
จับตา'ครม.'กับ2เส้นทางเดินของ'ประยุทธ์'
จับตา'ครม.'ใต้โครงสร้างคสช. กับ2เส้นทางเดินของ'ประยุทธ์' : ทีมข่าวความมั่นคงรายงาน
แม้ว่าโรดแม็พการบริหารประเทศของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ในระยะที่ 2 คือ การแต่งตั้งนายกรัฐมนตรี และคณะรัฐมนตรี (ครม.) จะยังไม่เกิดขึ้น แต่ทุกวันอังคารเวลา 09.00 น. พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผบ.ทบ. จะนั่งหัวโต๊ะเป็นประธานการประชุมคสช. เพื่อขับเคลื่อนนโยบายทุกด้านของประเทศ ซึ่งไม่แตกต่างจากการ "ประชุมครม." นั่นเอง โดยในที่ประชุมจะมี พล.อ.ประยุทธ์ หัวหน้า คสช. ซึ่งมีสถานะเทียบเท่า "นายกรัฐมนตรี" เป็นผู้กำกับดูแลนโยบายและสั่งการ ขณะที่ผู้บัญชาการเหล่าทัพที่ทำหน้าที่เป็นรองหัวหน้าคสช. มีสถานะเทียบเท่า "รองนายกรัฐมนตรี" ควบคุมดูแลงานในแต่ละฝ่าย ประกอบด้วย
1. พล.อ.ธนะศักดิ์ ปฏิมาประกร ผู้บัญชาการทหารสูงสุด (ผบ.ทสส.) เป็นหัวหน้าฝ่ายความมั่นคง มี พล.อ.อักษรา เกิดผล เสนาธิการทหารบก (เสธ.ทบ.) เป็นรองหัวหน้าฝ่ายดูแล 4 กระทรวง คือ กลาโหม,มหาดไทย, ต่างประเทศ, เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที)
2. พล.ร.อ.ณรงค์ พิพัฒนาศัย ผู้บัญชาการทหารเรือ (ผบ.ทร.) เป็นหัวหน้าฝ่ายสังคมและจิตวิทยา มี พล.ท.สุรเชษฐ์ ชัยวงศ์ รองเสธ.ทบ. เป็นรองหัวหน้าฝ่ายดูแล 7 กระทรวง คือ ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม, ศึกษาธิการ, สาธารณสุข, วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี, วัฒนธรรม, พัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์, การท่องเที่ยวและกีฬา
3. พล.อ.อ.ประจิน จั่นตอง ผู้บัญชาการทหารอากาศ (ผบ.ทอ.) เป็นหัวหน้าฝ่ายเศรษฐกิจ มี พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ ผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารบก (ผช.ผบ.ทบ.) เป็นรองหัวหน้าฝ่ายดูแล 7 กระทรวง คือ คลัง, พาณิชย์, อุตสาหกรรม, เกษตรและสหกรณ์, พลังงาน, แรงงาน, คมนาคม
4. พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา ผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารบก (ผช.ผบ.ทบ.) เป็นหัวหน้าฝ่ายกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม มี พล.ท.ฉัตรเฉลิม เฉลิมสุข รองเสธ.ทบ. เป็นรองหัวหน้าฝ่ายรับผิดชอบ 3 หน่วยงาน คือ กระทรวงยุติธรรม, สำนักงานอัยการสูงสุด และสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.)
5. พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว อดีตผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) ที่ถูกย้ายไปเป็นที่ปรึกษาสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นหัวหน้าฝ่ายกิจการพิเศษ มี พล.ท.สุชาติ หนองบัว ผู้ช่วยเสธ.ทบ. เป็นรองหัวหน้าฝ่ายรับผิดชอบ 20 หน่วยงาน อาทิ สำนักงานเลขาธิการนายกรัฐมนตรี(สลน.), สำนักงานเลขาธิการคณะรัฐมนตรี (สลค.), สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา, สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.), สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.), สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.), กรมประชาสัมพันธ์ เป็นต้น
6. พล.อ.อุดมเดช สีตบุตร รองผู้บัญชาการทหารบก (รองผบ.ทบ.) ในฐานะเลขาธิการคสช. รับผิดชอบดูแล "หน่วยขึ้นตรงหัวหน้าคสช." ได้แก่ กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.), สำนักงานตำรวจแห่งชาติ(สตช.), สภาความมั่นคงแห่งชาติ(สมช.), สำนักข่าวกรองแห่งชาติ(สขช.) โดยมี พล.ท.ชาติอุดม ติตถะสิริ รองเสธ.ทบ. เป็นรองเลขาธิการคสช.
โครงสร้างการทำงานดังกล่าวเป็นโครงสร้างการดำเนินการตามโรดแม็พระยะที่ 1 ของคสช. ซึ่งน่าสนใจว่า ในระยะเวลาอีกประมาณ 3 เดือนข้างหน้า คสช.จะเข้าสู่การดำเนินการระยะที่ 2 คือ มีนายกรัฐมนตรี และรัฐบาลบริหารประเทศอย่างเป็นทางการ บทบาทของ พล.อ.ประยุทธ์ รวมทั้งผบ.เหล่าทัพคนอื่นจะเป็นอย่างไรต่อไป เพราะทั้งหมดล้วนถึงวาระเกษียณอายุราชการทั้งสิ้น
กล่าวเฉพาะทางเลือกของ พล.อ.ประยุทธ์ มีอยู่ 2 แนวทางด้วยกัน แนวทางที่ 1 คือ การ "ต่ออายุราชการ" ในตำแหน่งผบ.ทบ. เพื่อประคับประคองสถานการณ์ทางด้านความมั่นคง และอีกด้านเพื่อป้องกัน "แรงกระเพื่อม" ในกองทัพที่อาจเกิดขึ้นได้จากการแต่งตั้งนายทหารคนใดคนหนึ่งขึ้นเป็นผบ.ทบ.
แนวทางที่ 2 พล.อ.ประยุทธ์ เลือกแต่งตั้งนายทหารที่ไว้วางใจขึ้นมาเป็นผบ.ทบ. แทน โดยหากพิจารณาจากบทบาทการทำงานในปัจจุบัน และเส้นทางอายุราชการจะพบว่า มีแคนดิเดต 3 คน คือ พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ ผช.ผบ.ทบ. (เพื่อนร่วมรุ่นตท.12 ของพล.อ.ประยุทธ์), พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา ผช.ผบ.ทบ. (ตท.15) และ พล.อ.อุดมเดช สีตบุตร รองผบ.ทบ. (ตท.12)
อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมารายชื่อที่ถูกจับตามองมากที่สุด คือ พล.อ.อุดมเดช และพล.อ.ไพบูลย์ ซึ่งรายแรกเติบโตมาจากสาย "บูรพาพยัคฆ์" ขณะที่รายหลังเป็น "วงศ์เทวัญ" ขนานแท้ โดย พล.อ.อุดมเดช เป็นชื่อที่กะเก็งกันมาโดยตลอด แต่กับเวลาที่เหลืออีก 3 เดือนก็ยังไม่มีความแน่นอนว่า สุดท้ายแล้ว พล.อ.ประยุทธ์ จะเลือกแนวทางใด ซึ่งทั้งหมดขึ้นอยู่กับ "สถานการณ์" เป็นหลัก
ทั้งนี้ทางเลือกหนึ่งที่พูดถึงกัน คือ การลดแรงเสียดทานในกองทัพ ซึ่งอาจตัดสินใจให้ พล.อ.อุดมเดช ขึ้นมาเป็น ผบ.ทบ. ส่วน พล.อ.ไพบูลย์ อาจจะขึ้นไปเป็นปลัดกระทรวงกลาโหม และ พล.อ.ฉัตรชัย อาจขยับขึ้นกินอัตราจอมพลในตำแหน่งรองผบ.ทบ.
หรืออาจจะเลือกแนวทางที่สร้างหลักประกันให้แก่ พล.อ.ประยุทธ์ มากที่สุด คือ ต่ออายุราชการในตำแหน่งผบ.ทบ. และอาจจะควบตำแหน่ง "นายกรัฐมนตรี" ไปด้วย !!
สมมุติว่า พล.อ.ประยุทธ์ เลือกแนวทางดังกล่าว คาดกันว่า หน้าตาของคณะรัฐมนตรี (ครม.) น่าจะไม่หนีไปจากโครงสร้างคสช.ในปัจจุบัน โดย พล.อ.ธนะศักดิ์ ที่ดูแลความมั่นคง อาจถูกวางตัวดำรงตำแหน่ง "รองนายกรัฐมนตรี" ดูแลงานด้านความมั่นคง, พล.ร.อ.ณรงค์ อาจถูกวางตัวให้เป็น "รองนายกรัฐมนตรี" ดูแลงานด้านสังคมและจิตวิทยา
ส่วน พล.อ.อ.ประจิน อาจจะเป็น "รองนายกรัฐมนตรี" ดูแลงานด้านเศรษฐกิจ ขณะที่รัฐมนตรีในกระทรวงต่างๆ ส่วนหนึ่งน่าจะมาจากทีม "ที่ปรึกษา" ของคสช. เช่น
พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา อดีตผบ.ทบ. อาจเข้ามาเป็น รมว.กลาโหม และพล.อ.ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ อดีตรองผบ.ทบ. อาจเข้ามาเป็น รมว.มหาดไทย เพื่อเดินหน้าเรื่องมวลชน และการปรองดอง
พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ อดีตรมว.กลาโหม อาจจะเข้ามาเป็นที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี ส่วน พล.อ.อ.อิทธพร ศุภวงศ์ อดีตผบ.ทอ. อาจเข้ามาดูแลงานในกระทรวงคมนาคม โดยมี ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล, นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ และนายณรงค์ชัย อัครเศรณี เข้ามาร่วมดูแลด้านเศรษฐกิจด้วย ซึ่งต้องบอกว่าน่าสนใจไม่น้อยสำหรับรูปร่าง และหน้าตาคณะรัฐมนตรีในฉบับของ คสช.
..................................
(หมายเหตุ : จับตา'ครม.'ใต้โครงสร้างคสช. กับ2เส้นทางเดินของ'ประยุทธ์' : ทีมข่าวความมั่นคงรายงาน)



