
ตอน...มีแต่ เจ๊ง กับ เจ๊ง
24 มิ.ย. 2557
ขมน้ำตาล หวานบอระเพ็ด : ตอน...มีแต่ เจ๊ง กับ เจ๊ง : โดย...พัฒนเดช อาสาสรรพกิจ
“น้ำขึ้นให้รีบตัก” และ “มือใครยาว สาวได้สาวเอา” เป็นภาษิตไทยแท้แต่โบราณที่น่าจะถูกนำมาใช้กับการทำธุรกิจการค้าได้เป็นอย่างดี เพราะการทำธุรกิจการค้าต้องการความรวดเร็วกว่าคู่แข่ง การช้าไปเพียงนิดเดียวหมายถึงเงินจำนวนมากที่หลุดลอยไป แต่จังหวะและเวลานั้นจะต้องมาพร้อมกันพอดี อย่างที่พูดกันเสมอว่า โชคต้องมาถูกที่ถูกเวลาจึงจะเป็นโชคดี ถ้ามาผิดที่ผิดเวลามันก็จะกลายเป็นโชคร้ายไปทันที
ประเทศไทยในปัจจุบันนี้มีร้านค้าที่เรียกกันว่า “ซูเปอร์สโตร์” เกิดขึ้นมากมาย ซึ่งหากรวมเอาร้านค้าประเภทเดียวกันที่มีขนาดย่อมลงมาอีกหน่อย ซึ่งรู้จักกันในนาของร้านสะดวกซื้อ หรือ “คอนวีเนียนสโตร์” คงมีจำนวนนับหมื่นร้านค้าทั่วประเทศ หรือพูดได้เต็มปากเต็มคำว่า มีร้านค้าเครื่องใช้อุปโภคและบริโภคทุกตารางกิโลเมตรในประเทศไทย
ในอดีตเคยเป็นห่วงกันว่า ร้านค้าสมัยใหม่หรือโมเดิร์นเทรดเหล่านี้ จะเป็นตัวมารร้ายที่เกิดขึ้นมาเพื่อทำลายร้านค้ารูปแบบดั้งเดิม หรือที่เรียกกันว่า “ร้านโชห่วย” ให้หมดสิ้นไปจากประเทศไทย ซึ่งแม้ภาพภายนอกจะดูว่าเป็นจริงเช่นนั้น แต่ในความเป็นจริงเจ้าของธุรกิจร้านโชห่วยที่มีความเป็นพ่อค้าอยู่ในตัว ล้วนปรับตัวเพื่อความอยู่รอดด้วยการแปรสภาพมาเป็นเจ้าของร้านสะดวกซื้อเป็นจำนวนมาก
ร้านจำหน่ายสินค้าอุปโภคบริโภคทั้งขนาดเล็กและขนาดใหญ่ เกิดขึ้นมากมายทั่วทุกหัวระแหงในประเทศนี้ เกิดขึ้นมากจนเชื่อได้ว่า ทุกวันนี้มีมากเกินความต้องการจริง ด้วยว่าแม้แต่ในต่างจังหวัดที่มีจำนวนประชากรไม่มากนัก ร้านสะดวกซื้อสมัยใหม่ทั้งใหญ่และเล็กต่างแย่งกันเปิด ถึงขั้นที่ต้องมีการลดแลกแจกแถมและชิงโชคเมื่อซื้อสินค้า และเป็นที่รู้กันว่า รายใหญ่ๆ ต่างใช้อำนาจในการต่อรอง บีบให้ผู้ผลิตสินค้าต้องเข้ามาร่วมสงครามนี้ด้วย ซึ่งนั่นย่อมหมายความว่า เวลานี้อุปสงค์กับอุปทานอยู่ในภาวะที่ไม่ได้ดุลของกันและกัน
หากว่าธุรกิจร้านค้าเครื่องอุปโภคบริโภคสมัยใหม่ทุกรายจะอยู่รอดและเติบโตต่อไปได้ นั่นหมายความว่า พฤติกรรมการบริโภคของประชาชนคนไทยทั้งประเทศต้องเปลี่ยนแปลงไป ประชากรทั้งหมดของประเทศต้องใช้จ่ายฟุ่มเฟือยมือเติบเกินกำลัง ไม่สามารถพึ่งพาภาวะเศรษฐกิจของตนเองได้ และต้องใช้จ่ายด้วยเงินอนาคต ซึ่งเท่ากับว่าสภาวะทางสังคมที่สามารถยืนอยู่บนขาของตัวเอง หรือระบบเศรษฐกิจพอเพียงต้องล้มเหลวโดยสิ้นเชิง
ธุรกิจไม่ว่าขนาดไหนรูปแบบใดหากจะต้องล้มลง แม้ว่าจะเป็นเรื่องที่น่าวิตกกังวลอยู่บ้างก็ตาม แต่เส้นทางชีวิตของธุรกิจย่อมมีหนทางเดินเพื่อความอยู่รอดของตนเอง แต่ประเทศชาติที่ผู้คนตกอยู่กับความฟุ้งเฟ้อและกลายเป็นสังคมบริโภคนิยม ย่อมตกอยู่ในภาวะล่อแหลมและอันตรายต่อการที่จะล้มละลายทางเศรษฐกิจและวัฒนธรรมเป็นอย่างยิ่ง
หน่วยงานภาครัฐที่กำกับดูแลด้านสังคมและวัฒนธรรม จึงควรอย่างยิ่งที่จะต้องทำงานเชิงรุกอย่างหนักหน่วง เพื่อให้สามารถต่อสู้หรือแข่งขันกับสงครามทางเศรษฐกิจให้ได้ ก่อนที่คนไทยจะกลายเป็นประชากรที่อยู่ในภาวะบริโภคนิยมโดยไม่ประมาณตน แน่นอนว่า หากภาคสังคมทำได้ก็ย่อมส่งผลให้ธุรกิจบางรายเสียหายบ้าง
แต่ดังที่บอกเอาไว้แล้วว่า ภาคธุรกิจมีวงจรชีวิตที่เข้มแข็งของตัวเอง ซึ่งสามารถแก้ไขเปลี่ยนแปลงสถานการณ์ของตัวเองได้ แต่หากประชากรส่วนใหญ่ของสังคมล้มเหลว นั่นย่อมหมายถึงประเทศชาติล้มเหลวไปด้วย แม้ในที่สุดปัญหานี้มองไปทางไหนก็จะมีแต่หนทางเจ๊งกับเจ๊ง แต่อยู่ที่ว่ารัฐบาลหรือฝ่ายบริหารเลือกว่าจะให้อะไรเจ๊งไปก่อนกันเท่านั้นเองครับ
-----------------------
(ขมน้ำตาล หวานบอระเพ็ด : ตอน...มีแต่ เจ๊ง กับ เจ๊ง : โดย...พัฒนเดช อาสาสรรพกิจ)



