ข่าว

ปิดฉาก'จำนำข้าว'คืนความสุขชาวนามุ่งลดต้นทุน

ปิดฉาก'จำนำข้าว'คืนความสุขชาวนามุ่งลดต้นทุน

23 มิ.ย. 2557

ปิดฉาก'จำนำข้าว'คืนความสุขชาวนา มุ่งลดต้นทุนเงินกู้-ค่าเช่า-ปัจจัยการผลิต : ณัฎฐ์ชิตา เกิดแดงรายงาน

                หลังจากคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เข้ามาบริหารประเทศ และสั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับโครงการจำนำข้าวเร่งแก้ปัญหาที่คาราคาซังคือ การจ่ายเงินที่ค้างจ่ายให้เกษตรกรกว่า 8 แสนราย คิดเป็นเม็ดเงิน 9.2 หมื่นล้านบาท ซึ่งตั้งแต่วันที่ 26 พฤษภาคม ที่ผ่านมา ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เดินหน้าจ่ายเงินให้ชาวนา จนถึงขณะนี้สามารถปิดโครงการและจ่ายเงินให้ชาวนาได้ถึง 99.9% โดยใช้เวลาไม่ถึง 1 เดือน ซึ่งยังมีชาวนาในภาคใต้อีกบางส่วน วงเงินประมาณ 2,000 กว่าล้านบาท ที่จะปิดโครงการช้ากว่าภาคอื่นๆ หรือภายในสิ้นเดือนกรกฎาคมนี้

ปิดฉากจำนำผลาญ 8.8 แสนล.

                ขณะนี้จึงถือได้ว่าเป็นการปิดฉากโครงการรับจำนำข้าวเปลือกปีการผลิต 2556/2557 ลงเป็นที่เรียบร้อยแล้ว หลังจากชาวนาต้องอดทนรอมาหลายเดือน โดยเฉพาะจังหวัดท้ายๆ เช่น จ.ขอนแก่น ชาวนาได้ใบประทวนไปตั้งแต่เดือนมีนาคม 2556 ต้องรอคอยมานานกว่าหนึ่งปี จึงจะได้รับเงิน สำหรับภาพรวมยอดใบประทวนปี 2556/2557 สรุปมีเกษตรกรเข้าโครงการทั้งสิ้น 1.67 ล้านราย ปริมาณข้าวเปลือก 11.88 ล้านตัน คิดเป็นจำนวนเงิน 1.95 แสนล้านบาท และเป็นปีสุดท้ายที่มีการรับจำนำข้าว เพราะ คสช.ประกาศชัดแล้วว่า ไม่เอาทั้งโครงการจำนำข้าวและประกันราคาข้าว แต่จะเน้นเรื่องลดต้นทุนการผลิตและรักษาเสถียรภาพด้านราคาข้าว

                ทั้งนี้ หากย้อนไปถึงโครงการจำนำข้าวตั้งแต่รัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เข้ามาบริหารประเทศในช่วง 2 ปีครึ่ง มีการดำเนินโครงการจำนำข้าวรวม 5 รอบการผลิต คิดเป็นการใช้เงินทั้งสิ้น 885,505 ล้านบาท จำนวนข้าวรวม 56.02 ล้านตัน เกษตรกรได้ประโยชน์ 5.8 ล้านคน (หมายถึงคนเดิมๆ ที่ใช้สิทธิทุกรอบการผลิตด้วย เพราะจริงๆ แล้วชาวนามีประมาณ 3 ล้านครัวเรือนเท่านั้น) ซึ่งการใช้เงิน 8.8 แสนล้านบาทดังกล่าว พบว่าเป็นการใช้เงินของ ธ.ก.ส. 3 แสนล้านบาท เป็นการใช้เงินกู้รวมก้อนใหม่ล่าสุดอีก 9 หมื่นล้านบาท เป็น 5.2 แสนล้านบาท ส่วนที่เหลือเป็นการใช้เงินจากการระบายข้าว ซึ่งถือน้อยนิดมาก

                หากชำแหละการใช้เงินแต่ละรอบการผลิตจะพบว่า ในรอบปีการผลิตข้าวนาปรังปี 2554/55 จำนวนเกษตรกรเข้าโครงการ 1.18 ล้านราย จำนวนข้าว 6.95 ล้านตัน ใช้เงินรวม 1.18 แสนล้านบาท ปีการผลิตข้าวนาปี 2554/55 เกษตรกรเข้าโครงการ 1 ล้านราย ปริมาณข้าว 14.70 ล้านตัน ใช้เงิน 2.18 แสนล้านบาท ปีการผลิตข้าวนาปรังปี 2555/56 มีเกษตรกรเข้าโครงการ 1.43 ล้านราย ปริมาณข้าว 14.62 ล้านตัน ใช้เงินไป 2.34 แสนล้านบาท และปีการผลิตข้าวนาปี 2555/56 มีเกษตรกรเข้าโครงการ 6.15 แสนราย ปริมาณข้าวเปลือก 7.87 ล้านตัน และใช้เงินไป 1.17 แสนล้านบาท

                ขณะที่กระทรวงพาณิชย์ขายข้าวและนำเงินส่งให้ ธ.ก.ส. รวมใช้คืนเงินคงคลัง 2 หมื่นล้านบาทแล้ว มีแค่หลักแสนกว่าล้านบาทเท่านั้น แม้จะมีการเร่งระบายข้าวออกมาอย่างหนัก โดยมีการคาดการณ์กันว่า ข้าวที่เหลือในสต็อกขณะนี้มีเพียง 16-17 ล้านตัน หากขายออกไปหมดก็ไม่น่าจะได้ถึงแสนล้านบาท เพราะการขายตามราคาตลาดก็ไม่มีโอกาสที่ได้ราคาตันละ 1.5 หมื่นบาท ตามที่รับจำนำเข้ามา จึงไม่แปลกที่ตัวเลขผลขาดทุนจากการดำเนินโครงการจำนำข้าวจะหลุดออกมาก่อนการยุติบทบาทของคณะกรรมการปิดบัญชีตามการปิดฉากของรัฐบาลยิ่งลักษณ์ โดยระบุว่าตัวเลขขาดทุนอาจสูงถึง 5 แสนล้านบาท และมีข้าวหายไปจากสต็อกถึง 3 ล้านตัน

                ล่าสุดจึงมีการตั้งคณะกรรมการนโยบายและบริหารจัดการข้าว (นบข.) ขึ้น ภายใต้การกำกับดูแลของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้า คสช. เพื่อมาขับเคลื่อนเรื่องข้าวต่อ โดยเน้นดูแลเกษตรกรให้สามารถอยู่ได้อย่างยั่งยืน ด้วยการเข้าไปช่วยให้มีต้นทุนการทำนาลดลงและการบริหารจัดการข้าวในตลาดให้ราคามีเสถียรภาพ จึงต้องมีมาตรการออกมาเป็นแพ็กเกจเดียวกัน

                นอกจากนี้ยังมีการตั้งคณะอนุกรรมการขึ้นมา 4 ชุด 1.คณะอนุกรรมการการทำบัญชีสต็อกข้าวให้มีความชัดเจน โดยมีปลัดกระทรวงการคลังเป็นประธาน 2.คณะอนุกรรมการพิจารณามาตรการลดต้นทุนการผลิต ที่มี พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รองหัวหน้าฝ่ายเศรษฐกิจ คสช. เป็นประธาน 3.คณะอนุกรรมการตรวจสอบตรวจสต็อกข้าว มี ม.ล.ปนัดดา ดิศกุล รองปลัดกระทรวงมหาดไทย ปฏิบัติหน้าที่ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน และเริ่มลุยตรวจสอบโกดังกว่า 1,800 แห่งทั่วประเทศแล้ว พร้อมสั่งห้ามขนย้ายข้าวโดยเด็ดขาด และ 4.คณะอนุกรรมการระบายผลผลิต มีปลัดกระทรวงพาณิชย์เป็นประธาน ซึ่งหากมีการทำบัญชีและตรวจสอบข้าวในโกดังชัดเจนแล้วก็จะนำไปสู่การปิดบัญชีได้ไม่ยาก อยู่ที่ว่าจะนำข้าวที่เหลือมาตีราคาขายเท่าใดในการคำนวณรายได้ที่เข้ามาในอนาคต

ลดต้นทุนเงินกู้-ปัจจัยการผลิต

                ส่วนแนวทางการลดต้นทุนการผลิตให้ชาวนานั้น ถือเป็นวาระเร่งด่วน ที่ผ่านมา คณะอนุกรรมการมีการประชุม 2-3 ครั้ง และสุดท้ายได้ข้อสรุปเตรียมเสนอที่ประชุม นบข.พิจารณา เพื่อให้ดำเนินการได้ทันก่อนปีการผลิตข้าวนาปี 2557/2558 ที่จะเริ่มวันที่ 1 ตุลาคม 2557 และไปสิ้นสุดสิ้นเดือนกุมภาพันธ์ 2558 คาดว่าปริมาณผลผลิตจะออกมากว่า 28 ล้านตัน และเป็นส่วนที่เกษตรกรเก็บไว้บริโภคและเก็บไว้ทำเมล็ดพันธุ์ประมาณ 8 ล้านตัน จึงมีข้าวจะออกสู่ตลาดอีกกว่า 20 ล้านตัน

                สำหรับมาตรการด้านการลดต้นทุนการผลิต จะมีทั้งการลดต้นทุนทางการเงิน ซึ่งจะดำเนินการผ่าน ธ.ก.ส. โดยปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินให้ลูกค้าเป็นการชั่วคราว 1-2 ปี ในช่วงที่เกษตรกรต้องมีการปรับตัวหลังจากไม่มีโครงการจำนำข้าว มีโอกาสที่จะปรับลดลง 3% จากปกติที่คิดในอัตรา 7% หรือคิดเป็นต้นทุนที่ลดลง 150 บาทต่อไร่ พร้อมทั้งกำหนดเงินกู้ไว้ไม่เกินรายละ 5 หมื่นบาท ซึ่งจะใช้วงเงินชดเชย 2,292 ล้านบาท แต่หากปล่อยกู้รายละ 1 แสนบาท วงเงินที่รัฐต้องจ่ายชดเชยจะอยู่ที่ 4,582 ล้านบาท ขึ้นอยู่กับการชี้ขาดของ นบข.

                นอกจากการลดต้นทุนทางการเงินแล้ว ยังมีการลดต้นทุนการผลิตจากปัจจัยการผลิตอื่นๆ ซึ่งเป็นหน้าที่ของกระทรวงพาณิชย์ที่ไปเจรจาให้ผู้ประกอบการปุ๋ย และสารเคมีกำจัดศัตรูพืช ยอมลดราคาลง และเป็นหน้าที่ของกระทรวงมหาดไทยไปดูแลการปรับลดค่าเช่าที่นาลงมาด้วย รวมแล้วทำให้ต้นทุนการผลิตของชาวนาลดลงได้อีก 432 บาทต่อไร่ และหากแยกแยะต้นทุนที่ลดลงจะมาจากการลดค่าเช่านาลงไร่ละ 200 บาท หรือลดลง 20% จากราคาเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณไร่ละ 1,000 บาทต่อ 1 รอบฤดูกาลผลิต เนื่องจากในช่วง 2 ปีกว่าที่ผ่านมา ราคาค่าเช่าที่นาปรับขึ้นไปสูงกว่าปกติถึง 2 เท่าครึ่ง ซึ่งเป็นการปรับขึ้นตามราคารับจำนำข้าวของรัฐบาลก่อนหน้านี้ มาจากการลดค่าจ้างรถเกี่ยวข้าวลงไร่ละ 50 บาท

                ส่วนการลดค่าปุ๋ยและยาฆ่าแมลงขนาดกระสอบ 50 กิโลกรัม ลดราคากระสอบละ 40 บาท ตลอดจนการจัดเมล็ดพันธุ์ในราคาต่ำ และเมื่อรวมกับการลดดอกเบี้ยแล้ว ต้นทุนของชาวนาจะลดลงรวม 582 บาทต่อไร่ จากต้นทุนปัจจุบันเฉลี่ยอยู่ที่ไร่ละ 4,787 บาท ซึ่งต้นทุนการผลิตของชาวนานั้นยังมีความแตกต่างกัน โดยอยู่ระหว่าง 4,000-7,000 บาทต่อไร่

                ขณะเดียวกันนโยบายของหัวหน้า คสช.ยังกำชับให้เน้นรักษาเสถียรภาพราคาข้าว โดยกระทรวงพาณิชย์ออกมาขานรับแนวทางดูแลราคาข้าวเปลือกให้อยู่ที่ระดับตันละ 8,500-9,000 บาท สำหรับข้าวเปลือกความชื้น 15% จากราคาข้าวเปลือกในปัจจุบันปรับตัวดีขึ้นมาอยู่ที่ตันละ 8,000 บาท หลังจากมีคำสั่งปิดโกดังข้าวและชะลอการระบายข้าวออกมา คาดว่าจะต้องใช้เวลาระยะหนึ่งในการตรวจสอบสต็อกข้าวให้แล้วเสร็จก่อน

เตรียมสินเชื่อช่วยพยุงราคา

                ด้าน นายลักษณ์ วจนานวัช ผู้จัดการ ธ.ก.ส. กล่าวว่า ธนาคารพร้อมจะดูแลลูกค้าในทุกๆ ด้านอยู่แล้ว เพื่อประคับประคองให้สามารถอยู่ได้ในช่วงที่ต้องปรับตัวหลังจากไม่มีโครงการจำนำข้าวอีกต่อไป โดยนอกจากการลดดอกเบี้ยเงินกู้ที่ปกติ ธ.ก.ส.จะปล่อยสินเชื่อหมุนเวียนปีละ 5.35 แสนล้านบาทแล้ว ปีนี้ ธ.ก.ส.ตั้งเป้าเพิ่มจากปีก่อน 1.08 แสนล้านบาท ในส่วนการลดต้นทุนการผลิต ธ.ก.ส.ยังจะเข้าไปช่วยสนับสนุนด้านอื่นๆ ด้วย ทั้งการรณรงค์ให้มีการรวมกลุ่มกันผลิตและหันมาใช้ปุ๋ยอินทรีย์แทนการใช้สารเคมี ซึ่งสามารถหาได้จากภูมิปัญญาท้องถิ่นต่างๆ

                รวมถึงการสนับสนุนให้มีสถานที่ที่ชาวนาจะสามารถซื้อปัจจัยการผลิตได้ใกล้ที่สุด เพื่อให้ประหยัดเวลาและต้นทุนการเดินทาง และการส่งเสริมระบบตลาดกลางให้มีความนิยมแพร่หลายและทั่วถึง เพื่อให้มีผู้ซื้อหลายรายเข้ามาแข่งขันราคา ซึ่งตลาดกลางค้าข้าวมี 2 แห่ง ที่ ธ.ก.ส.ดูแล และเริ่มฟื้นฟูกลับมาทำหน้าที่แล้ว คือ ใน จ.ขอนแก่น และ จ.สุพรรณบุรี ดังนั้น จึงต้องเป็นหน้าที่ของกระทรวงพาณิชย์จะฟื้นกลไกของตลาดกลางสินค้าเกษตรทั่วประเทศให้กลับมาทำหน้าที่ตามปกติเหมือนในอดีต เพื่อให้ชาวนาได้มีสถานที่ขายข้าวโดยไม่ถูกโรงสีฉวยโอกาสกดราคาอย่างที่ผ่านมา และราคาข้าวก็จะเริ่มปรับไปตามกลไกของตลาดต่อไป

                นอกจากการสร้างโอกาสในการขายข้าวได้มากขึ้นให้ชาวนาแล้ว โอกาสที่ราคาข้าวจะลดลงไปก็มีความเป็นไปได้สูง โดยเฉพาะช่วงที่ข้าวจะออกมาพร้อมๆ กันในช่วงเดือนพฤศจิกายน-ธันวาคม โดยน่าจะมีถึง 80% ของผลผลิตรวม ทำให้ ธ.ก.ส.เตรียมมาตรการเสริมเพื่อรักษาเสถียรภาพราคาข้าวอีกทางหนึ่งผ่านโครงการสินเชื่อชะลอการขายข้าวเปลือก ซึ่งจะให้เงินกู้ไปใช้หมุนเวียนไม่เกินรายละ 3 แสนบาท อัตราดอกเบี้ยอยู่ระหว่างการพิจารณา อาจเป็นอัตราผ่อนปรนหรือชาวนาอาจไม่ต้องเสียดอกเบี้ยในช่วง 4 เดือนที่ชะลอการขายข้าวออกไป

                สำหรับวิธีปฏิบัตินั้น ชาวนาสามารถนำข้าวมาใช้เป็นหลักประกันในการกู้ยืมได้ โดยจะได้รับเงินไม่เกิน 80% ของมูลค่าผลผลิตตามราคาตลาด ซึ่งเกษตรกรที่จะเข้าร่วมโครงการนี้ เน้นไปที่กลุ่มผู้ที่มียุ้งฉางในการเก็บข้าวของตัวเองทั่วประเทศ ขณะนี้ได้ให้พนักงาน ธ.ก.ส.สำรวจจำนวนยุ้งฉางที่มีแล้ว น่าจะเน้นไปที่กลุ่มชาวนาภาคเหนือและภาคอีสานบางจังหวัดที่ปลูกข้าวหอมมะลิ หากดึงปริมาณข้าวออกจากระบบได้ 20-25% ของข้าวหอมมะลิ 8 ล้านตัน ก็น่าจะช่วยพยุงราคาได้อีกทางหนึ่ง และหากเกษตรกรเอาออกมาขายหลังจากข้าวออกไปหมดแล้วก็น่าจะขายได้ในราคาที่ดีขึ้น ส่วนชาวนาภาคกลางส่วนใหญ่ไม่มียุ้งฉางของตัวเอง และมีพฤติกรรมเน้นเกี่ยวเร็วและขายทันที เป็นข้าวสด

                นายลักษณ์ กล่าวอีกว่า ธ.ก.ส.ยังเตรียมโครงการสินเพื่อรวบรวมข้าว โดยจะสนับสนุนสินเชื่อผ่านทางสถาบันเกษตรกร หรือสหกรณ์ชุมชน เพื่อเข้าไปรับซื้อข้าวจากสมาชิกในราคาตลาดหรือสูงกว่าเล็กน้อย เพื่อช่วยพยุงราคาข้าวอีกทางหนึ่ง ซึ่งจะพิจารณาวงเงินร่วมกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เพื่อดูศักยภาพของสถาบันชุมชนที่มีศักยภาพกว่า 500 แห่งทั่วประเทศ ที่ดำเนินธุรกิจเกี่ยวกับการข้าวในปัจจุบัน พบว่ามีกลุ่มที่ทำธุรกิจครบวงจรทั้งรับซื้อข้าว สีแปรและบรรจุถุงขาย มีจำนวนถึง 150 แห่งทั่วประเทศ ธ.ก.ส.จะเข้าไปสนับสนุนสินเชื่อให้แก่กลุ่มนี้ โดย 2 โครงการดังกล่าวคาดว่าจะใช้เงินประมาณ 4 หมื่นล้านบาท

                “2 โครงการที่ ธ.ก.ส.เตรียมไว้นั้น เป็นการยึดหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง การเก็บกักข้าวก็เหมือนการเก็บกักน้ำ จึงเรียกว่าสินเชื่อแก้มลิงเล็ก และแก้มลิงกลาง ซึ่งหากทำได้จริงจะช่วยชะลอปริมาณข้าวออกสู่ตลาด ทำให้ราคาข้าวไม่ปรับลดลงจนกระทบชาวนาได้” นายลักษณ์ กล่าว

                ส่วนแนวทางในการลดต้นทุนการผลิตที่จะใช้ดูแลเกษตรกรในระยะยาว จะมีทั้งการจัดตั้งธนาคารเมล็ดพันธุ์ข้าว ธนาคารปุ๋ย การพัฒนาความรู้ให้แก่ชาวนาบนพื้นฐานเศรษฐกิจพอเพียง การจัดการด้านการตลาด ฟื้นฟูและยกระดับการผลิต การเพิ่มมูลค่าผลผลิต และสนับสนุนการนำระบบสหกรณ์มาเป็นกลไกในการขับเคลื่อนงานอย่างเป็นระบบ แต่คงต้องใช้เวลาอีกระยะหนึ่ง

............................................

(หมายเหตุ : ปิดฉาก'จำนำข้าว'คืนความสุขชาวนา มุ่งลดต้นทุนเงินกู้-ค่าเช่า-ปัจจัยการผลิต : ณัฎฐ์ชิตา เกิดแดงรายงาน)