหศักดิ์ กล่าวว่า หลายประเทศมองข้ามสถานการณ์ในวันที่ 22 พ.ค. ที่ผ่านมาไปแล้ว โดยมองไปข้างหน้า ว่าประเทศไทยจะเป็นอย่างไร ส่วนใหญ่คาดหวังและปรารถนาให้ประเทศไทยเดินสู่ประชาธิปไตย อย่างไรก็ตาม ประเทศไทยยังคงเข้าร่วมประชุมระดับรัฐมนตรีอาเซียน-อียู ในเดือน ก.ค.นี้ ที่กรุงบรัสเซล เป็นตามปกติ


สภาธุรกิจตลาดทุนชี้นักลงทุนเข้าใจการเมืองมากขึ้น


               นายไพบูลย์ นรินทรางกูร ประธานสภาธุรกิจตลาดทุนไทย เปิดเผยว่า ไม่ส่งผลกระทบต่อตลาดหุ้นหรือการลงทุนในประเทศไทยมากนัก เนื่องจากนักลงทุนมีความเข้าใจถึงสถานการณ์การเมืองในประเทศไทยมากยิ่งขึ้น

               "จากเท่าที่ได้คุยกับนักลงทุนทั้งจากฝั่งยุโรปและสหรัฐหลายรายก็พบว่าส่วนใหญ่เข้าใจต่อสถานการณ์บ้านเมืองของเราเป็นอย่างดีถึงความจำเป็นที่ต้องมีการทำรัฐประหาร มิเช่นนั้นก็จะทำให้เกิดความยืดเยื้อด้านการเมืองแบบไม่รู้จบทำให้เศรษฐกิจเดินต่อไปไม่ได้ ซึ่งเท่าที่มองคิดว่าไม่มีอะไรให้น่าห่วงและไม่น่าจะมีผลกระทบต่อตลาดหุ้นไทยเห็นได้จากดัชนีที่สะท้อนความเชื่อมั่นต่างๆในเชิงบวก แม้จะมีการปรับตัวลดลงบ้างแต่ก็เป็นการพักฐานหรือขายทำกำไรในช่วงสั้นเท่านั้นซึ่งพื้นฐานต่างๆ ของประเทศร่วมทั้ง บจ.ของไทยก็ยังถือว่าแข็งแกร่งมีศักยภาพในการเติบโตได้ดีซึ่งหลังจากนี้ก็มารอดูว่าการจัดตั้งรัฐบาลจะเป็นไปตามโรดแมพใน Q4 ได้หรือไม่"นายไพบูลย์ กล่าว

 

"สมคิด"มั่นใจสหรัฐ-อียูไม่ตัดสัมพันธ์ไทย 

 

               นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ อดีตรองนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีที่สหรัฐฯ และสหภาพยุโรป หรือ อียู ประกาศลดสถานะไทย จากการค้ามนุษย์ และการลดความสัมพันธ์ทางการค้า ว่า เชื่อว่าทั้งสหรัฐฯ และอียู ไม่น่าจะมีการตัดความสัมพันธ์ใดๆ จากประเทศไทย ซึ่งไทยเองก็จะต้องเร่งชี้แจง และแสดงความจริงใจในการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น โดยร่วมกันรักษาความสัมพันธ์ทางการค้าไว้ แสดงความจริงใจให้เห็นถึงไม่คิดว่าสหรัฐฯ และอียู จะใช้มาตรการตอบโต้กลับประเทศไทย อย่างจริงจัง ซึ่งสามารถเจรจาพูดคุยกันได้ และประเทศไทยควรใช้โอกาสนี้ปรับปรุงทำให้ปัญหาที่เกิดขึ้นได้รับการแก้ไข


               อย่างไรก็ตาม ประเมินว่า เศรษฐกิจของประเทศไทยในช่วงครึ่งปีหลังจะปรับตัวดีขึ้น หลังจากปัญหาทางการเมืองยุติลง และเริ่มเดินหน้าในการปฏิรูปอย่างจริงจัง ซึ่งจะทำให้ความเชื่อมั่นทั้งในประเทศ และต่างประเทศกลับมาได้ แต่สิ่งที่จะต้องให้ความสำคัญให้มาก คือการปรับโครงสร้างของการเมืองและสังคมที่อ่อนแอ จะต้องได้รับการแก้ไขอย่างจริงจัง เพราะจะมีส่วนในการทำให้เศรษฐกิจไทยมีความมั่นคงในอนาคต โดยจะต้องอาศัยจังหวะพร้อมการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองในขณะนี้ เร่งปฏิรูปให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้น โดยดึงภาคเอกชนให้เข้ามามีบทบาทมากขึ้น และเมื่อการเมืองปฏิรูปที่ดีขึ้นแล้ว ปัญหาความไม่เข้าใจของต่างประเทศดีขึ้นด้วย

 

"ธนะศักดิ์"โยนกต.ชี้แจง


               ที่ศูนย์ประชุมบางกอก คอนเวนชั่น เซ็นเตอร์ แอท เซ็นทรัลเวิลด์ กรุงเทพฯ พล.อ.ธนะศักดิ์ ปฏิมาประกร ผู้บัญชาการทหารสูงสุด ในฐานะรองหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) และหัวหน้าฝ่ายความมั่นคง. เป็นประธานเปิดการประชุมระดับรัฐมนตรีแห่งเอเชียว่าด้วยการลดความเสี่ยงจากภัยพิบัติ ครั้งที่ 6 (The 6th Asian Ministerial Conference on Disaster Risk Reduction 2014 - AMCDRR) โดยมีกระทรวงมหาดไทย ร่วมกับ สำนักงานว่าด้วยกลยุทธ์ระหว่างประเทศเพื่อการลดภัยพิบัติแห่งสหประชาชาติ โดยการประชุมจัดขึ้นในประเทศไทย ระหว่างวันที่22-26 มิถุนายน 2557 โดยมีผู้แทนรัฐบาลระดับรัฐมนตรี หน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน ที่รับผิดชอบด้านการจัดการ ภัยพิบัติจาก 69ประเทศ 18 รัฐมนตรีและหน่วยงานของไทยเข้าร่วมประชุม ในหัวข้อ “การส่งเสริมการลงทุนเพื่อทำให้ประเทศและชุมชนพร้อมรับและฟื้นกลับเร็วจากภัยพิบัติ”

               หลังจากนั้น พล.อ.ธนะศักดิ์ ให้สัมภาษณ์ว่า ได้ใช้เวทีการประชุมระดับรัฐมนตรีแห่งเอเชียว่าด้วยการลดความเสี่ยงจากภัยพิบัติ ครั้งที่ 6 ที่มี 63 ประเทศ 18 รัฐมนตรี เข้าร่วมในวันนี้ เป็นการแสดงให้เห็นว่า ต่างประเทศมีความเชื่อมั่นในประเทศไทยและ คสช. ส่วนกรณีที่ อียู ประกาศคว่ำบาตรไทยนั้น กระทรวงต่างประเทศจะเป็นผู้ชี้แจง



ขอแก้ปัญหาประเทศแบบค่อยเป็นค่อยไป

 
               กระทรวงแรงงานโดยกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน(กสร.) จัดงาน” เจ้าหน้าที่ความปลอดภัย(จป.)ทั่วไทย ร่วมใจสร้างความปรองดอง ปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์” โดยที่ห้องประชุม จอมพล ป. พิบูลสงคราม ชั้น 5 กระทรวงแรงงาน พ.อ.ธเนศ กาลพฤกษ์ รองเจ้ากรมกิจการพลเรือนทหารบก   ในฐานะรองหัวหน้าฝ่ายกิจการพลเรือน  ส่วนงานการรักษาความสงบเรียบร้อย (สรส.) สำนักเลขาธิการคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (สรธ.คสช.)กล่าวชี้แจงแนวทางการสร้างความปรองดองและการแสดงความจงรักภักดีปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์ ตามนโยบายของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ให้ผู้บริหาร ข้าราชการกระทรวงแรงงาน และเจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทำงาน (จป.) จากทั่วประเทศ 1,400 คนทราบ ถึงแนวทางการสร้างความปรองดองของ คสช. ที่สามารถนำไปปรับใช้ในหน่วยงานรัฐและเอกชนเพื่อช่วยกันขับเคลื่อนไปสู่แนวทางที่ดี

               พ.อ. ธเนศ กล่าวว่า     หลังบ้านเมืองมีการเริ่มต้นใหม่แล้วก้าวเดินไปพร้อมกันในมุมใหม่ของประชาธิปไตยไทย ทุกคนอยากให้มีเรื่องใหม่ๆ เกิดขึ้น ทั้งนี้   ช่วง  1 เดือนที่ผ่านมาคสช.ได้แก้ปัญหาต่างๆมีความก้าวหน้าพอสมควร อย่างไรก็ตาม   คสช.คงไม่สามารถทำให้ทุกเรื่องดีขึ้นในพริบตาได้ทั้งหมด ต้องค่อยเป็นค่อยไป
 ทุกคนสามารถเป็นเครือข่ายร่วมมือร่วมใจเป็นน้ำหนึ่งใจเดียว สร้างความปรองดองในทุกภาคส่วนตามหลักธรรมาภิบาล และขอให้มั่นใจในการทำหน้าที่ของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)ที่เข้ามาช่วยแก้ปัญหาบ้านเมือง