ข่าว

เมื่อชิลี ไม่เอาเขื่อนยักษ์ ขอมุ่งพลังงานหมุนเวียน

เมื่อชิลี ไม่เอาเขื่อนยักษ์ ขอมุ่งพลังงานหมุนเวียน

22 มิ.ย. 2557

เปิดโลกวันอาทิตย์ : เมื่อชิลี ไม่เอาเขื่อนยักษ์ ขอมุ่งพลังงานหมุนเวียน

 
                           การต่อสู้ยาวนาน 8 ปี ระหว่างฝ่ายสนับสนุนและคัดค้านการผุดเขื่อนยักษ์เพื่อผลิตไฟฟ้า ในประเทศยากจนพลังงานฟอสซิลอย่างชิลี จบลงด้วยชัยชนะครั้งประวัติศาสตร์สำหรับฝ่ายอนุรักษ์ เมื่อคณะรัฐมนตรีมีมติเมื่อวันที่ 9 มิถุนายน ว่า จะพับโครงการ "ไฮโดรไอเซน" มูลค่า 8,000 ล้านดอลลาร์ โดยให้เหตุผลหลักๆ ว่า ผลการศึกษาไม่มากพอขจัดความวิตกกังวลของประชาชนในท้องถิ่นและสภาพแวดล้อม แต่ให้เวลาบริษัทเจ้าของโครงการ 30 วัน ว่าจะยื่นอุทธรณ์หรือไม่
 
                           โครงการไฮโดรไอเซน คือการสร้างเขื่อน 5 แห่ง ที่แม่น้ำเชี่ยวแรงสองสายคือ แม่น้ำบาเกร์ และ ปาสกัว ในที่ราบปาตาโกเนีย ซึ่งเป็นแหล่งธรรมชาติดั้งเดิมและบริสุทธิ์ที่สุดแห่งหนึ่งในซีกโลกตะวันตก รวมถึงการวางเสาและเดินสายจ่ายไฟยาวที่สุดในโลกราว 1,900 กิโลเมตร เพื่อนำไฟฟ้าจากพื้นที่ห่างไกลประชากรเบาบางในภูมิภาคไอเซน ทางตอนใต้ของชิลี ไปยังภาคกลาง และเหนือ ซึ่งมีประชากรมากกว่าและเป็นที่ตั้งเหมืองทองแดง อุตสาหกรรมหลักของชิลี
 
                           กระแสคัดค้านเริ่มขึ้นทันทีนับจากมีการเสนอโครงการนี้เมื่อปี 2548 และยิ่งโหมแรงหลังจากอดีตประธานาธิบดีเซบาสเตียน ปีเญรา อนุมัติเดินหน้าเมื่อสามปีก่อน มีการชุมนุมประท้วงทั่วประเทศเป็นระยะ นำโดยสภาปกป้องปาตาโกเนีย ซึ่งเป็นความร่วมมือกันขององค์กรสิ่งแวดล้อมในชิลี อาร์เจนตินา โบลิเวีย อิตาลี สเปน อเมริกาเหนือ และอื่นๆ กว่า 70 แห่ง 
 
                           หากเขื่อนทั้งหมดแล้วเสร็จ จะผลิตไฟฟ้า 2,750 เมกะวัตต์ ป้อนความต้องการพลังงานของประเทศได้ 15-20% โดยบริษัทเจ้าของโครงการ คือ เอนเดซา กับโคลบุน ชี้ว่า พื้นที่น้ำท่วมคิดเป็น 0.05% ของภูมิภาคไอเซนเท่านั้น 
 
                           ฮิวจ์ รุดนิก ผู้ชำนาญการด้านพลังงาน มหาวิทยาลัยแคธอลิก ในกรุงซันติอาโก บอกบีบีซีว่า หากเทียบกับเขื่อนผลิตไฟฟ้าจำนวนมากในโลกแล้ว ไฮโดรไอเซนจะเป็นเขื่อนที่มีประสิทธิภาพมาก น้ำท่วมพื้นที่เล็กน้อยมากหากพิจารณาถึงปริมาณไฟฟ้าที่จะผลิตได้ แต่ต้องพ่ายแพ้แก่การรณรงค์ที่มีการวางแผนอย่างดีของบรรดาเอ็นจีโอ ที่สามารถกล่อมทั้งประเทศให้เชื่อว่า เขื่อนจะทำให้น้ำท่วมทั้งไอเซน 
 
                           แต่ฝ่ายไม่เห็นด้วย ยืนยันว่า อย่างไรก็ไม่คุ้ม เมื่อเทียบกับการเปลี่ยนระบบธรรมชาติไปตลอดกาล ไม่นับรวมเศรษฐกิจการท่องเที่ยวท้องถิ่น วัฒนธรรมประเพณี
 
                           ปาตริซิโอ โรดริโก เลขาธิการสภาปกป้องปาตาโกเนีย กล่าวว่า การปฏิเสธโครงการไฮโดรไอเซน ไม่เพียงเป็นชัยชนะครั้งใหญ่ที่สุดสำหรับขบวนการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมในชิลี แต่ยังถือเป็นจุดเปลี่ยน เมื่อความต้องการของประชาชนถูกรับฟัง และมีส่วนร่วมในการตัดสินใจที่มีผลกระทบต่อชีวิตและสิ่งแวดล้อม 
 
 
 
ประหยัด-พลังงานหมุนเวียน
 
 
                           ชิลี แทบไม่มีก๊าซและน้ำมันที่ผลิตเอง ต้องนำเข้าก๊าซธรรมชาติจากอาร์เจนตินา แต่วันใดที่ความต้องการภายในของเพื่อนบ้านสูง อีกฝ่ายก็ต้องปิดวาล์วท่อส่งก๊าซขนาดยักษ์ที่ทอดยาวผ่านแถบเทือกเขาแอนดีส 
 
                           ในทางทฤษฎี ชิลีอาจซื้อก๊าซจากเพื่อนบ้านโบลิเวียได้ แต่อีกฝ่ายไม่ขายให้ เนื่องจากกรณีพิพาทชายแดนระหว่างกันมายาวนาน
 
                           เมื่อคิดจะหันไปพึ่งพลังงานนิวเคลียร์ วิกฤติโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ฟูกูชิมาเมื่อสามปีก่อนก็ทำให้ต้องคิดหนัก ทั้งยังเป็นประเทศที่มีแนวโน้มเกิดแผ่นดินไหวและสึนามิเหมือนกับญี่ปุ่น
 
                           ค่าไฟในชิลี เพิ่มขึ้นเฉลี่ย 20% นับจากปี 2553 และรัฐบาลได้เตือนแล้วว่า ค่าไฟจะเพิ่มขึ้นอีก 34% ใน 10 ปีข้างหน้าหากยังไม่มีปัจจัยใหม่ ทำให้เวลานี้เหมืองทองแดง อุตสาหกรรมหลักของประเทศ จ่ายค่าไฟแพงกว่าเพื่อนบ้านอย่างเปรู สองเท่า  
 
                           เมื่อรัฐบาลชิลีภายใต้ประธานาธิบดีหญิงมิเชล บาเชเล ที่เพิ่งกลับมารับตำแหน่งหนสองเมื่อกลางเดือนมีนาคม ตัดสินใจพับเมกะโปรเจกท์ใหญ่สุดในประวัติศาสตร์พลังงานของประเทศไปแล้ว จะทำอย่างไรต่อไปในเงื่อนไขอันจำกัด
 
                           ประธานาธิบดีบาเชเล แถลงนโยบายพลังงานใหม่ในระยะ 4 ปีข้างหน้า เมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม ที่สะท้อนว่า แม้ยากจนพลังงานฟอสซิล แต่มีศักยภาพด้านพลังงานทางเลือกอื่นๆ ในอนาคต
 
                           ชิลีมีโรงแยกก๊าซสองแห่ง โรงหนึ่งอยู่ทางเหนือ ป้อนให้เหมืองทองแดงในทะเลทรายอาตากามา อีกแห่งอยู่ทางภาคกลาง ป้อนพลังงานให้ภาคอุตสาหกรรมและชุมชนโดยรอบกรุงซานติอาโก ปัจจุบัน กำลังก่อสร้างโรงแยกก๊าซแอลเอ็นจีแห่งที่สาม ทางตอนใต้ของประเทศ เพิ่มขีดความสามารถในการนำเข้าก๊าซจากต่างประเทศ ซึ่งทั้งหมดนี้จะช่วยให้ชิลีลดการพึ่งพาเพื่อนบ้านได้ 
 
                           แต่ก๊าซแอลเอ็นจียังเป็นพลังงานที่มีราคาค่อนข้างแพง รัฐบาลจึงต้องเพิ่มการประหยัด เพื่อลดปริมาณความต้องการไฟฟ้าอีกทาง อาทิ จะติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์ตามอาคารใหม่ๆ ของรัฐทุกแห่ง ซึ่งมาตรการเหล่านี้จะช่วยลดการใช้พลังงานลง 20% จากระดับที่คาดว่าจะเป็นภายในปี ค.ศ.2025 
 
                           ราอุล ซอห์ร์ ซึ่งมีผลงานหนังสือหลายเล่มเกี่ยวพลังงานชิลี กล่าวว่า การประหยัดและใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพจะช่วยประหยัดพลังงานประมาณ 2,000 เมกะวัตต์ หรือประมาณ 80% ของพลังงานที่ไฮโดรไอเซนจะผลิตได้ 
 
 
 
แสงแดดเหลือเฟือ 
 
 
                           ในเดือนเดียวกับที่รัฐบาลชิลีตัดสินใจแขวนโครงการเขื่อนปาตาโกเนียนี้ ผู้นำหญิงชิลีได้เดินทางไปยังทะเลทรายอาตากามา ดินแดนที่ทั้งแห้งแล้งและร้อนยากอยู่อาศัย ทางภาคเหนือ เพื่อทำพิธีเปิดโครงการอามาเนเคร์ โซลาร์ ของบริษัทอาเบนกัว และ ซันเอดิสัน ซึ่งเป็นโครงการพลังงานแสงอาทิตย์ใหญ่ที่สุดในละตินอเมริกา 
 
                           ผู้นำชิลี กล่าวเปิดโครงการว่า ชิลีกำลังใช้ประโยชน์จากความได้เปรียบด้านสภาพภูมิอากาศและธรณีวิทยา ภาคเหนือของประเทศเรา ได้หยิบยื่นโอกาสอย่างล้นเหลือในการพัฒนาพลังงานสะอาดและสังคมยอมรับ  
 
                           นอกจากพลังงานแสงอาทิตย์แล้ว ชิลียังเป็นประเทศภูเขาไฟที่อาจให้พลังงานความร้อนใต้พิภพ (geothermal ) ทั้งยังเป็นประเทศที่มีชายฝั่งทะเลยาวที่สุดในโลกประเทศหนึ่ง ซึ่งเป็นภูมิประเทศในฝันสำหรับการใช้ประโยชน์จากพลังงานคลื่นและน้ำขึ้นน้ำลงได้อีกด้วย 
 
                           โดยรวมชิลีตั้งเป้าจะผลิตกระแสไฟฟ้าจากแหล่งพลังงานหมุนเวียน 20% ภายในปี 2025 จากปัจจุบันสัดส่วนพลังงานหมุนเวียนผลิตไฟฟ้าอยู่ที่ 6% แต่ซอห์ร์ กล่าวว่า เป้าหมายนี้เป็นการตั้งแบบต่ำ ไม่แน่ว่าภายในปี 2050 พลังงานหมุนเวียนอาจป้อนความต้องการของชิลีได้ประมาณ 70% ปัญหาหนักจะอยู่ในระยะสั้นถึงกลาง โดยปัจจุบันชิลีนำเข้าพลังงานร้อยละ 60 และพึ่งโรงไฟฟ้าถ่านหินเป็นหลัก