ข่าว

ค้านทหารคุมดับไฟใต้เบ็ดเสร็จจี้เพิ่มบทบาทศอ.บต.

ค้านทหารคุมดับไฟใต้เบ็ดเสร็จจี้เพิ่มบทบาทศอ.บต.

23 มิ.ย. 2557

ค้านทหารคุมดับไฟใต้เบ็ดเสร็จ จี้เพิ่มบทบาทศอ.บต.-ภาคประชาสังคม

                การเข้าควบคุมอำนาจการปกครองของทหารในนามคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เที่ยวนี้ แตกต่างจากเมื่อครั้งที่คณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข หรือ คปค. ยึดอำนาจเมื่อปี 2549 หลายประเด็น

                หนึ่งในนั้นคือ การให้ความสำคัญต่อปัญหาความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยเมื่อปี 2549 ถือเป็นหนึ่งในเหตุผลสำคัญของการทำรัฐประหารเลยทีเดียว

                ทว่าในปี 2557 คสช.ที่นำโดย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา แทบไม่เคยพูดถึงปัญหาไฟใต้เลยในห้วง 1 เดือนแรกหลังเข้าควบคุมอำนาจการปกครอง มีเพียงให้ฝ่ายปฏิบัติประชุมหารือกัน โดยเฉพาะเรื่องโครงสร้างการบริหารจัดการแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ใหม่ ซึ่งได้คุยกันจนตกผลึกและเสนอให้หัวหน้า คสช.ในฐานะผู้ใช้อำนาจ เป็นผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (ผอ.รมน.) ให้ความเห็นชอบเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมานี้เอง

                โครงสร้างที่ปรับใหม่จริงๆ แล้วมี 2 มิติ

                มิติที่หนึ่ง คือ โครงสร้างการบริหารจัดการ ซึ่งหมายถึงการจัดโครงการการทำงานและจัดวางบทบาทหน้าที่ของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ในส่วนนี้แบ่งเป็น 3 ระดับ คือ

                -ระดับนโยบาย มีหัวหน้า คสช.เป็นประธาน มีสำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) เป็นที่ปรึกษา

                -ระดับแปลงนโยบายสู่การปฏิบัติ มีคณะทำงานขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ เป็นองค์กรหลักในการระดมสรรพกำลังและบูรณาการทุกหน่วยงานในส่วนกลาง โดยเฉพาะกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) และศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) โดยมีรองผู้บัญชาการทหารบก (รอง ผบ.ทบ.) เป็นประธาน และเลขาธิการ สมช.เป็นเลขานุการ

                -ระดับปฏิบัติ มี กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า เป็นหน่วยรับผิดชอบหลักในการขับเคลื่อนงานการแก้ไขปัญหาทั้งหมดในระดับพื้นที่ ทั้งมิติด้านความมั่นคงและการพัฒนา โดย ศอ.บต.จะจัดตั้ง “ศอ.บต.ส่วนหน้า” หรือ “ศอ.บต.ส่วนแยก” ขึ้นกับ กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า โดยมีแม่ทัพภาคที่ 4 เป็นผู้รับผิดชอบสูงสุด

                มิติที่สอง คือ กระบวนการพูดคุยสันติภาพ จะมีการปรับองค์ประกอบของคณะพูดคุยใหม่ มีการออกระเบียบหรือประกาศรองรับ เพื่อให้มีความต่อเนื่องในการทำงาน และการพูดคุยจะมีทั้งแบบเปิดเผย และปิดลับ ให้มาเลเซียเป็นผู้อำนวยความสะดวกกระบวนการพูดคุยต่อไป โดยมุ่งเน้นประโยชน์ของประชาชนในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้เป็นหลัก และจะไม่มีการพูดคุยหรือตั้งเงื่อนไขเรื่องการปกครองตนเอง

                ทั้งหมดนี้คือสิ่งที่ผ่านความเห็นชอบของหัวหน้า คสช.แล้ว และตั้งแต่สัปดาห์นี้เป็นต้นไปก็จะเริ่มลงรายละเอียด รวมทั้งเดินหน้าทำงานแก้ไขปัญหาอย่างเป็นรูปธรรม
ประเด็นที่น่าสนใจคือ ฝ่ายต่างๆ ที่เกี่ยวข้องหรือได้รับผลจากปัญหาความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้คิดอย่างไรกับการจัดวางโครงสร้างใหม่ทั้ง 2 มิติของ คสช.

ศอ.บต.หายไปไหน?

                ปฏิเสธไม่ได้ว่า โครงสร้างการบริหารจัดการที่ปรับใหม่ เปลี่ยนแปลงไปจากยุครัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์มากพอสมควร เพราะในสมัยนั้นใช้ยุทธศาสตร์ “เดินสองขา” กล่าวคือ แท่งงานด้านความมั่นคง รับผิดชอบโดย กอ.รมน. กับแท่งงานด้านการพัฒนาและอำนวยความยุติธรรม รับผิดชอบโดย ศอ.บต. ต้องเดินไปด้วยกันทั้งในส่วนกลางและระดับพื้นที่

                ทั้งสองหน่วยงานมีศักดิ์ศรีเท่าเทียมกัน โดยเฉพาะ ศอ.บต. ซึ่งพรรคประชาธิปัตย์ผลักดันพระราชบัญญัติการบริหารราชการจังหวัดชายแดนภาคใต้ พ.ศ.2553 (พ.ร.บ.ศอ.บต.) ออกมารองรับอำนาจหน้าที่ โดยมีนายกรัฐมนตรีเป็นผู้อำนวยการโดยตำแหน่ง เหมือนกับพระราชบัญญัติการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร พ.ศ.2551 (พ.ร.บ.ความมั่นคง) ของ กอ.รมน.

                ทว่าในโครงสร้างใหม่ดูจะมีการลดทอนบทบาทของ ศอ.บต.ลงไป โดยเฉพาะบทบาทในพื้นที่ เพราะได้ย่อส่วนให้ ศอ.บต.กลายเป็น ศอ.บต.ส่วนหน้า หรือ ส่วนแยก ขึ้นตรงกับ กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า ซึ่งมีฝ่ายทหาร (แม่ทัพภาคที่ 4) เป็นผู้บังคับบัญชาสูงสุด

                แนวทางนี้ทำให้พรรคประชาธิปัตย์ออกมาติติง โดย นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกรัฐมนตรี และหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า โครงสร้างใหม่ดูแล้วยังไม่เห็นความสัมพันธ์ที่ชัดเจนกับ ศอ.บต. เพราะเป็นการจัดโครงสร้างของฝ่ายความมั่นคง และยึดกฎหมายความมั่นคงเป็นหลัก ทั้งๆ ที่ต้องทำงานควบคู่กับการพัฒนา จึงยังไม่ชัดเจนว่า ศอ.บต.อยู่ตรงไหนในโครงสร้างใหม่ และอยากฝากว่า ทั้งส่วนนี้ต้องไปด้วยกัน

คงไม่ดี...ทหารคุมเบ็ดเสร็จ

                มุมมองของหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ สอดคล้องกับนักวิชาการในพื้นที่ชายแดนใต้อย่าง เอกรินทร์ ต่วนศิริ จากคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี (ม.อ.ปัตตานี) ที่บอกว่า โครงสร้างใหม่เป็นการกระชับอำนาจของฝ่ายความมั่นคง ซึ่งอาจไม่ส่งผลดีต่อการพัฒนาในระยะยาว ที่ผ่านมาการมี พ.ร.บ.ศอ.บต.มีผลต่อการเปลี่ยนแปลงในพื้นที่อย่างมาก ฉะนั้นต้องเปิดให้ประชาชนในพื้นที่มีส่วนร่วมมากขึ้น ไม่ใช่ให้ทหารมาดูแลทั้งหมด เพราะจะได้รับความไว้วางใจน้อย

                “หากเรามองว่า ห้วงเวลานี้เป็นห้วงเวลาของการเปลี่ยนแปลงจริงๆ ผมก็อยากเสนอให้ คสช.ทำเรื่องชายแดนใต้ให้เป็นเรื่องของคนทั้งประเทศ ของคนทุกสี ขอความร่วมมือจากพรรคการเมืองในพื้นที่ให้ทำงานร่วมกัน และสร้างความปรองดองให้เกิดขึ้น เพื่อให้เป็นตัวอย่างและเป็นประโยชน์ต่อการเข้าถึงความต้องการที่แท้จริงของประชาชน แต่หากใช้โครงสร้างที่อำนาจไปอยู่ที่ทหารทั้งหมด อาจทำให้เกิดปัญหามากกว่าแก้ปัญหา” เอกรินทร์ กล่าว

เปิดพื้นที่“ประชาสังคม”

                ดร.ตายูดิน อุสมาน ประธานหลักสูตรปริญญาโท สาขาสังคมศาสตร์เพื่อการพัฒนา คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏยะลา มองว่า จุดเด่นของโครงสร้างใหม่คือ การดึงหลายๆ ภาคส่วนเข้ามาร่วม ไม่ว่าจะเป็น กอ.รมน. ตำรวจ หรือ สมช. ซึ่งถือเป็นการเริ่มต้นที่ดี แต่ถ้าเป็นไปได้ควรเพิ่มช่องทางให้คนในพื้นที่ที่มีความพร้อมและมีศักยภาพ เข้าไปมีบทบาทในการแก้ไขปัญหาด้วย

                “ในโครงสร้างที่ปรากฏเป็นข่าว เรายังไม่เห็นการมีส่วนร่วมของภาคประชาสังคมในพื้นที่ ทั้งๆ ที่ควรมีคนกลุ่มนี้เข้ามามีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหาอย่างมาก เพราะเป็นคนที่รู้ปัญหามากที่สุด”

หนุนมาเลย์คนกลางพูดคุย

                ส่วนการเชิญรัฐบาลมาเลเซียเป็นผู้อำนวยความสะดวกกระบวนการพูดคุยสันติภาพต่อไปนั้น ดร.ตายูดิน บอกว่า ถือเป็นเรื่องดี เพราะว่าในภูมิภาคนี้ประเทศมาเลเซียใกล้ชิดกับประเทศไทยมากที่สุด

                “เราต้องให้เกียรติเขา เพราะที่ผ่านมาเราเคยเชิญเขามาเป็นคนกลาง รอบนี้เราก็ต้องเชิญเขามาอีก และยังต้องให้ความสำคัญกับเขาในฐานะตัวช่วยในการสร้างสันติสุขให้เกิดขึ้นด้วย เพราะถ้าสามจังหวัดชายแดนภาคใต้มีปัญหา มาเลเซียก็มีปัญหาไปด้วย” ดร.ตายูดิน ระบุ

อย่าข้ามหัวประชาชน

                ส่วนความเห็นของภาคประชาสังคมในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ดันย้าล อับดุลเลาะ จากกลุ่มดรีมเซาท์ กล่าวว่า ไม่ว่าใครจะเป็นผู้นำในกระบวนการสันติภาพ สิ่งสำคัญที่สุดคือ การนำประเด็นที่คนในพื้นที่ต้องการไปพูดคุยในกระบวนการนั้น

                “ผู้เกี่ยวข้องควรดูว่าอะไรเป็นประเด็นที่ประชาชนในพื้นที่เขาต้องการให้พูดคุย ยิ่งไปกว่านั้น การพูดคุยของทั้งสองฝ่าย (รัฐบาลกับกลุ่มผู้เห็นต่างจากรัฐ) ต้องไม่ข้ามหัวประชาชน ไม่ทอดทิ้งประชาชน สิ่งที่กังวลในกระบวนการสันติภาพที่ผ่านมา (ตัวแทนรัฐบาลไทยนำโดยเลขาธิการ สมช. กับกลุ่มบีอาร์เอ็น) คือการหลงลืมประชาชนที่ได้รับผลโดยตรงจากการปฏิบัติการของทั้งสองฝ่าย ดังนั้นใครจะนำไม่สำคัญ แต่สำคัญในรายละเอียดว่าคุยอะไรกัน และฟังเสียงประชาชนหรือไม่”

                ดันย้าล บอกด้วยว่า บทเรียนจากกระบวนการสันติภาพมินดาเนา ประเทศฟิลิปปินส์ คือ ต้องมีทุกฝ่ายอยู่ในวงพูดคุย ไม่ว่าจะสายชาตินิยม สายเสรีนิยม สายเหยี่ยว สายพิราบ หรือกลุ่มที่ได้ประโยชน์เสียประโยชน์ ทุกฝ่ายต้องอยู่ในวง หากมิเช่นนั้นแล้วกระบวนการสันติภาพก็จะสั่นคลอน

                “ตอนนี้คนในพื้นที่ไม่ได้อยู่นิ่ง แต่ก็เคลื่อนอะไรไม่ได้มากนัก เนื่องจากภาวะการเมืองไม่ปกติ ภาวะเช่นนี้น่าสนใจตรงที่เราจะดึงสันติวิธีกลับมาใช้ได้อย่างไร ในขณะที่ความรุนแรงมันถูกสถาปนาขึ้นมา คำถามคือ ทั้งฝ่ายที่ใช้และถูกใช้ความรุนแรงจะยอมร่วมขบวนสันติวิธีหรือไม่ และนั่นคือตัวสะท้อนว่าเวทีพูดคุยรับฟังเสียงประชาชนแค่ไหน” ดันย้าล กล่าว

...............................................

(หมายเหตุ : ค้านทหารคุมดับไฟใต้เบ็ดเสร็จ จี้เพิ่มบทบาทศอ.บต.-ภาคประชาสังคม)