
ผ่าขบวนการล่า'พะยูน'รหัสลับ'งา-กระดูกช้างน้ำ'
ผ่าขบวนการล่า'พะยูน' รหัสลับ'งา-กระดูกช้างน้ำ' : คนิตา สีตองรายงาน
ท้องทะเลตรังถือเป็นความมั่นคงในการอาศัยของพะยูน ปัจจุบันถือว่าเป็นฝูงใหญ่ที่สุดเท่าที่มีอยู่ในขณะนี้
พะยูนเป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมขนาดใหญ่ พบมากสุดบริเวณอุทยานแห่งชาติหาดเจ้าไหม และต.เกาะลิบง อ.กันตัง จ.ตรัง ถือเป็นสัตว์ป่าสงวนชนิดเดียวที่เป็นสัตว์น้ำ
ที่สำคัญนับวันพะยูนฝูงใหญ่กำลังใกล้สูญพันธุ์เต็มที ล้วนมาจากฝีมือการทำประมงผิดกฎหมาย รวมทั้งขบวนการล่าเพื่อการค้า จนกำลังกลายเป็นประเด็นร้อนที่หลายฝ่ายกำลังจับตามอง
ยิ่งเมื่อมีการพบ "ชิ้นเนื้อพะยูน" สดๆ สีแดงคล้ายชิ้นเนื้อหมู หนักราว 2 กรัม ซึ่งชาวบ้านที่เป็นชุดปฏิบัติการเฉพาะกิจทางทะเลนำไปส่งให้เจ้าหน้าที่ศูนย์อนุรักษ์ทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งที่ 6 จ.ตรัง ตรวจสอบ หลังยึดหลักฐานชิ้นเด็ด จากบ้านหลังหนึ่ง บนเกาะลิบง อ.กันตัง จ.ตรัง โดยมีการชำแหละเนื้อพะยูนจำหน่าย กระทั่งมีการจัดชุดเข้าล่อซื้อมาได้
จากนั้นทางเจ้าหน้าที่ศูนย์อนุรักษ์ทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งที่ 6 จ.ตรัง นำส่งศูนย์วิจัยและพัฒนาทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งทะเลอันดามัน ตรวจสอบทางวิทยาศาสตร์ รวมทั้งตรวจดีเอ็นเอ ก็ยืนยันผลออกมาเป็นที่ประจักษ์ชัด
ใช่เลย..เป็นชิ้นเนื้อพะยูนของแท้ !!
นี่คือเรื่องราวที่มีการต่อ "จิ๊กซอว์" ขยายผล "สืบจากซาก" จนพิสูจน์ชัดว่า แก๊งล่าพะยูน "มีอยู่จริง" ไม่ใช่แค่วาทกรรมของนักอนุรักษ์บางคนที่พูดอย่างไร้หลักฐานมานานหลายปี
แหล่งข่าวรายหนึ่งให้ข้อมูลว่า พะยูนที่ถูกล่ามาแล่เนื้อตัวนี้น่าจะชื่อ “ไอ้ยักษ์" ความยาวประมาณ 2.5 เมตร น้ำหนักประมาณ 200-300 กิโลกรัม มักคุ้นเคยกับนักท่องเที่ยวเป็นอย่างดี โดยเชื่อว่าคนล่าน่าจะใช้อวนแล้วนำมาฆ่า เป้าหมายที่แท้จริงคือ ต้องการตัดเขี้ยวและกระดูกส่งขายตามใบสั่ง ได้ราคาสูงไม่ต่ำกว่า 50,000-70,000 บาท ส่วนเนื้อก็นำไปขายในราคากิโลกรัมละ 150 บาท โดยหลอกชาวบ้านบางคนว่าเป็นเนื้อสุกร
จากการตรวจสอบของทีมข่าวพบว่า ขบวนการล่าพะยูน หรือ "ดุหยง" เพื่อการค้ามีมาอย่างยาวนาน ส่วนใหญ่ล้วนเป็นฝีมือของชาวประมงในพื้นที่และชาวประมงต่างถิ่นมานานกว่า 10 ปี เนื่องจากมีความเชื่อว่า "เขี้ยว-กระดูก" ของพะยูน สามารถนำไปทำเป็นเครื่องรางของขลัง ยาบำรุงกำลัง และเป็นยารักษาโรคได้
เมื่อสาวลึกจากคนวงในก็ทำให้มีหลักฐานมัดมากขึ้นอีกว่า การค้าเกิดจากความต้องการได้กระดูกและเขี้ยวเป็นหลัก เพราะสนนราคาหลักหลายหมื่นถึงหลักหลายแสนบาทต่อเขี้ยว 1 คู่
กลายเป็นสิ่งเย้ายวนใจผู้ได้ชื่อว่าเป็น "นักล่า" ขึ้นมาพลัน
ว่ากันว่ามีออเดอร์หลักๆ จะมาจากตามตลาดมืดตามแนวชายแดนไทย ก่อนส่งขายไปยังมาเลเซียและสิงคโปร์
อิสมาแอน เบ็ญสะอาด นักวิชาการท้องถิ่น ในฐานะแกนนำเครือข่ายประมงพื้นบ้านจังหวัดตรัง บุคคลสำคัญที่จับตาการล่าพะยูนมาอย่างยาวนาน ให้ข้อมูลในระนาบเดียวกันว่า เดิมไม่ได้ล่าเพื่อการค้า แต่เป็นเพราะติดเครื่องมือทำประมงที่เป็นอันตรายกับมัน เช่น อวนลอย (ส่วนใหญ่) เบ็ดราไว และโป๊ะน้ำตื้น ชาวประมงจึงนำซากไปแล่เนื้อแจกจ่ายกันกิน แต่ส่วนใหญ่จะนำไปฝัง เพื่อรอเอากระดูกเก็บไว้ตามความเชื่อว่า ทำเป็นเครื่องรางของขลัง ยำบำรุงกำลัง และเป็นยารักษาโรค หากเป็นเพศผู้ก็จะตัดเขี้ยวเก็บไว้
สำหรับเขี้ยวเป็นส่วนที่มีราคาและความต้องการมากที่สุดในขณะนี้ จากนั้นเมื่อเห็นว่าขายได้ราคาดี และเป็นที่ต้องการของตลาดมืด โดยผู้นิยมเป็นชาวต่างชาติคือ มาเลเซีย และสิงคโปร์ จึงมีขบวนการล่าพะยูนเกิดขึ้น โดยชาวบ้านในพื้นที่บางกลุ่มประมาณ 2-3 คนเท่านั้น และเป็นกลุ่มเดียวที่ทำมาตลอดตั้งแต่ยังไม่ได้เริ่มอนุรักษ์อย่างจริงจัง ขณะเดียวกันก็มีชาวประมงจากต่างถิ่นที่ได้ใบสั่ง ก็เข้ามาล่าเช่นกัน
เรื่องนี้วงในให้ข้อมูลว่า มีการใช้ชื่อรหัสเรียกขานกันในตลาดมืดคือ “งาช้างน้ำและกระดูกช้างน้ำ”
"ที่ผ่านมาผมเองพูดเรื่องนี้มาโดยตลอด แต่ไม่มีใครเชื่อ จนกระทั่งชาวบ้านได้หลักฐานเป็นชิ้นเนื้อที่ผ่านการแล่มาจากใกล้บ้านหลังหนึ่ง ซึ่งชาวประมงด้วยกันรับรู้ว่าบ้านหลังนั้นเกี่ยวข้องกับค้าพะยูนมายาวนาน จนพิสูจน์ชัดว่าชิ้นเนื้อดังกล่าวเป็นชิ้นเนื้อของพะยูน เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องจึงเชื่อว่ามีจริงและเข้าสืบสวนสอบสวนเรื่องนี้" เอ็นจีโอรายนี้บอก
เช่นเดียวกับ ภาคภูมิ วิตานติรวัฒน์ เลขานุการมูลนิธิอันดามัน กล่าวว่า หลังจากมีหลักฐานมัดครั้งนี้ จึงถึงเวลาแล้วที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะดำเนินการเรื่องนี้อย่างจริงจัง จะต้องแจ้งความเอาคนผิดมาลงโทษตามกฎหมายให้ได้ เพื่อไม่ให้เกิดเหตุการณ์ลักษณะนี้ขึ้นมาอีก ก่อนที่พะยูนจะสูญพันธุ์หายไปจากทะเลตรัง
เมื่อสอบถามไปยัง ประจวบ โมฆะรัตน์ ผู้อำนวยการศูนย์อนุรักษ์ทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งที่ 6 จ.ตรัง ก็ชี้แจงว่า ส่วนตัวไม่คิดว่าจะมีเรื่องแบบนี้ โดยเฉพาะคนในพื้นที่ พะยูนถือเป็นหัวใจหลักในช่วง 10 ปี ไม่น่าจะมีเรื่องแบบนี้อยู่ แต่เมื่อมีหลักฐานก็เชื่อว่า ในพื้นที่มีการกระทำลักษณะนี้จริง ในส่วนของศูนย์จึงได้ประสานกับทางตำรวจ ที่เป็นเครือข่ายในพื้นที่ช่วยสืบหาข่าวด้วยส่วนหนึ่ง และชุดของศูนย์ 6 เพื่อสืบทางลับติดตามพฤติกรรมบุคคลที่เชื่อว่าน่าจะเป็นคนกระทำผิด และเชื่อว่าจะต้องมีหลายคนเชื่อมโยงกัน
ส่วนข้อมูลจาก ก้องเกียรติ กิตติวัฒนาวงศ์ นักวิชาการประมงชำนาญการ กลุ่มสัตว์ทะเลหายาก เต่าทะเล โลมา วาฬ และพะยูน ศูนย์วิจัยและพัฒนาทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งทะเลอันดามัน บอกว่า การตรวจด้วยนิติวิทยาศาสตร์สามารถยืนยันได้ว่าชิ้นเนื้อสด หรือแม้จะอยู่ในรูปแบบที่มีการแปรรูปเป็นแกง ซึ่งชาวบ้านบางส่วนยังนิยมนำไปรับประทาน ก็สามารถตรวจดีเอ็นเอเอาผิดได้ เชื่อว่าหลังจากนี้ขบวนการขายก็คงไม่ง่ายขึ้น
ทั้งนี้ จากข้อมูลการบินสำรวจล่าสุดด้วยเครื่องบินเล็ก “อุลตราไลท์” เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา จำนวน 8 เที่ยวบิน พบเห็นจำนวนพะยูนในทะเลตรังประมาณ 50 ตัวต่อเที่ยวบิน ซึ่งปกติในการบินสำรวจจะพบเพียงประมาณ 30-40 ตัวต่อเที่ยวบิน เมื่อนำมาคำนวณหาค่าเฉลี่ยแล้วพบว่า ในปีนี้พบจำนวนพะยูนมากกว่าปีที่แล้ว 10-20% หรือมีอยู่ประมาณ 125-135 ตัว สาเหตุน่าจะเป็นเพราะจำนวนการตายลดลง
ที่สำคัญพบพะยูนคู่แม่ลูกมากกว่า 7 คู่ต่อการบินสำรวจ 1 เที่ยวบิน โดยในปี 2555 พบซากพะยูนเกยตื้นตายผิดปกติทั้งหมดจำนวน 13 ตัว จึงทำให้ทุกฝ่ายเริ่มเข้ามาหาทางแก้ปัญหาอย่างจริงจัง โดยเฉพาะการกวดขันเรื่องการใช้เครื่องมือทำประมงที่เป็นอันตราย ประชาชนในพื้นที่ร่วมกันดูแลอย่างจริงจัง ทำให้การตายในปีต่อมาคือ ในปี 2556 พบซากพะยูนตายจำนวน 6 ตัว ถือว่าลดลงอย่างมาก
อย่างไรก็ตาม การบินสำรวจในปีนี้พบประชากรพะยูนเพิ่มขึ้น หากสามารถควบคุมการตายของพะยูนให้ได้ปีละไม่เกิน 5% ซึ่งถือเป็นอัตราการตายตามปกติ ก็จะทำให้สามารถรักษาพะยูนให้อยู่อย่างยั่งยืนคู่ท้องทะเลได้มากขึ้นต่อไป
นักวิจัยไทย-ญี่ปุ่นผนึกใช้สื่อเสียงประกบพะยูน
เมื่อเร็วๆ นี้นักวิจัยชาวไทย นำโดย ดร.กาญจนา อดุลยานุโกศล ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยและพัฒนาทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งทะเลอ่าวไทยตอนบน ในฐานะผู้ประสานงานพิเศษกับนักวิจัยชาวญี่ปุ่น นำโดย ดร.โคทาโร อิชิกาวา นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยเกียวโต ประเทศญี่ปุ่น ได้ลงพื้นที่พบปะกับชาวบ้าน ต.เกาะลิบง เพื่อทำความเข้าใจเกี่ยวกับการติดตั้งสัญญาณติดตามตัวบันทึกเสียงพะยูนใต้น้ำ หลังจากนักวิจัยชาวญี่ปุ่นร่วมกับทีมงานนักวิจัยไทยได้ศึกษามายาวนานนับสิบปี โดยเริ่มทดลองในเดือนพฤศจิกายนนี้ และจะมีการติดตั้งในเดือนกุมภาพันธ์ 2558
ทีมงานนักวิจัยยืนยันว่า การติดตั้งอุปกรณ์บันทึกเสียงใต้น้ำให้แก่พะยูน ไม่ได้เป็นอันตรายต่อสัตว์อื่นๆ เพราะใช้ห่วงและสายที่ไม่ได้แข็งแรง หากสายดังกล่าวที่ยาว 30 ซม. ไปเกี่ยวก็จะขาดหรือหลุดไปเองภายใน 5 วัน ส่วนวิธีการจับตัวพะยูนก็ใช้ความชำนาญ ซึ่งฝึกฝนมาอย่างดี ใช้เวลาไม่เกิน 4-5 นาที
นักวิจัยชุดนี้เคยติดตั้งให้พะยูนในประเทศซูดาน และออสเตรเลีย มากกว่า 1,000 ตัว ประสบความสำเร็จมาแล้ว ทั้งนี้จะแบ่งการทำงานออกเป็น 3 ระบบ คือ 1.การติดตั้งห่วงข้อที่หางพะยูน พร้อมเครื่องบันทึกเสียง 2.จะมีเรือลากเครื่องบันทึกเสียงบนผิวน้ำ และติดตั้งเครื่องบันทึกเสียงไว้ที่พื้นใต้น้ำ และ 3.จะมีเจ้าหน้าที่ขึ้นไปเฝ้าสังเกตการณ์เพื่อจับสัญญาณเสียงผ่านทางโทรศัพท์มือถือบนเขาบาตูปูเต๊ะ โดยใช้เวลาทั้งหมด 14 วัน โดยจะติดตั้งให้พะยูนจำนวน 5 ตัว วัตถุประสงค์เพื่อต้องการทราบกิจวัตรประจำวันของพะยูน แหล่งอาศัย เพื่อนำข้อมูลที่ได้ไปใช้ในการออกมาตรการและกำหนดพื้นที่คุ้มครองพะยูนใน จ.ตรัง
------------------------------
(หมายเหตุ : ผ่าขบวนการล่า'พะยูน' รหัสลับ'งา-กระดูกช้างน้ำ' : คนิตา สีตองรายงาน)



