
นิทานสอนไทย
นิทานสอนไทย : วันเว้นวัน จันทร์ พุธ ศุกร์ กับ ประภัสสร เสวิกุล
ลองถามคนรุ่นราวคราวเดียวกันหลายคน ว่า นิทานเรื่องไหนที่เคยฟังมาในสมัยที่ยังเป็นเด็กและคิดว่ามีอิทธิพลต่อสังคมไทยเป็นอย่างมาก คำตอบที่ได้รับมากที่สุดก็คือ เรื่องปลาบู่ทอง เจ้าหญิงนิทรา และคนตัดไม้กับเทพารักษ์ ซึ่งเรื่องแรกเป็นนิทานพันธุ์ไทย เรื่องที่สองเป็นนิทานพันธุ์เทศ และเรื่องที่สามเป็นนิทานพันทาง
ปลาบู่ทอง เป็นนิทานไทยที่รู้จักกันอย่างแพร่หลาย เพราะเป็นเรื่องที่ครบรสชาติ ทั้งเจ้าหญิงเจ้าชาย เมียหลวงเมียน้อย อภินิหาร ความรัก ความกตัญญู โศกรันทด ความอิจฉาริษยา และความสะใจ ซึ่งแม้กระทั่งทุกวันนี้ ละครโทรทัศน์โดยทั่วไปของไทยก็ยังมีโครงเรื่องและเนื้อหาในทำนองของปลาบู่ทองอยู่ เพียงแต่ปรับเปลี่ยนเหตุการณ์ในเรื่องให้เข้ากับยุคสมัยเท่านั้น
นิทานเรื่องปลาบู่ทอง คงเป็นเช่นเดียวกับนิทานหลายๆ เรื่องของไทยในสมัยก่อน ที่มุ่งให้ความบันเทิงและสนุกสนานเร้าใจ แต่ก็สอดแทรกค่านิยมบางอย่างไว้ด้วย ซึ่งค่านิยมในนิทานเรื่องนี้ก็คือ ความกตัญญูที่นางเอื้อยมีต่อมารดา แต่ในขณะเดียวกันนิทานก็เต็มไปด้วยความรุนแรงและพฤติกรรมที่ไม่ดีของตัวละคร ของสามีที่ทำร้ายภรรยาหลวงจนเสียชีวิต การอิจฉาริษยาและกลั่นแกล้งรังแกลูกเลี้ยง การคดโกง แม้กระทั่งผลลัพธ์ที่แม่เลี้ยงได้รับ ซึ่งออกจะเป็นเรื่องที่รุนแรงเกินไปสำหรับการรับรู้รับฟังของเด็กๆ และเป็นการเพาะนิสัยนิยมความรุนแรง และพฤติกรรมด้านลบแก่เด็กและเยาวชนในทางอ้อม
เจ้าหญิงนิทรา เป็นนิทานฝรั่งที่คนไทยรู้จักดี ทั้งที่เนื้อเรื่องไม่สู้จะสลับซับซ้อนเท่าปลาบู่ทอง แต่ก็เป็นเรื่องของแม่เลี้ยงกับลูกเลี้ยงเช่นเดียวกัน แฝงด้วยเวทมนตร์คาถา และแม่มดกับเจ้าชาย กับฉากสำคัญของเรื่องที่เจ้าหญิงฟื้นจากนิทรา เมื่อได้รับการจุมพิตจากเจ้าชายรูปงาม ซึ่งเป็นที่ประทับใจของสาวๆ ทั้งหลาย และเป็นความฝันเฟื่องของผู้หญิงส่วนหนึ่งที่ฝากอนาคตไว้กับผู้ชายที่มั่งคั่งร่ำรวย เพื่อการมีชีวิตที่สะดวกสบาย และเลื่อนสถานะทางสังคมของตัวเอง มากกว่าการตั้งหน้าตั้งตาศึกษาเล่าเรียน และทำงานสร้างเนื้อสร้างตัวด้วยตนเอง
เรื่องที่สามคือ คนตัดไม้กับเทพารักษ์ เป็นนิทานพันทาง ที่นำเค้าเรื่องนิทานต่างประเทศมาดัดแปลงให้เป็นเรื่องแบบไทยๆ เจตนารมณ์ที่แท้จริงต้องการที่จะแสดงถึงความซื่อสัตย์ แต่ในทางกลับกันก็ให้ภาพของการงอมืองอเท้าไม่ดิ้นรนขวนขวายช่วยตัวเอง การรอความช่วยเหลือจากผู้อื่น ซึ่งหากมองดูสภาพของคนในสังคมไทยทุกวันนี้ ก็จะพบว่ามีลักษณะจากคนตัดไม้ในนิทานเรื่องนี้ ที่ส่วนใหญ่มักจะยอมจำนนต่อปัญหาที่เกิดขึ้นกับตนเองหรือสังคม และร่ำร้องโหยหาคนที่มีอำนาจวาสนาหรืออัศวินม้าขาวให้มาช่วยแก้ปัญหาให้ สังคมไทยจึงมีลักษณะเหมือนเด็กที่ไม่รู้จักโตหรือรู้จักการช่วยเหลือตัวเอง แต่ต้องพึ่งพาความช่วยเหลือจากคนอื่น
พื้นฐานส่วนหนึ่งของสังคมนั้น มาจากนิทาน เรื่องเล่าขาน และตำนานต่างๆ ซึ่งนำไปสู่คติชนนิยม ทัศนคติ และวิถีการดำเนินชีวิตของผู้คน การที่นิทานทั้งสามเรื่อง รวมทั้งนิทานเรื่องอื่นๆ เช่น ศรีธนญชัย หรือขุนช้าง-ขุนแผน ฯลฯ จะมีอิทธิพลต่อความคิดและพฤติกรรมของคนไทย ย่อมไม่ใช่เรื่องที่แปลกอะไร หากคำถามคงอยู่ที่ทำอย่างไรเราจึงจะทำให้คนไทยออกจากโลกของนิทานเก่าๆ เหล่านั้น มาสู่โลกของความเป็นจริงในปัจจุบัน และมีค่านิยมที่ถูกต้อง นับถือความสามารถของตนเอง สร้างตัวด้วยลำแข้งของตนเอง ไม่อิจฉาริษยาผู้อื่น และหาทางแก้ไขปัญหาต่างๆ ด้วยสติปัญญาของตน



