ข่าว

จากโผย้ายทหารสู่คสช.จากคสช.สู่ครม.ชุดใหม่

จากโผย้ายทหารสู่คสช.จากคสช.สู่ครม.ชุดใหม่

24 มิ.ย. 2557

จากโผย้ายทหารสู่คสช.จากคสช.สู่ครม.ชุดใหม่

                มีข่าวลือที่ไม่ได้กรองว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) ในฐานะหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) คิดมาก่อนนานแล้วว่า จะตัดสินใจใช้กลไกทหารเข้าควบคุมอำนาจการปกครอง

                สอดรับกับคำกล่าวของ “ผู้ใหญ่ในบ้านเมือง” ท่านหนึ่ง ซึ่งอยู่แวดวงการพูดคุยเจรจาเพื่อหาทางออกให้แก่ประเทศแทบทุกวงในห้วงที่มีวิกฤติการณ์การชุมนุมของ กปปส. ที่เอ่ยกับคนใกล้ชิดเอาไว้ราวๆ 2 เดือนก่อนยึดอำนาจ ว่า พล.อ.ประยุทธ์ ตัดสินใจแล้วว่าต้องทำอะไรบางอย่างเพื่อยุติปัญหาทางการเมือง

                หากเชื่อตามทฤษฎีนี้ ย่อมหมายความว่า หลายเรื่องหลายราวที่เกิดขึ้นก่อนวันที่ 22 พฤษภาคม 2557 อันเป็นวันประกาศยึดอำนาจของ คสช. มีการตระเตรียมการไว้แล้ว ไม่ใช่ปล่อยให้สถานการณ์พาไป แล้วจู่ๆ ตัดสินใจทำรัฐประหาร

                โดยเฉพาะการแต่งตั้งโยกย้ายนายทหาร 2 ครั้งล่าสุด คือ ช่วงตุลาคม 2556 (วาระประจำปี) และเมษายน 2557 (วาระกลางปี) ซึ่งมีการวางตัวบุคคลที่ “ไว้ใจ-เชื่อมือ” เข้าคุมตำแหน่งสำคัญ และวันนี้คนเหล่านั้นก็มีบทบาทอย่างสูงในการขับเคลื่อนงานของ คสช. ตัวอย่างเช่น

                พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา (ตท.15) ขยับจากแม่ทัพภาคที่ 1 เป็นผู้ช่วย ผบ.ทบ.เมื่อ ตุลาคม 2556 ปัจจุบันพ่วงตำแหน่งหัวหน้าฝ่ายกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม คสช. เป็นนายทหารสายบู๊ที่เดินหน้าลุยกับผู้มีอิทธิพลทุกกลุ่ม โดยเฉพาะแก๊งค้ายาเสพติดในเรือนจำ และจัดระเบียบวินรถสาธารณะ รวมทั้งขบวนการล้มเจ้า

                พล.อ.ไพบูลย์ ทำงานลับๆ เพื่อดำเนินการกับกลุ่มหมิ่นสถาบันเบื้องสูงมานาน โดยตั้งแต่ยุค พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา เป็น ผบ.ทบ. มีการตั้งคณะทำงานพิเศษแกะรอยและเก็บข้อมูลเรื่องนี้อย่างเป็นระบบ งานดังกล่าวส่งต่อมายัง พล.อ.ประยุทธ์ เมื่อนั่งเก้าอี้ ผบ.ทบ. โดยมี พล.อ.ไพบูลย์ เป็นคีย์แมนสำคัญ

                พล.ท.ธีรชัย นาควานิช (ตท.14) รับไม้ต่อในตำแหน่งแม่ทัพภาคที่ 1 จาก พล.อ.ไพบูลย์ ปัจจุบันเป็นผู้บัญชาการกองกำลังรักษาความสงบเรียบร้อย (ผบ.กกล.รส.) คสช. เดินหน้าจับ-ยึดอาวุธสงคราม กวาดล้างกองกำลังติดอาวุธ และชายชุดดำ

                นอกจากนั้น ในระนาบแม่ทัพยังใช้งาน ตท.14 กับ ตท.15 ผสมกัน ได้แก่ พล.ท.ธีรชัย นาควานิช (ตท.14) แม่ทัพภาคที่ 1 พล.ท.ชาญชัย ภู่ทอง (ตท.14) แม่ทัพภาคที่ 2 พล.ท.ปรีชา จันทร์โอชา (ตท.15) แม่ทัพภาคที่ 3 ซึ่งเป็นน้องชายแท้ๆ ของ พล.อ.ประยุทธ์ และ พล.ท.วลิต โรจนภักดี (ตท.15) แม่ทัพภาคที่ 4 น้องรักบูรพาพยัคฆ์ของ ผบ.ทบ.

                ส่วนในระนาบ ผบ.พล. ซึ่งเป็นระดับเคลื่อนกำลังตัวจริง ก็วางนายทหาร ตท.20 เอาไว้หลายคน ที่โดดเด่นในยุค คสช.ก็เช่น พล.ต.อภิรัชต์ คงสมพงษ์ ผู้บัญชาการกองพลที่ 1 รักษาพระองค์ (ผบ.พล.1 รอ.) ลูกชาย พล.อ.สุนทร คงสมพงษ์ หรือ “บิ๊กจ๊อด” อดีตประธานคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ (รสช.) ที่ยึดอำนาจการปกครองเมื่อปี 2534 วันนี้กำลังลุยงานจัดระเบียบวินรถสาธารณะ

                อีกคนก็คือ พล.ต.กู้เกียรติ ศรีนาคา ผู้บัญชาการกองพลที่ 2 รักษาพระองค์ (ผบ.พล.2 รอ.) อดีตผู้บังคับการกรมทหารราบที่ 21 รักษาพระองค์ (ผบ.ร.21 รอ.) ทหารเสือราชินีขนานแท้และดั้งเดิม เจ้าของฉายา “ตู่เล็ก” รับผิดชอบงานปรองดองสมานฉันท์ และคืนความสุขสไตล์ “ทหาร”

                เป็นการวางกำลังตามสูตรในฝัน คือ ผบ.พล.ทั้ง 3 กองพลของกองทัพภาคที่ 1 ต้องเป็น “น้องเลี้ยง” ที่ ผบ.ทบ.มองตาต้องรู้ใจ ได้แก่ พล.1 รอ., พล.ร.2 รอ. และกองพลทหารราบที่ 9 (พล.9)

                ที่สำคัญภารกิจนี้ไม่มี “บูรพาพยัคฆ์” หรือ “วงศ์เทวัญ” เพราะนายทหารทั้งสองขั้วสองสายต่างร่วมงานกันใกล้ชิด จนแทบจะเรียกได้ว่า สลายขั้วกันไปหมดแล้ว เช่น พล.อ.ไพบูลย์ ก็เป็นสายวงศ์เทวัญขนานแท้ ขณะที่ พล.ท.ธีรชัย เป็นสายบูรพาพยัคฆ์ เช่นเดียวกับในระนาบ ผบ.พล. ที่ พล.ต.อภิรัชต์ เป็นสายวงศ์เทวัญ ขณะที่ พล.ต.กู้เกียรติ เป็นนักรบบูรพา

                ย้อนกลับไปเมื่อครั้งมีข่าวโผโยกย้ายนายทหาร มีการวิเคราะห์กันว่า พล.อ.ประยุทธ์ กำลังจัดดุลอำนาจในกองทัพ เพื่อส่งไม้ต่อให้น้องๆ และใช้กองทัพคานดุลอำนาจกับรัฐบาลและฝ่ายการเมือง ทว่าในความเป็นจริงแล้ว นายทหารที่ถูกวางตัวในตำแหน่งสำคัญๆ แต่ละคนมีภารกิจลับในการฟื้นฟูประเทศด้วย

                ทั้งหมดนั้นเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นไปแล้ว แต่สำหรับเรื่องที่กำลังจะเกิดต่อไป และน่าจับตาไม่แพ้กันก็คือ การจัดตั้งรัฐบาล และสถานะของ คสช.หลังจากนั้น

                แนวทางการถ่ายโอนอำนาจจาก คสช.ไปสู่คณะรัฐมนตรี (ครม.) ชุดใหม่ พล.อ.ประยุทธ์ จำเป็นต้องปิดจุดอ่อนจากสมัยการรัฐประหารเมื่อปี 49 คือจะไม่ถ่ายโอนอำนาจไปจนเกลี้ยง ทำให้ ครม.ใหม่มีอำนาจเต็มในการบริหารประเทศเหมือน ครม.ปกติ แต่จะใช้รัฐธรรมนูญชั่วคราวกำหนดบทบาทอำนาจของ คสช.ให้สามารถถ่วงดุล กำกับ ควบคุมการทำงานของรัฐบาลได้ระดับหนึ่ง

                จุดสำคัญอยู่ที่การเชื่อมโยงระหว่าง คสช.กับ ครม. จึงมีโอกาสสูงที่ พล.อ.ประยุทธ์ จะตัดสินใจนั่งเป็นนายกรัฐมนตรีเอง ไม่เลือกคนอื่นมาทำหน้าที่แทนเหมือนเมื่อครั้ง พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน (ตท.6) ประธานคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) ที่เลือก พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ มาเป็นนายกฯ โดยที่ พล.อ.สุรยุทธ์ เป็นนายทหารรุ่นพี่ (ตท.1) และยังเป็นอดีตองคมนตรี ทำให้ พล.อ.สนธิ และคมช.ไม่อาจสั่งการ ควบคุมรัฐบาลของ พล.อ.สุรยุทธ์ ได้เลย

                แต่สิ่งที่ต้องจับตาก็คือ พล.อ.ประยุทธ์ จะเกษียณอายุราชการในตำแหน่ง ผบ.ทบ. ณ สิ้นเดือนกันยายนนี้ ทำให้เกิดกระแสข่าวว่า พล.อ.ประยุทธ์ อาจตัดสินใจต่ออายุราชการเพื่อกระชับอำนาจของตนเองไว้ในฐานะนายกรัฐมนตรี ควบ ผบ.ทบ.

                ทว่า ล่าสุดมีการยืนยันค่อนข้างชัดเจนว่า พล.อ.ประยุทธ์ จะไม่ต่ออายุราชการ (แม้จะเคยพูดว่า ถ้าแก้ปัญหาบ้านเมืองเที่ยวนี้ไม่สำเร็จ จะไม่ยอมเกษียณก็ตาม) แต่จะตั้ง ผบ.ทบ.คนใหม่ที่ตนเองเชื่อมือ เชื่อใจ และรับภารกิจในยามที่บ้านเมืองอยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อแบบนี้ได้ มาสานต่อภารกิจแทน

                หากเป็นไปตามสูตรนี้ พล.อ.ประยุทธ์ ก็จะก้าวไปเป็นนายกรัฐมนตรีด้วยความสบายใจว่ามีหลังพิงที่เชื่อใจได้ บวกกับการเขียนรัฐธรรมนูญชั่วคราวซ่อนอำนาจสำคัญๆ ไว้ที่ คสช. โดยทีมกฎหมายมือฉมัง จากนั้น พล.อ.ประยุทธ์ ก็จะนั่งควบเก้าอี้นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช.เพื่อบริหารประเทศตามโรดแม็พขั้นที่ 2 และ 3 จนจบภารกิจ

                ส่วนรัฐมนตรีใน ครม.นั้น ได้วางตัวบุคคลเอาไว้หลายกลุ่ม ได้แก่

                1.กลุ่ม ผบ.เหล่าทัพ ที่จะเกษียณอายุราชการพร้อมกันในวันที่ 30 กันยายนที่จะถึงนี้ ได้แก่ พล.อ.อ.ประจิน จั่นตอง ผบ.ทอ. ซึ่งรับผิดชอบเป็นหัวหน้าฝ่ายเศรษฐกิจ คสช. พล.ร.อ.ณรงค์ พิพัฒนาศัย ผบ.ทร. ซึ่งรับผิดชอบเป็นหัวหน้าฝ่ายสังคมจิตวิทยา คสช. และ พล.อ.ธนะศักดิ์ ปฏิมาประกร ผบ.ทสส. ซึ่งรับผิดชอบหัวหน้าฝ่ายความมั่นคง คสช.

                รวมทั้ง พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว ผบ.ตร. ซึ่งเป็นหนึ่งในทีมบริหารของ คสช.เช่นกัน

                ทั้ง 4 คนนี้เชื่อว่าน่าจะมีตำแหน่งแห่งที่ใน ครม.ชุดใหม่ เพราะมิฉะนั้นจะ “ขาลอย” หลุดจากวงจรอำนาจเนื่องจากเกษียณอายุราชการพร้อมกันหมด ประกอบกับให้เป็นเกียรติและตอบแทนที่ได้ร่วมเป็นร่วมตายยึดอำนาจการปกครองกันมา เพื่อนำพาบ้านเมืองฝ่าวิกฤติครั้งร้ายแรงที่สุดครั้งหนึ่ง

                ทั้งนี้ ตำแหน่งที่เตรียมไว้รองรับก็เช่น รองนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม และรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี

                2.กลุ่มที่ปรึกษา 10 อรหันต์ที่ พล.อ.ประยุทธ์ ตั้งเอาไว้ก่อนหน้านี้ ซึ่งประกอบด้วยนายทหารรุ่นพี่และรุ่นเพื่อนที่ พล.อ.ประยุทธ์ เชื่อมือ เชื่อใจ เช่น พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ หรือ “บิ๊กป้อม” พี่ใหญ่บูรพาพยัคฆ์ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา หรือ “บิ๊กป๊อก” พี่รอง และ พล.อ.ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ หรือ “บิ๊กหนุ่ย” เพื่อนร่วมรุ่น ตท.12

                นอกจากนั้นยังมีผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐกิจอย่าง นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล นายณรงค์ชัย อัครเศรณี และผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายอย่าง นายวิษณุ เครืองาม

                กลุ่มที่ปรึกษา 10 อรหันต์นี้ น่าจะมีบางคนที่แปรสภาพแต่งตัวเข้าร่วมเป็นรัฐมนตรีใน ครม.ที่รับไม้ต่อจาก คสช.

                3.กลุ่มที่ทาบทามเข้ามาใหม่ มีทั้งโควตาของ พล.อ.ประยุทธ์ ที่เล็งบุคคลประเภท “ดี-เด่น-ดัง” เอาไว้เอง และพวกที่จะได้รับการต่อสายเชิญเข้ามาผ่านทางกลุ่มที่ 1 และกลุ่มที่ 2 ซึ่งบุคคลที่ได้รับการจับตามองก็เช่น นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ เลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า นายกิตติพงษ์ กิตยารักษ์ อดีตปลัดกระทรวงยุติธรรม ซึ่งมีชื่อติดทุกโผ ตั้งแต่โผนายกฯ หลังการรัฐประหาร รวมทั้ง นายสุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย อดีตว่าที่ประธานวุฒิสภา เป็นต้น

                โดยเฉพาะกลุ่มนายสุรชัย ซึ่งแม้วุฒิสภาจะถูกยุบ แต่ก็ยังให้ความช่วยเหลือ เป็นเบื้องหลังอันแข็งแกร่งให้แก่ คสช. ทั้งในเรื่องกฎหมายและการเดินเกมวางกรอบด้านนิติบัญญัติ

                นอกจากนั้นน กลุ่มที่มองข้ามไม่ได้เลยก็คือ กลุ่มข้าราชการและอดีตข้าราชการ เพราะ พล.อ.ประยุทธ์ เคยประกาศจุดยืนเอาไว้ชัดเจนว่า ข้าราชการจะร่วมมือกันพลิกฟื้นประเทศให้แก่ประชาชนคนไทย ด้วยเหตุนี้จึงมีชื่อ นายพงศ์โพยม วาศภูติ อดีตปลัดกระทรวงมหาดไทย นพ.ณรงค์ สหเมธาพัฒน์ ปลัดกระทรวงสาธารณสุข และ “กลุ่มหมอคนดี” มีลุ้นเข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งของ ครม.ด้วย

                ภาพรวมของ ครม.ใหม่จะมีทหารไม่มากนัก เพื่อไม่ให้ภาพกลายเป็น “ครม.ทหาร” ซึ่งเสี่ยงจะถูกวิจารณ์อย่างหนักอีกรอบ แต่จะเชื้อเชิญ “เทคโนแครต” ที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านเข้ามาบริหารประเทศ ซึ่งบางส่วนน่าจะมาจากสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย หรือ ทีดีอาร์ไอ

                อย่างไรก็ดี ทั้งหมดนี้จะราบรื่นเหมือนโรดแม็พที่วางไว้หรือไม่...เป็นหนังเรื่องยาวที่ต้องติดตาม!

............................................

(หมายเหตุ : จากโผย้ายทหารสู่คสช.จากคสช.สู่ครม.ชุดใหม่)