ข่าว

คุยนอกกรอบ : ผู้หญิง คือ ที่พึ่ง

คุยนอกกรอบ : ผู้หญิง คือ ที่พึ่ง

22 มิ.ย. 2557

คุยนอกกรอบ : ผู้หญิง คือ ที่พึ่ง : โดย...มนสิกุล โอวาทเภสัชช์

 
                           "ชีวิตคน ถ้ารู้จักการปรับ การเปลี่ยน โดยที่เราไม่ต้องไปปรับใคร ปรับตัวเอง เราจะรู้ว่าทุกอย่างเป็นครูที่ดีที่ประเสริฐที่สุดจริงๆ"  
 
 
                           ความผิดพลาดของลูกผู้หญิงอย่างหนึ่งที่เรามักไม่ค่อยมองเห็นกันคือ แสวงหาที่พึ่งภายนอกเสมอ อาจจะเป็นด้วยสัญชาตญาณ และสรีระหรือเปล่า ที่ทำให้ผู้หญิงคิดว่า ตนอ่อนแอ และคิดว่าจะต้องมีผู้ดูแลคุ้มครอง การแสวงหาคู่ครองของผู้หญิงจึงอิงจากฐานรากความคิดเช่นนี้มาตลอดกาล ? 
 
                           แต่สำหรับผู้หญิงคนนี้ ไม่ใช่ 
 
                           วันดี สุวรรณทัต ไมเยอร์ หญิงไทยนอกแผ่นดินวัย 60 ปี ที่รักการทำอาหารเป็นชีวิตจิตใจ กว่าจะยืนหยัดอยู่ได้ในประเทศสวิตเซอร์แลนด์ จนเปิดร้านอาหารไทย 'Meier's come inn' ในเมืองบึลลัคห์  (Bulach) มาจนถึงทุกวันนี้ เป็นอย่างไร เธอเปิดหัวใจคุย ตั้งแต่ตัวอักษรนี้เป็นต้นไป 
 
                           "คนเราเมื่อเข้าใจชีวิต มองเห็นความทุกข์ ว่าเป็นครู พอใจที่จะเรียนรู้ เราจะพบความสุขอย่างแท้จริงและจะขอบคุณทุกสิ่งที่เราเป็น ที่เรามีอยู่...
 
                           เราช่วยแม่ในครัวตั้งแต่ 8 ขวบ จากนั้นก็รักการทำอาหารมาตลอดชีวิต พอเรียนจบเทคนิคกรุงเทพ สาขา คหกรรม ก็เริ่มต้นทำงานที่ร้านข้าวแกงรามา เป็นร้านข้าวแกงติดแอร์ในสมัยที่เริ่มมีแอร์สยาม ประมาณปี 2521 สาขาแรกที่สยามสแควร์ สมัยนั้นขายได้วันละ หมื่นห้าพันบาท ตอนนั้น อาหารยังไม่ฮอตเท่าตอนนี้ที่ อาหารเป็นแฟชั่น โมเดิร์นของเมืองไทยเลยนะ แต่สมัยก่อน ใครเป็นแม่ครัวเชย ใครทำการโรงแรม เชย แต่ปัจจุบัน กิ๊บเก๋ มีกุ๊กออกมาโชว์ทางทีวีกันทุกช่อง ร้านอาหารก็เดิร์นมาก บางร้านแต่งเดิร์นกว่าเมืองนอกเสียอีก"
 
                           วันดีทำข้าวแกงรามาได้ระยะหนึ่ง ร้านก็ปิดตัวลง 
 
                           "เขาไล่เราออก แต่เราก็ไม่เสียใจนะ เพราะเราเป็นผู้หญิงที่ดันเก่งเกินไป ผู้หญิงที่มีความมั่นใจมากเกินไปก็ไม่ดี แต่นี่แหละคือครูของเรา ตอนนั้นยังสาวก็ห้าวพอสมควร เขาไล่ออก เอาเงินเดือนมาให้ 6 เดือน เราก็มีความกตัญญู เอาเงิน 6 เดือนไปคืนเจ้านายที่บริษัทแม่ บอกว่าคืนไปเถอะ เสียดายตังค์ ตอนนั้นตั้งครรภ์ด้วยนะ อีกใจหนึ่งก็เสียใจ ทำความดีมาตลอด ทำไมถูกไล่ออก นายก็บอกว่า ให้เก็บไว้ใช้จนกว่าจะหางานได้ เราได้บทเรียนว่า การที่เขาจะไล่พนักงานออก เขาจะเลื่อยขาเก้าอี้ก่อน ตั้งแต่เบอร์หนึ่ง เรื่อยมาจนถึงเรา เป็นคนสุดท้าย 
 
                           จากนั้นก็ไปทำอาหารอยู่ที่บ้านพี่สาวสามี ก็ถูกเธอแกล้งเอาคนงานออกหมด ตอนนั้นขายหมูสะเต๊ะวันละ 20 กิโลกรัม ไม้ละ 2 บาท พอไม่มีคนงานก็เลยปิดร้าน แล้วก็ไปทำงานที่โรงแรมบางกอกพาเลส ตามด้วยโรงแรมเพนนินซูล่า แล้วไปทำอาหารในเรือควีนอลิซาเบธที่สิงคโปร์ ซึ่งออกวิ่งเที่ยวสุดท้ายในปี 2529 ไปกับม.ร.ว.ถนัดศรี สวัสดิวัตน์ ในรายการ ครอบจักรวาล แล้วก็มาอยู่โรงแรมรีเจนท์ จากนั้นก็ไปทำงานที่โรงแรมโอเรียนเต็ล ที่นี่ เริ่มประกวดอาหาร ล่ารางวัล ชีวิตนี้ไม่เคยมีเส้นก๋วยเตี๋ยว เส้นกวยจั๊บ ทำด้วยตัวเองตลอด  จนกระทั่งเดินทางไปประเทศสวิตเซอร์แลนด์ พบกับแม็กซ์ ไมเยอร์ เป็นคนแรก แล้วเราก็แต่งงานกัน เขาอายุอ่อนกว่าเรา 12 ปี แต่เขาเป็นผู้ใหญ่มาก"
 
                           บทสรุปของลูกผู้หญิงคนหนึ่งที่มีตนเองเป็นที่พึ่ง มีบทสรุปที่น่าสนใจว่า ชีวิตคน ถ้ารู้จักการปรับ การเปลี่ยน โดยที่เราไม่ต้องไปปรับใคร ปรับตัวเอง 
 
                           "เราจะรู้ว่าทุกอย่างเป็นครูที่ดีที่ประเสริฐที่สุดจริงๆ  แต่เพราะทุกวันนี้พวกเราไม่ปรับ พวกเราได้แต่ยึดว่าเป็นของกูไปหมด มันเลยเป็นอะไรที่ไม่รู้จักตัวเอง และมัวแต่แสวงหาที่พึ่งภายนอก โดยเฉพาะผู้หญิง หากรู้ศักยภาพของตัวเราจะรู้ว่า เราเป็นที่พึ่งให้แก่ตนเองและผู้อื่นได้" 
 
 
---------------------------
 
'ทำสิ ทำในสิ่งที่เธอฝัน'
 
 
 
คุยนอกกรอบ : ผู้หญิง คือ ที่พึ่ง
 
 
                           เมื่อสองปีก่อน วันดี สุวรรณทัต ไมเยอร์ ตัดสินใจไปบวชพุทธสาวิกาสองแผ่นดินที่สาธารณรัฐอินเดีย ฉลองพุทธชยันตี 2600 ปีแห่งการตรัสรู้ของพระพุทธองค์ ซึ่ง แม่ชีศันสนีย์ เสถียรสุต ผู้ก่อตั้งเสถียรธรรมสถาน เป็นผู้จัดการบวชของลูกผู้หญิงขึ้นในครั้งนั้น เพื่อตามรอยบาทพระศาสดาบนหนทางอริยมรรคมีองค์ 8 ประการ ให้เห็นว่าการตื่นรู้ของลูกผู้หญิงนั้นเป็นไปได้    
 
                           "เพราะตัวเราเมื่อก่อนเป็นพุทธแต่เพียงในทะเบียนบ้าน โชคดี เคยพบท่านอาจารย์พุทธทาสสองครั้ง เพราะที่โรงแรมโอเรียนเต็ลจะพาพนักงานไปประชุมสัมมนากันที่สวนโมกขพลาราม อ.ไชยา จ.สุราษฎร์ธานี ทุกปี ท่านก็สอนว่า จะทำงานอย่างไรให้มีความสุข ตอนนั้นเราไม่รู้ว่าท่านคือใคร นี่คือปัญหาของคนโง่ๆ อย่างเรา ท่านมีไก่อยู่ตรงม้าหิน เราก็นั่งอยู่ตรงทรายใกล้ๆ กับม้าหิน เราก็ฟังท่านไปเถอะ รู้เรื่องบ้างไม่รู้เรื่องบ้าง เพราะมันยังไม่ถึงเวลา แต่ก็ชื่นชมท่านมาก แล้วตอนนั้นยังไม่ได้สนใจธรรมะ เป็นคนขี้ทุกข์ เป็นคนขี้เศร้า เป็นคนเจ้าปัญหา ปุจฉาตลอดเวลา"
 
                           แล้วมาสนใจธรรมะเมื่อไร 
 
                           เธอเล่าว่า เมื่อประมาณไม่ถึง 10 ปีนี้เอง แต่หลังจากปฏิบัติธรรม ชีวิตอ่อนวัยลง
 
                           "ตอนที่ตัดสินใจบวชชี ก็บอกคุณแม่ชีศันสนีย์ว่า ส่วนตัวใจไปแล้ว 50% แต่ต้องขอไปปรึกษาสามีก่อนอีก 50% เพราะสามีเป็นฝรั่ง เขาเคยบอกเราว่า วันดี เธอจะทำอะไรก็ได้ ขออย่างเดียว อย่าโกนผม เราก็เลยเป็นแผลอยู่ในใจว่า คนที่อยู่กับเราเขาต้องมีความสุขด้วย อย่าทำอะไรที่มันตึงจนเกินไป เพราะฉะนั้น คนข้างเคียงสำคัญมาก ก็เก็บการที่คุยกับคุณแม่ไว้ในใจ ตอนที่ท่านชวน แล้วไปภาวนาที่วัดหนองป่าพง จ.อุบลราชธานีวันที่ 15-16 มกราคม 2555 ครบรอบมรณภาพหลวงปู่ชา สุภัทโท 20 ปีพอดี กลับมาอีกเดือนหนึ่ง 14 กุมภาพันธ์ เป็นวันแห่งความรัก ก็โทรศัพท์ไปคุยกับสามี เขาถามว่าอยากได้อะไรปีนี้ ก็บอกเขาไปว่า ไม่อยากได้อะไรเลย แต่สิ่งที่อยากได้ ก็ไม่รู้ว่าเธอจะให้หรือเปล่า สามีถามอีกว่า แล้วเธออยากได้อะไรล่ะ ก็บอกไปว่า จำได้ไหม เธอบอกว่า ไม่อยากให้ฉันเป็นแม่ชี วันนี้เป็นวันแห่งความรัก เราจะขอบวชที่อินเดียเดือนมีนาคม-เมษายน ก็อธิบายรายละเอียดให้สามีฟัง เขาก็เงียบไป 10 นาที เรารู้ว่าเขาจะตอบยากนะ แล้วเขาก็ตอบมาว่า ทำสิ ทำในสิ่งที่เธอฝัน เราเลยบอกว่า ถ้าอยู่ใกล้ๆ นะ จะเข้าไปกอด และกราบ"
 
                           วันดีบอกว่า เป็นปกติทุกวันที่ 31 ธันวาคม ของทุกปีจะกราบสามี 
 
                           "เขาน่ารักตรงที่ว่า เขาไม่ได้นับถือพุทธ แต่ตอนนี้เขาก็ 80 เปอร์เซ็นต์แทบจะเป็นพุทธ มาทางเราเยอะมาก ที่บ้านมีห้องพระ ซึ่งทำเป็นที่พักของพระด้วย เป็นห้องที่น่ารักมาก สามีเรียกว่า เป็นวัดน้อยๆ ของเขา มีพระมาพักที่บ้านเกือบ 20 รูปแล้วในช่วง 20 กว่าปีที่ผ่านมา เราขอบคุณเขา ที่เขาให้โอกาสเราบวช เราโชคดีที่มีคนรักเข้าใจ คิดเหมือนกัน ทำอะไรคล้ายๆ กันมันก็จะรักกันเอง มันไม่มีการขัดแย้ง  
 
                           เพราะฉะนั้น ธรรมะ ไม่มีการขัดแย้ง ธรรมะไม่มีคำว่าตึง ธรรมะไม่มีคำว่าหย่อน ธรรมะก็คือ ธรรมชาติ คือมันไปกับเรา ไม่ยากหรอก"
 
                           วันที่บวชเป็นอย่างไรบ้าง ความรู้สึก ?
 
                           "เรามักจะได้ยินกันว่าคนที่ไปบวช ไม่อกหัก รักคุด ก็ผัวตาย หรือไม่ก็ไปบวชเพราะไม่มีอะไรจะทำ แต่พอเราไปบวชก็พบว่า การเป็นแม่ชี มีอะไรให้เราได้สัมผัสหลายอย่าง ได้เรียนรู้ทุกแบบอย่าง ตอนปลงผม คุณแม่ชีศันสนีย์มาจับผม แล้วบอกว่า พี่วันดี ปลงแล้วนะ เท่านั้นเอง ความรู้สึกของเราคือ แม่เรายืนตัดผมให้เรา มันเป็นความรู้สึกที่...ใครไม่ได้สัมผัสไม่มีทางรู้ได้ เราปีติ และดีใจที่เราเป็นผู้หญิงคนหนึ่งที่ได้บวชให้พ่อให้แม่ ซึ่งคุณพ่อจากไปตั้งแต่เราอายุ 5 ขวบ คุณแม่ก็เสียไปตอนที่เราอยู่ฟิลิปปินส์ 
 
                           ระหว่างที่ปลงผม เรานั่งสมาธิ เราคิดถึงทุกคนที่เรารัก เราจะทำอะไรให้กับคนที่มีบุญคุณกับเราได้อย่างไร เพราะฉะนั้น ขณะที่เราปลงผม เรานึกถึงพ่อแม่ นึกถึงคนที่มีบุญคุณกับเรา นั่นล่ะ วิเศษที่สุดเลย 
 
                           หลังจากปลงผมก็ตึงศีรษะไปทั้งวัน ต้องมีการทาที่หนังศีรษะแต่เราไม่เคยรู้ เลยไม่ได้ทาจึงเจ็บมาก อากาศก็ร้อน หนังศีรษะจับไม่ได้เลย ชาอยู่สองวัน แต่เราก็เห็นความงดงามของการบวชอยู่มากทีเดียว จากคนที่มีอีโก้สูง พอตัดผมออก ตัดคิ้วออก ผู้หญิงทุกคนแน่ใจเลยว่า รักผม รักคิ้ว แต่พอถึงวันนั้น เราเสียสละได้ทุกอย่าง เพื่อคนที่เรารัก พออยู่ตรงนั้น เราก็พูดกับทุกคนว่า เราจะตั้งใจปฏิบัติและทำให้ดีที่สุดเท่าที่ลูกผู้หญิงคนหนึ่งจะทำได้"
 
                           และ ณ ตอนนี้ เธอบอกว่า ...เราเป็นพุทธโดยกำเนิด คือเกิดใหม่เต็มร้อยแล้วค่ะ
 
 
 
 
---------------------------
 
(คุยนอกกรอบ : ผู้หญิง คือ ที่พึ่ง : โดย...มนสิกุล โอวาทเภสัชช์)