
เลขาฯกสทช.แจงเหตุเงินเดือนที่ปรึกษามาก
สมาคมนักข่าวฯจัดถก'1เดือนคสช.' เลขาธิการกสทช.แจงเหตุเงินเดือนที่ปรึกษามาก จริยธรรมสื่อในยุคดิจิตอลเน้นนำเสนอความจริงให้สังคมรับรู้
เมื่อเวลา 09.30 น. วันที่ 22 มิ.ย.2557ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย ได้จัดสัมมนาทางวิชาการ" 1 เดือน คสช.เสรีภาพสื่อบนความรับผิดชอบ" ในหัวข้อ " จัดระเบียบสื่อไทยภายใต้ คสช." โดยมีวิทยากรร่วมงานคือ ผศ.ดร.เอื้อจิต วิโรจน์ไตรรัตน์ ผู้อำนวยการมีเดียมอนิเตอร์ ดร.มานะ ตรีรยาภิวัฒน์ คณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย นายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการ กสทช. นายคุณพสิล จารุจินดา กรรมการผู้จัดการ บ.ไทยมงคล มัลติมีเดีย จำกัด นายสุภาพ คลี่ขจาย ประธานชมรมผู้ประกอบการทีวีดิจิตอล นายวิชาญ อุ่นนอก เลขาธิการสหพันธ์วิทยุชุมชนแห่งชาติ และนายเจริญ ถิ่นเกาะแก้ว นายกสมาคมผู้ประกอบวิชาชีพวิทยุท้องถิ่นไทย โดยมีนายประดิษฐ์ เรืองดิษฐ์ นายกสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย เป็นผู้ดำเนินการเสวนา
นายสุภาพ กล่าวว่า ถ้าพวกเราอยู่กันดีๆแล้วพวกเขามาจัดการกับพวกเรา มาริดรอนสิทธิ์ของพวกเรา คิดว่าอีกเรื่อง แต่กรณีนี้พวกเราอยู่กันไม่ดี พวกเรามีการแบ่งข้าง แบ่งข่ายกันชัดเจนในสื่อหลายประเภท พวกเรามีการเลือกข้างชัดเจนสำหรับทีวีบางประเภทและปลุกคนมาให้เห็นด้วยกับตัวเองและสร้างความชิงชังอีกฝ่ายตรงข้าม ซึ่งต้องยอมรับว่ากระบวนการสุมไฟใส่ฟืนเกิดปัญหาทางสังคมแน่ ประเภทที่บ้านผัวดูอีกช่อง เมียดูอีกช่องแล้วมีปัญหากัน คุยกันไม่รู้เรื่อง อย่างที่ประเทศรวันดาวิทยุเคยปลุกปั่นฆ่ากันจนคนตาย 7-8 แสนคน เป็นประวัติศาสตร์ของโลก เพื่อนบ้านก็ลุกขึ้นมาฆ่ากัน
"แต่ของเราไม่ถึงขนาดนั้น ฉะนั้นมีการออกมาแตะเบรคห้ามทัพ คนส่วนหนึ่งก็บอกว่าดีแล้วสมควรแล้ว ก็สมเหตุสมผล ฉะนั้นสิ่งที่ประธานสภาการหนังสือพิมพ์ และนายกสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์ฯต้องคิดต่อไปว่า ช่วงที่เขาจะเดินหน้าปฏิรูปทุกภาคส่วนต้องปฏิรูป เราต้องมาถามตัวเองว่า เราจะปฏิรูปอย่างไรด้วย อันนี้หนีไม่พ้น อาจจะมีพวกเราไปอยู่ในสภานิติบัญญัติแห่งชาติ(สนช.) ต้องยอมรับว่า สังคมอยากเห็นการปฏิรูปสื่อและอยากเห็นสื่อปฏิรูปตัวเองเช่นกัน"นายสุภาพกล่าว
"การควบคุมกันเองที่น้อยที่สุดกับการรับผิดชอบที่มากที่สุดก็เป็นไปไม่ได้ ถ้าเรามีเสรีภาพที่เราไม่รับผิดชอบเราก็อยู่ไม่ได้ ถ้าเขาคุมเข้มเราก็ทำอะไรไมได้ก็บ่นกันว่าไม่มีเสรีภาพ ปรากฏการณ์ 24 ช่อง ที่มาแทนทีวีอะนาล็อก เราก็คิดว่าข่าวของทีวีดิจิตอลจะต้องมีความรับผิดชอบ จึงฝากสภาการฯและสมาคมนักข่าวฯว่า เรา 24 ช่องจะมีความรับผิดชอบอย่างไร ทำให้สังคมคิดกับเราอย่างไร เราจะคิดกับสังคมอย่างไร"
ขณะที่นายเจริญ กล่าวว่า ตนอยากจะเคลียร์ความเข้าใจว่า อย่าเหมารวมเป็นวิทยุชุมชนทั้งหมด เพราะบริบทมันเปลี่ยนไป พวกตนอยู่ช่องธุรกิจ มีบางกลุ่มอาศัยตรงนี้มาโฆษณา และ1เดือนที่ผ่านมามีผลกระทบเช่นกัน สปอนเซอร์มีปัญหาเพราะพวกเราหารายได้จากสปอนเซอร์ และช่วง2-3วันแรกก็อดทนได้ เพราะต้องยอมรับว่ามีคนมาใช้ช่องทางนี้เพื่อวัตถุประสงค์ทางการเมือง ก่อนหน้านี้เรียกร้องให้กสทช.ดำเนินการตามกฎแต่ไม่มีใครดำเนินการ ขอให้มีการขึ้นทะเบียนวิทยุชุมชน แต่พวกตนเป็นคลื่นธุรกิจ ที่ได้รับใบอนุญาตทดลองประกอบกิจการ แต่ก็เหมือนนักเรียนมายืนเข้าแถวเคารพธงชาติ กสทช.เป็นครูกลับไม่จัดการพวกหนีเรียน แต่เพื่อนไม่ขออนุญาตยังยิงออกอากาศไกลถึง 5-10 กิโลเมตร ก็เกิดความเสียเปรียบ และหลังจากคสช.มีประกาศฉบับที่ 32 คงจะมีการจัดระเบียบบ้าง แต่มีความคาดหวังว่ากสทช.น่าจะใช้สถานการณ์นี้จัดระเบียบ
ต่อมานายฐากร กล่าวว่า โจทย์จะจัดระเบียบ กสทช.อย่างไร มีสองประเด็นที่ขอนำเสนอ 1.เรื่องเกี่ยวกับเงินที่ประมูลทั้งหมดขอให้เป็นรายได้ของแผ่นดินทั้งหมด ซึ่งพวกเราเห็นด้วยเพราะระเบียบเขียนเอาไว้ แต่พ.ร.บ.ประกอบกิจการฯพ.ศ.2551 เขียนว่า ให้นำรายได้เป็นของกองทุนฯจึงมีความเหลื่อมล้ำ ในฐานะที่เป็นกรรมการและเลขานุการกองทุนฯ เห็นว่า ควรนำเงินรายได้เข้าแผ่นดินทั้งหมด และเงื่อนไขใดที่กสทช.เคยประกาศไว้ในการประมูลทีวีดิจิตอล ขอให้รัฐบาลรับเงื่อนไขดังกล่าวด้วย 2.การจัดระเบียบกสทช.ข้อเสนอแนะปัจจุบันเป็นปัญหาข้อของกฎหมายวันนี้อยากให้แก้กฎหมายนั้น ทั้งเรื่องงบประมาณรายจ่าย ที่สามารถกำกับได้หมด
"ถามว่า ทำไมมีอนุกรรมการเยอะจัง ที่ปรึกษาทำไมเงินเดือนเยอะ ซึ่งระบบงบประมาณรายจ่ายเป็นอำนาจของกสทช. ขอให้เป็นงบประมาณผ่านรัฐสภาที่ตรวจสอบโดยรัฐสภาทั้งหมด ที่เป็นการแก้ไขปัญหาภาพใหญ่ทั้งหมด กระบวนการที่เราแก้ปัญหารายจ่าย ตรงนี้จะตรวจสอบได้ที่รัฐสภาทั้งหมดไม่ใช่กสทช. ในฐานะแม่บ้านมีความไม่สบายใจ เราอยากทำทุกอย่างโปร่งใส เพื่อให้เงินรายได้เป็นของแผ่นดินและงบประมาณผ่านระบบรัฐสภา ปัญหาที่เกิดขึ้นจะแก้ได้ 80-90% ก็ขอเสนอเงื่อนไขส่วนนี้"นายฐากรกล่าว
"ผมจะทำหนังสือถึงคสช.เพื่อออกประกาศนี้ ผมจะได้ไม่ต้องมานั่งตอบคำถามแบบนี้ ผมขอทำหน้าที่เป็นผู้กำกับดูแล และผมจะกระทำเพื่อสื่อวิทยุ โทรทัศน์ ให้สามารถกลับมาเปิดบริการได้เช่นเดิม วันนี้เรียนว่าหลังจากมีการยึดอำนาจ 1เดือนที่ผ่านมาประกาศของคสช. มีประกาศ12ฉบับที่เกี่ยวกับสื่อวิทยุและทีวี ไม่แน่ใจว่า วันนี้หรือพรุ่งนี้จะมีอีกหนึ่งฉบับในการตรวจรับวิทยุชุมชน ผมเสนอไปแล้วเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา ร่างที่เสนอไปขอให้ช่วยปลดล็อควิทยุชุมชน หรือผู้ได้รับใบประกอบกิจการชั่วคราว" เลขาธิการ กสทช. กล่าวและว่า
ในส่วนของวิทยุโทรทัศน์ที่เกิดขึ้นหลังยึดอำนาจ ไม่ว่าระบบอะนาล็อค และทีวีดิจิตอล ในส่วนของคูปองวันจันทร์นี้ (23มิ.ย.) จะมีการประชุม กสทช. เพื่อให้การประชุมนี้ไปทำประชาพิจารณ์ ซึ่งคสช.จะปลดล็อกเรื่องนี้แล้ว การทำประชาพิจารณ์ต้องเรียนว่า จะทำในทุกประเด็น 1.ที่องค์กรคุ้มครองผู้บริโภคสงสัยว่าทำไมต้องราคา1,000บาท ส่วนประชาพิจารณ์แล้วออกมาเท่าไรก็เท่านั้น 2.แลกส่วนลดของทีวีได้ แลกกล่องดิจิตัล แลกกล่องทีวีดาวเทียมและเคเบิ้ลได้ ท่านอยากให้เหลือลงเท่าไรไปทำประชาพิจารณ์กัน เพื่อให้เกิดความโปร่งใสและเกิดความคลายกังวลจากประชาชน โดย 15 วันที่ทำประชาพิจารณ์ขอเชิญสื่อมวลชนเข้าร่วมด้วย จะมีการบรรจุในวาระการประชุมวันจันทร์นี้เวลา 14.00น. เพื่อสนับสนุนทีวีดิจิตัล "นายฐากรกล่าว
นายฐากรกล่าว่วา ส่วนของทีวีดาวเทียม ตามประกาศของคสช.ขณะนี้มีสองส่วน ส่วนที่ออกมาในคำสั่งห้ามออกอากาศ14ช่อง แต่ปลดไปแล้ว 2 ช่อง คือว็อยซ์ทีวีและทีนิวส์ จึงเหลือ12 ช่องที่อยู่ในอำนาจของคสช., แต่กสทช.จะเดินหน้าจะให้ข้อมูลคสช.เพื่อให้เดกินหน้าเปิดทั้ง12ช่องต่อไป ทั้งนี้12ช่องเกี่ยวข้องกับการเมืองส่วนใหญ่ เอเชียอัพเดท เอเอสทีวีและบลูสกายที่ต้องระมัดระวังพอสมควร ส่วนทีวีดาวเทียมที่ไม่เกี่ยวกับ12ช่องนี้ ที่อยู่ภายใต้การดูแลของกสทช.มี 539 ช่อง เข้าใจว่าเหลือ140ช่อง แล้วที่ยังไม่ได้ให้ออกอากาศ โดยวันจันทร์จะมีการพิจารณาให้ออกอากาศอีก 60 กว่าช่อง ก็จะเหลืออีก 80-90 ช่องที่ยังไม่ได้ออกอากาศ แต่ก็ยังเดินหน้าทำให้เป็นปกติให้ได้
นายฐากรกล่าวว่า "อย่างไรก็ตามทีวีดาวเทียม 80-90ช่อง ที่เป็นปัญหา เรียนว่ากสทช.เรากำกับดูแลทีหลัง เราไม่ได้กำกับดูแลก่อน แต่เราจะเดินหน้าต่อในการอนุญาตให้ 80กว่าช่องที่เหลืออยู่ออกอากาศได้ โดยจะดูในเรื่อง 1.เรื่องโฆษณาเกินจริงแต่อ้างว่า ได้รับอนุญาตจากอย.แล้ว แต่การโฆษณาต้องอยู่ภายใต้กรอบของอย. คือโฆษณาไม่เกินประสิทธิภาพของยา 2.โฆษณาที่เกี่ยวกับกฎหมายสคบ. ที่ต้องมีการปรับผังรายการทั้งหมด เพื่อให้ได้รับความเห็นชอบจากกสทช. ซึ่งคนเข้าใจผิดว่าคสช.สั่งให้ปิด แต่ความจริงอยู่ในอำนาจของกสทช. ถ้าท่านปรับผังและเราเห็นว่าถูกต้องแล้วจะอนุญาต ส่วน12ช่องที่ติดประกาศต้องขอ คสช. "
เลขาธิการ กสทช . กล่าวอีกว่า 3.เรื่องวิทยุ เครื่องออกอากาศต้องถูกต้องตามกฎหมาย จะต้องมีใบอนุญาตที่ได้รับออกอากาศชั่วคราวแล้ว และจะต้องมาดำเนินการเซ็นเอ็มโอยูกับกสทช.ในการอกอากาศ ส่วนที่ผ่านการตรวจไปแล้ว 500 กว่าสถานีจะได้ออกอากาศในเร็ววันนี้ และทยอยเปิดต่อไป ทั้งนี้เป็นเรื่องที่ดีว่า วิทยุชุมชุนเป็นปัญหาหนักอกหนักใจของกสทช.มาตลอด ซึ่งเรารับตำแหน่ง ตุลาคม2554 เราไม่ได้หยิบวิทยุชุมชนออกมาก่อนเราหยิบแผนทีวีดิจิตอลออกมาก่อน วันนี้จึงเป็นเรื่องที่เราจะดำเนินการแผนภายใต้แผนประกอบกิจการฯในการประมูล “วิทยุดิจิตอล” จะดำเนินการแล้วเสร็จในปีนี้ และอาจจะมีการประมูลในปี 2558 ซึ่งมาจากวิทยุชุมชน วิทยุสาธารณะ และวิทยุภาคธุรกิจ เรามีการจัดทำแผนหากแล้วเสร็จตามนี้จะทำให้การประมูลจะเกิดขึ้นในปี 2558 แน่นอน แต่ระหว่างนี้ก็มีการจัดระเบียบให้ผู้ที่มีใบอนุญาตออกอากาศได้
“ผมเรียนผู้แทนทั้งทีวีและวิทยุว่าเราจะทำให้เข้าสู่ภาวะปกติไม่ให้เดือดร้อนใดใด ให้ดำเนินการได้เช่นเดิม แต่ทีวีดาวเทียมมีบางช่องอาจจะเปิดไมได้ทั้งหมด 70-80 ช่องอาจจะไม่ครบทั้งหมด ครบทั้งหมดคงเป็นไปไม่ได้ ถ้าไม่ปรับผังรายการให้ถูกต้อง ถ้าถูกต้องทั้งหมดแล้วอาจจะได้รับการพิจารณาทยอย เราเข้าใจผลกระทบต่าง เข้าใจว่า ถ้าไม่เดินหน้าต่อ จะมีปัญหาแน่นอน”นายฐากรกล่าว
ด้านผศ.ดร.เอื้อจิต กล่าวว่า มีประเด็นถามเลขาธิการกสทช.ว่า ที่ผ่านมากสทช.ไม่จริงจังในการกำกับดูแลทีวีการเมือง แต่สังคมมีการพูดกันเยอะ ประกาศคสช.มี 12 สถานี แต่ก็มีบางสถานีที่ไม่ได้รับอนุญาตอยู่แล้วแต่ก็ได้อออกอากาศ กสทช.ได้ทำตามอำนาจน้าที่อย่างกล้าหาญ ถามด้วยว่ากลไกการมอนิเตอร์ของกสทช. ไม่มี แล้วใช้ระบบร้องเรียนอย่างเดียว ถ้าไม่มีกลไกบันทึกแล้วสุ่มมอนิเตอร์ ก็ต้องมีการเรียกให้สถานีส่งบันทึกของสถานี และผู้ร้องเรียนต้องบันทึกไว้ด้วย และย้ำว่ากสทช.ดูแลคนกลุ่มนี้เหมือนผู้ประกอบการทั่วไปไม่ได้ อย่างไรก็ตามก็เห็นใจกสทช.ส่วนหนึ่ง แต่ก่อนที่คสช.จะมา กสทช.ก็ทำหน้าที่ไม่เต็มที่ ก็สงสัยว่าถ้าคสช.ไม่มากสทช.จะทำงานอย่างไร เพราะ12ช่องที่ คสช.ห้ามออกอากาศไม่มีใบอนุญาตก็ไม่ดำเนินการ ถ้าอะไรไม่เข้ากรอบกฎหมาย หน่วยงานที่กำกับดูแลต้องออกมาช่วยกันดูแล
ด้านนายจักรกฤษ เพิ่มพูล ประธานสภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติ กล่าวว่า รัฐธรรมนูญหรือธรรมนูญชั่วคราว ต้องมีเรื่องสิทธิเสรีภาพอยู่แล้ว เมื่อเราสรุปบทเรียนที่เราจะปกป้องเสรีภาพ เพราะช่วงที่ผ่านมา เราพบว่าประชาชนให้ความสนใจน้อยมากว่าการลิดรอนเสรีภาพเป็นเรื่องสำคัญ ที่ต้องมาทบทวนว่าเป็นเพราะอะไร อาจจะเป็นเพราะบริบทสังคมเปลี่ยนแปลงที่มีสื่อมากขึ้น ทุกคนเป็นสื่อกันหมดก็ถูกมองว่าสื่อไม่มีความรับผิดชอบ การทำงานโดยมีเป้าหมายเชิงอุดมการณ์โดนมองข้ามไป ดังนั้นต้องโทษตัวเราเองว่ามีความรู้ความเข้าใจ มีสำนึกต่อสังคมน้อยไปหรือไม่
“เราน่าจะมีการรวมกันทุกสื่อเป็นหนึ่งเดียว ไม่ว่าจะเป็นสมาพันธ์หรืออะไรก็ตามในการกำกับดูแลกันเองสำหรับสื่อทั้งระบบ และคนที่ทำงานสุจริตจะไม่กลัวการรวมตัวกัน แต่คนที่กลัวคือคนที่แอบแฝงเข้ามาอาจจะกลัวระบบการจัดการ และระหว่างร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่นี้คิดว่าน่าจะมีเวทีในการปฏิรูปสื่อครั้งใหญ่อีกสักครั้ง” ประธานสภาการหนังสือพิมพ์ ระบุ
จริยธรรมสื่อในยุคดิจิตอลเน้นนำเสนอความจริงให้สังคมรับรู้
เมื่อเวลา 09.30 น.วันที่ 22 มิถุนายน 2557 โรงแรมฮอลิเดย์ อินน์ จังหวัดเชียงใหม่ นายเทพชัย หย่อง ประธานคณะกรรมการจริยธรรมวิชาชีพข่าววิทยุและโทรทัศน์ ในคณะกรรมการบริหารสมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย ได้เดินทางมารปาฐกถาพิเศษเรื่อง จริยธรรมสื่อในยุคดิจิทัล โดยคณะการสื่อสารมวลชน มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ (มช.) ร่วมกับฝ่ายการสื่อสารองค์การ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) จัดโครงการสัมมนาสื่อมวลชนท้องถิ่นภาคเหนือ “จริยธรรมสื่อในยุคดิจิทัล” โดยมีนักวิชาการด้านนิเทศศาสตร์ สื่อสารมวลชน และสื่อมวลชนท้องถิ่น ร่วมสัมมนาเพื่อแลกเปลี่ยนความรู้และข้อคิดเห็นเกี่ยวกับจริยธรรมวิชาชีพ
นายเทพชัย กล่าวว่า จริยธรรมมีจริงและใช้ตรวจสอบสื่อ และคนในสังคมจะเป็นคนบอกว่าสื่อมีจริยธรรมหรือไม่ ถือเป็นความท้าทายมากในยุคดิจิทัล โดยเฉพาะภายใต้คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เนื่องจากสื่อมวลชนเองได้สร้างปัญหาให้เกิดขึ้นในสังคมเหตุจากการใช้เสรีภาพของสื่อมีมากเกินไป สิ่งที่สื่อควรจะมีคือจริยธรรม โดยไม่หวังแก่อำนาจเงินที่เข้ามาซื้อเพื่อให้เขียนเชียร์พรรคการเมือง หรือกลุ่มคนที่ต้องการให้เนื้อหาข่าวสารออกมาตามที่กำหนด
สื่อเริ่มทำงานบนเสรีภาพที่ขาดความรับผิดชอบ ทำให้สังคมในปัจจุบันพบว่าร้อยละ 37 มองว่าสื่อมวลชนไม่มีความเป็นกลาง ซึ่งสามารถสะท้อนถึงคนผลิตสื่อ ต้องคิดว่าสื่อควรจะทำอย่างไรต่อไป เมื่อสังคมไม่มีความเชื่อมั่นใจตัวสื่อสารมวลชน จึงทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในยุคดิจิตอล ความรวดเร็วของสื่อโซเซียลเดินหน้าไปก่อนสื่อหลักที่กำลังทำหน้าที่ เกิดกระแสและกำหนดทิศทางของสังคมนำหน้าสื่อหลักที่ต้องทำหน้าที่ โดยใช้เครื่องมือที่เรียกว่า โซเซียลมีเดีย
สื่อหลักที่ทำหน้าที่เพื่อนำเสนอข่าวสารอย่างถูกต้อง มีจริยธรรมในการกำกับหน้าที่ กำลังกลายเป็นเหยื่อสื่อในกระแสโซเซียลมีเดียที่มีมากขึ้น มีการหยิบหยกเรื่องต่างๆ มานำเสนอ ซึ่งบางเรื่องไม่ถูกต้อง ผิดพลาด และกลายเป็นเรื่องใหญ่ เนื่องจากการแพร่กระจายข่าวสารในโลกโซเซียลนั้นเป็นไปอย่างรวดเร็ว ทำให้อนาคตบทบาทของสื่อน่าจะต้องช่วยสังคมมากกว่าที่เป็นอยู่ แต่ทั้งนี้ต้องอยู่บนพื้นฐานหลักจริยธรรมที่ดีด้วย
จากรายงานของคณะกรรมการอิสระตรวจสอบและค้นหาความจริงเพื่อการปรองดองแห่งชาติ (คอป.) ระบุว่า ในภาวะวิกฤตสื่อกระแสหลักกลับกระตุ้นความแตกแยกและต้นเหตุของความรุนแรงในสังคม ข้อมูลและภาษาสื่อปลุกเร้าให้เกิดความเกลียดชัง สร้างความแตกแยกในสังคมไทยและมีความร้าวลึกมากขึ้น เผยแพร่ข้อมูลเท็จ บิดเบือน สร้างความเข้าใจผิดในสังคม ถูกใช้เป็นเครื่องมือทางการเมืองโจมตีฝ่ายตรง ขาดจรรยาบรรณและความรับผิดชอบของสังคม แล้วสื่อและคณาจารย์ในวิชาชีพจะทำอย่างไรกันต่อไป
ในอนาคตทีวีดิจิทัลจะเข้ามามีบทบาทมากขึ้น สื่อหนังสือพิมพ์เริ่มที่จะต้องปรับตัวเองหันไปทำสื่อโทรทัศน์เพิ่มมากขึ้น ส่งผลให้เกิดการดึงตัวบุคลากรด้านสื่อสารมวลชนเพื่อเข้าไปทำงานในสายงานดังกล่าว ซึ่งในปัจจุบันยังไม่มีหลักการเพื่อนำมากำกับดูแลการทำสื่อโทรทัศน์ดิจิตอล จึงเป็นเรื่องท้าทายมากเนื่องจากการแข่งขันจะทวีความรุนแรงมากขึ้น บนพื้นฐานด้านจริยธรรมที่ทุกแห่งจะต้องคำนึงถึงเป็นอันดับแรก โดยนึกถึงประโยชน์ของสาธารณะ ให้ความเป็นธรรม นำเสนอความจริงเป็นหลักสำคัญ



