
ปรับร่างกายให้หาย'ช้ำรั่ว'
23 มิ.ย. 2557
ปรับร่างกายให้หาย 'ช้ำรั่ว' : ไลฟ์สไตล์
เมื่ออายุมากขึ้นอาการปวดปัสสาวะบ่อย และรั่วซึมโดยไม่ได้ตั้งใจ หรือที่เรียกว่า "ช้ำรั่ว" อาจเป็นปัญหาใหญ่ ทำให้หมดสนุกกับการใช้ชีวิตประจำวันได้ ตามที่ ผศ.นพ.วิทย์ วิเศษสินธุ์ หน่วยศัลยศาสตร์ระบบปัสสาวะ ภาควิชาศัลยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี เปิดเผยว่า ผู้ป่วยโรคช้ำรั่วเพิ่มสูงขึ้นทุกปี ส่วนใหญ่จะไม่ทราบว่าตนเองเป็น มักจะเข้าใจผิดไปเองว่า อาการปัสสาวะบ่อยเกิดจากอายุที่เพิ่มมากขึ้น จึงไม่ไปตรวจที่โรงพยาบาล ทำให้อาการเริ่มหนักขึ้นเรื่อยๆ
ผศ.นพ.วิทย์ กล่าวเสริมว่า โรคช้ำรั่วสามารถเกิดได้ทุกเพศ ทุกวัย แต่จะพบมากในผู้สูงอายุ และพบมากในเพศหญิงมากกว่าเพศชาย ส่วนใหญ่เริ่มเป็นตอนอายุ 40 ปี โดยเฉพาะผู้หญิงหลังวัยหมดประจำเดือน ส่วนเพศชายจะพบมากเมื่อเข้าสู่วัยชราอายุ 45-50 ปีขึ้นไป
“สาเหตุของโรคช้ำรั่วเกิดจากความผิดปกติของระบบทางเดินปัสสาวะส่วนล่างคือ กระเพาะปัสสาวะ หูรูดปัสสาวะ รวมถึงท่อปัสสาวะ ไม่ใช่ว่าเมื่ออายุเพิ่มขึ้นแล้วจะเป็นทุกคน ซึ่งอาการของโรคช้ำรั่วก็คือ ปัสสาวะมีการเล็ดราดออกมาก่อนเวลาที่ผู้ป่วยจะเข้าไปถึงห้องน้ำ คือกลั้นปัสสาวะไม่อยู่ พอปวดปุ๊บก็ปัสสาวะออกมาเลย แม้จะไม่ใช่โรคร้ายที่อันตรายถึงขั้นเสียชีวิต แต่จะทำให้ผู้ป่วยเกิดความรำคาญ มีผลต่อสุขภาพจิต และการดำเนินชีวิตประจำวัน ซึ่งโดยปกติคนเราจะปัสสาวะวันละ 5-8 ครั้ง หากปัสสาวะน้อย วันละแค่ 2-3 ครั้ง หรือมากกว่า 8 ครั้ง ควรไปปรึกษาแพทย์ เพราะถ้าปัสสาวะน้อยไปจะส่งผลให้มีเชื้อโรคสะสมในกระเพาะปัสสาวะมากขึ้น อย่างไรก็ตาม สำหรับผู้ที่ออกกำลังกายแล้วเหงื่อออกเยอะ ก็จะทำให้ปัสสาวะน้อยลง แต่เราไม่ควรกลั้นปัสสาวะนานจนเกินไป โดยเฉลี่ยควรปัสสาวะทุกๆ 2-3 ชั่วโมง" คุณหมอกล่าวถึงอาการ
อย่างไรก็ตาม โรคช้ำรั่วสามารถป้องกันได้เบื้องต้น คือ เริ่มจาก ดื่มน้ำเยอะๆ วันละ 8-10 แก้ว สำหรับผู้ที่มีปัญหาต้องตื่นขึ้นมาปัสสาวะบ่อยครั้งขณะนอนหลับ แนะนำให้ดื่มน้ำเยอะในช่วงเช้าถึงบ่าย ตอนเย็นไม่ควรดื่มเยอะเกินไป รวมถึงก่อนนอน ควรหลีกเลี่ยงอาหารหรือเครื่องดื่มที่เมื่อรับประทานเข้าไปแล้วทำให้มีการปัสสาวะบ่อย เช่น พวกชา กาแฟ น้ำอัดลม รวมถึงเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ และเครื่องดื่มที่มีกรดสูงๆ เช่น น้ำส้มเข้มข้น เป็นต้น ต่อมาควร ฝึกกระชับช่องคลอด หรือ ขมิบช่องคลอดถึงอุ้งเชิงกราน เพิ่มกำลังเพื่อสร้างความแข็งแรงให้แก่กล้ามเนื้ออุ้งเชิงกรานสามารถช่วยปกป้องได้ในระดับหนึ่ง อย่างไรก็ตาม การฝึกขมิบ ฝึกเกร็งนั้น อาจจะต้องมาเรียนรู้กับหมอว่า การขมิบเป็นอย่างไร เพราะถ้าหากเราขมิบผิดก็มีโทษเหมือนกัน เหมือนกับการเล่นกล้าม แต่เป็นการฝึกกล้ามเนื้ออุ้งเชิงกราน เพราะอุ้งเชิงกรานเป็นกล้ามเนื้อที่ช่วยเราป้องกันเวลาเราขยับ เราปวดปัสสาวะ สังเกตดูก็ได้ว่า เวลาเราไอ หรือเราปวดปัสสาวะขึ้นมา ถ้าเกิดเราเกร็ง หรือขมิบอุ้งเชิงกราน อาการปวดจะน้อยลง หรือถ้าเรามีกล้ามเนื้อที่แข็งแรงพอ ปัสสาวะก็จะไม่เล็ดราด



