ข่าว

ป.ป.ช.เล็งแก้ก.ม.เอาผิดเอกชนร่วมคอร์รัปชั่น

ป.ป.ช.เล็งแก้ก.ม.เอาผิดเอกชนร่วมคอร์รัปชั่น

23 มิ.ย. 2557

'วิชา มหาคุณ' เผยป.ป.ช.เล็งยกเครื่องกฎหมาย เอาผิดเอกชนร่วมคอร์รัปชั่น : สัมภาษณ์พิเศษ สำนักข่าวเนชั่น โดย ณัฐภัทร พรหมแก้ว

                 เมื่อคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ยึดอำนาจ พร้อมตั้งป้อมปฏิรูปในหลายๆด้าน แน่นอนการคอร์รัปชั่นที่เป็นปัญหาเรื้อรังที่อยู่คู่สังคมไทยมาช้านาน ย่อมเป็นเป้าหมายลำดับต้นๆ ของการปฏิรูป และอีกหนึ่งองค์กรที่ต้องเป็นแนวหน้าของปฏิบัติการครั้งนี้ก็คือ "คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ" (ป.ป.ช.) ซึ่งหนึ่งในแนวคิดของ ป.ป.ช.ที่จะทำให้การปฏิรูปและการแก้ไขคอร์รัปชั่นให้ได้ผลคือการแก้ไขกฎหมาย และอาจถึงขั้นต้องยกเครื่องกันใหม่หากหวังผลสูงสุด

                 "วิชา มหาคุณ" กรรมการ ป.ป.ช. ชี้แจงถึงแนวคิดดังกล่าวว่า ที่ผ่านมาการทำงานของ ป.ป.ช.ยังทำได้ไม่เต็มประสิทธิภาพ แม้หน่วยงานนี้จะสามารถตรวจสอบข้าราชการและนักการเมืองในการกระทำที่ส่อว่าอาจจะเกิดการทุจริต แต่นั่นเหมือนจะยังไม่เพียงพอ เพราะ ป.ป.ช.ไม่มีอำนาจไต่สวนอีกหนึ่งองค์ประกอบสำคัญอย่างนักธุรกิจ หรือเอกชนได้ ดังนั้นจึงเห็นควรแก้ไขกฎหมายเพื่อเอาผิดเอกชนเพิ่มเติม

                 การเอาผิดเอกชนนั้น จะมุ่งเน้นที่นิติบุคคล ซึ่งในต่างประเทศก็ทำ โดยสหประชาชาติมีข้อแนะนำว่า ขอให้ประเทศต่างๆ ได้เพิ่มมาตรการนี้เข้าไป โดยถือกฎหมายของประเทศอังกฤษนำมาใช้เป็นแม่แบบ

                 "ผู้บริหารของนิติบุคคลใดๆ ก็ตามที่ไปพัวพันกับการทุจริตต้องไปพิสูจน์ให้ได้ว่าตัวเองใช้ความระมัดระวังอย่างเพียงพอ มิฉะนั้นจะมีความผิดร่วมกับนิติบุคคลเช่นเดียวกัน"

                 "วิชา" เล่าว่า ที่ผ่านมา ป.ป.ช.ของไทยไม่มีอำนาจในการเริ่มต้นไต่สวนบริษัทเอกชนที่ได้เบาะแสว่าไปติดสินบนเจ้าพนักงาน เนื่องจากถูกกำหนดว่าต้องเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐเป็นผู้กระทำทุจริตเท่านั้น

                 หากดูในบางประเทศ ใช้วิธีดักฟังโทรศัพท์จนทำให้ทราบความเคลื่อนไหวต่างๆ ก็จะทำการไต่สวนทันที ถึงแม้ยังไม่มีการจ่ายเงิน แค่เป็นการวางแผนหารือกันในบริษัทว่าจะต้องจ่ายเงินสินบน ที่ญี่ปุ่นเขาจับกันคาหนังคาเขา

                 อย่างไรก็ตาม เมื่อถามว่าหากเพียงแค่วางแผนหรือส่อเจตนาก็มีความผิดแล้วหรือ "วิชา" ชี้แจงว่า "ไม่ใช่มีความผิด หมายความว่าเป็นเบาะแสที่จะดำเนินการไต่สวนต่อได้ เหมือนในขณะนี้ ที่มีเหตุให้ควรสงสัยว่าเจ้าหน้าที่คนใดของรัฐกระทำทุจริต กฎหมาย มาตรา 66 ให้อำนาจ ป.ป.ช.ดำเนินการ แต่ถ้าเรามีเหตุให้ชวนสงสัยบริษัทนี้ไปให้สินบนหรือทุจริตร่วมกับเจ้าหน้าที่รัฐ ป.ป.ช.ยังไม่มีอำนาจตรงนั้น จนกว่าจะรู้ว่าเจ้าหน้าที่ของรัฐคนใดเป็นผู้เริ่มต้นพูดคุยตกลงกันหรือเตรียมรับสินบน ป.ป.ช.ถึงจะสามารถไต่สวนได้"

                 ส่วนเหตุผลที่ ป.ป.ช.เสนอเช่นนี้ เพราะที่ผ่านมาการทำงานยังไม่มีประสิทธิภาพ เห็นชัดว่ายังมีอะไรที่ขาดตกบกพร่อง ป.ป.ช.ดำเนินการไต่สวนมาเป็น 10 ปี จึงรู้ว่าต้นเหตุของความล่าช้าอยู่ตรงไหน หรือทำไมสาวไปไม่ถึงตัวใหญ่ๆ ได้แต่ตัวเล็กๆ นั่นเพราะเจ้าของบริษัทไม่ยอมเปิดปาก ต่างกับ ป.ป.ช.ในหลายประเทศที่เขามีอำนาจเข้าไปตรวจสอบเส้นทางเดินของเงินของบริษัท

                 ป.ป.ช.ออสเตรเลียบอกว่า ถ้าเราไม่มีอำนาจเข้าไปตรวจสอบเอกชน การทำงานมันก็ต้องคลำไปตลอด หาเบาะแสยากมาก เพราะว่าข้าราชการเขามีอำนาจสามารถตัดตอนเพื่อปกป้องตัวเองได้ เอกชนไม่มีอำนาจใดๆ ถูกบีบฝ่ายเดียว แต่ถ้าเอกชนให้เบาะแสก็จะกันไว้เป็นพยาน คุ้มครองตามระบบ การไต่สวนถึงจะเป็นไปทั้งระบบ

                 โดยตรงนี้จะครอบคลุมถึงผู้บริหารเอกชนที่เป็นชาวต่างชาติด้วย รวมถึงเจ้าหน้าที่ของไทย ถึงแม้จะอยู่ต่างประเทศก็มีความผิดหากไปรับหรือให้สินบน ในประเทศที่เจริญแล้วเขาจะจัดการเจ้าหน้าที่ของเขาที่มาเรียกรับสินบนในประเทศอื่นทันที

                 ทั้งนี้เมื่อถามถึงเนื้อหาและถ้อยคำที่จะระบุในกฎหมาย "วิชา" บอกว่า ทางสำนักต่างประเทศเตรียมไว้แล้ว โดยใช้กฎหมายของประเทศอังกฤษเป็นแม่แบบ แต่ตอนนี้ยังไม่ลงตัว อาจจะนำไปพูดกันในสภาปฏิรูป หรือหากผ่านตรงนั้นไปได้ก็นำเข้าสภานิติบัญญัติต่อไป

                 "วิชา" ระบุด้วยว่า นอกจากเรื่องนี้แล้ว ยังต้องเร่งผลักดันทำกฎหมายให้เป็นไปตามอนุสัญญาว่าด้วยการต่อต้านการทุจริต อาทิ พ.ร.บ.ความร่วมมือกับรัฐต่างประเทศ หรือ พ.ร.บ.เกี่ยวกับการให้สินบนเจ้าหน้าที่รัฐต่างประเทศซึ่งยังค้างคาอยู่ แม้แต่การไม่ให้มีอายุความในกรณีของการทุจริตที่ศาลพิพากษาแล้ว ทั้งหมดกระทรวงยุติธรรมร่างไว้แล้ว ป.ป.ช.ก็พยายามผลักดัน เพราะเรายังดูแลในเรื่องพันธกรณีระหว่างประเทศ

                 เมื่อถามถึงความคืบหน้าคดี นางจุฑามาศ ศิริวรรณ อดีตผู้ว่าการ ททท.ที่ชาวต่างชาติมีส่วนผิดกรณีให้สินบนเพื่อมีสิทธิเป็นผู้จัดเทศกาลภาพยนตร์ "วิชา" ระบุว่า ตอนนี้กำลังดำเนินการอยู่ โดยอาศัยความร่วมมือระหว่างประเทศ ทุกวันนี้การดำเนินการคดีทุจริตไม่ใช่เรื่องภายในประเทศอีกต่อไปแล้ว มันเป็นโกลบอลไลซ์ เป็นการทำงานในระดับโลก ทุกคดีที่มีเงินหมุนเวียนออกนอกประเทศต้องมีการติดตามและเรียกคืน ริบคืน ยืดทรัพย์สินกลับคืน กระบวนเหล่านี้จึงต้องมีการรองรับไว้ในกฎหมาย เพราะการเรียกหรือรับสินบนเขาไม่ทำกันในประเทศแล้ว

                 ส่วนการแก้ไขปัญหาการคอร์รัปชั่นด้วยตัวบทกฎหมายเพียงอย่างเดียวจะเพียงพอแค่ไหนนั้น "วิชา" แสดงความเห็นว่า เป็นเรื่องจิตสำนึกของประชาชนก็ต้องทำควบคู่กัน ขณะนี้เราทำข้อตกลงกับกระทรวงศึกษาฯ ผู้นำศาสนามหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ท่านจุฬาราชมนตรีก็ทำหลักสูตรให้ ในโรงเรียนคริสต์ท่านบาทหลวงก็ให้ความร่วมมือเช่นเดียวกัน เราเห็นความสำคัญมานาน ไม่ใช่เพิ่งจะมีเมื่อตอนมี คสช.

                 ขณะที่ความกังวลจากหลายฝ่ายว่า นโยบายที่ คสช.มอบหมายแก่ ป.ป.ช.เหมือนเป็นการชี้นำหรือใช้เป็นเครื่องมือหรือไม่ เขาชี้แจงว่า "ไม่ใช่เป็นนโยบายที่ให้ ป.ป.ช.ไปทำอะไรหรอก เพียงแต่ท่านเห็นว่า การใช้จ่ายงบต้องมีประสิทธิภาพ เงินไม่ได้ขาดมืออย่างที่คิด แต่มันแตกกระจายออกไป คสช.เลยสั่งการแต่ละกระทรวงหากจะดำเนินยุทธศาสตร์ในด้านการปราบปรามทุจริตต้องมาปรึกษาป.ป.ช.ว่าควรจะทำอย่างไร นี่ถือเป็นคุณูปการที่สำคัญมาก ถ้าเกิดเป็นแบบอย่างและทำต่อเนื่องไปได้ เพราะบางครั้งวิกฤติก็ให้โอกาส"

                 เมื่อถามว่า ในกรณีที่ผู้บริหารชี้แจงว่าตนถูกฝ่ายการเมืองหรือข้าราชการบีบให้ต้องจ่ายสินบนจะดำเนินการอย่างไร "วิชา" กล่าวว่า ทำไมคุณไม่แจ้งข้อมูลหรือเบาะแสให้ป.ป.ช. ถึงบอกว่าคุณใช้ความระมัดระวังหรือมีกรอบในการปฏิบัติตามหลักธรรมาภิบาลอย่างไร เช่นมีการเรียกสินบนมาโดยคุณไม่ประสงค์ตอบ ก็สามารถรายงานต่อหน่วยงานที่ดูแล ทั้ง ป.ป.ท., ป.ป.ช. หรือ สตง. แล้วคุณต้องพิสูจน์ว่าถูกบีบบังคับมาอย่างไร

                 ส่วนเอกชนที่ถูกชี้มูลจะได้รับโทษเท่ากันกับข้าราชการและนักการเมืองหรือไม่นั้น "วิชา" ระบุว่า เท่ากันหมด แล้วยังต้องรับผิดชอบในมาตรฐานทางจริยธรรม หมายความว่า ต้องห้ามไม่ให้บุคคลนั้นๆ ดำรงตำแหน่งหรือยุ่งเกี่ยวในบริษัทอีกต่อไป เพราะมาตรฐานทางจริยธรรมถือว่าต่ำเกินไป


--------------------------------------

(หมายเหตุ : 'วิชา มหาคุณ' ป.ป.ช.เล็งยกเครื่องกฎหมาย เอาผิดเอกชนร่วมคอร์รัปชั่น : สัมภาษณ์พิเศษ สำนักข่าวเนชั่น โดย ณัฐภัทร พรหมแก้ว)