ข่าว

'พิทักษ์ทรัพยากรแผ่นดิน'ยุคคสช.ปราบแก๊งทำลายป่า

'พิทักษ์ทรัพยากรแผ่นดิน'ยุคคสช.ปราบแก๊งทำลายป่า

18 มิ.ย. 2557

'พิทักษ์ทรัพยากรแผ่นดิน'ยุคคสช. ยุทธการปราบแก๊งทำลายป่า

                สถานการณ์ของการตัดไม้ทำลายป่าอย่างต่อเนื่องในอดีตในหลายพื้นที่ทั่วประเทศไทย ทำให้ป่าไม้ลดลงอย่างรวดเร็ว ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อความสมดุลทางธรรมชาติ, และวิถีชีวิตของประชาชนโดยเฉพาะชาวเกษตรกร, ชาวไร่, ชาวนา ซึ่งเป็นประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศ ไม่ว่าจะเป็นปัญหาน้ำท่วม น้ำป่าไหลหลาก ฝนแล้ง ฝนไม่ตกตามฤดูกาล เป็นต้น

                การบุกรุกพื้นที่ป่าในหลายพื้นที่ เป็นเงื่อนไขของความขัดแย้งในสังคม ระหว่างกลุ่มผู้บุกรุกและเจ้าหน้าที่ของรัฐอยู่ตลอดเวลา ซึ่งหากปัญหาต่างๆ ไม่ได้รับการแก้ไข ความขัดแย้งอาจจะพัฒนาไปสู่ความแตกแยกของคนในชาติได้ ทำให้ไม่เกิดความเป็นสันติภาพรวมทั้งวิกฤติการณ์ของความสมดุลของสภาวะแวดล้อม อันเนื่องมาจากการทำลายป่าไม้อย่างไม่หยุดยั้ง

                ด้วยปัญหาดังกล่าวทำให้ คณะรักษาความสงบแห่งชาติ หรือ คสช. ได้ออกประกาศฉบับที่ 64/2557 เมื่อวันที่ 14 มิถุนายน 2557 ให้เร่งปราบปราม จับกุมตัวผู้กระทำผิดที่ลักลอบตัดไม้ทำลายป่า รวมทั้งเข้าควบคุม ตรวจสอบ การตั้งโรงงานแปรรูป สืบสวนคดีป่าไม้ และเร่งฟื้นฟูป่าไม้ให้เร็วที่สุด โดยมอบหมายให้กระทรวงกลาโหม กระทรวงมหาดไทย สำนักงานตำรวจแห่งชาติ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กองกำลังรักษาความสงบเรียบร้อย กองกำลังป้องกันชายแดนของกองทัพบก กองทัพเรือ ตลอดจนหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐ เอกชน ไปดำเนินการ

                ทั้งนี้ ที่ประชุมได้มีการมอบหมายให้ พล.ต.อ.เฉลิมเกียรติ ศรีวรขาน จเรตำรวจแห่งชาติ เข้ามาดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการศูนย์ป้องกันและปราบปรามการกระทำผิดเกี่ยวกับทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม พร้อมวางนโยบายต่อปัญหาใหญ่ของชาติในครั้งนี้ด้วย

                ที่ประชุมได้มีการหารือบูรณาการการทำงานการปราบปรามการกระทำผิดเกี่ยวกับทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ตามยุทธการ "พิทักษ์ทรัพยากรแผ่นดิน" ระดมกวาดล้าง ปิดล้อม ตรวจค้นจับกุม ขยายผลแบบถอดรากถอนโคน ตลอดจนการฟื้นฟูสภาพป่าที่สูญเสียไป ตั้งแต่วันที่ 18 มิถุนายน-17 กรกฎาคม 2557 รวม 1 เดือน
 
                พร้อมกันนี้ พล.ต.อ.เฉลิมเกียรติ ยังได้ประกาศเดินเครื่อง 4 ด้านคือ ด้านลักลอบตัดไม้ทำลายป่า ด้านบุกรุกป่าและที่สาธารณะ ด้านค้าสัตว์ป่าและพันธุ์พืชหวงห้าม และด้านทำลายทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เพื่อป้องกันปราบปรามการกระทำความผิด ที่แบ่งเป็น 3 ยุทธศาสตร์ ประกอบด้วย...

                ยุทธศาสตร์ที่ 1 ด้านการป้องกันและแสวงหาความร่วมมือ ยุทธศาสตร์ที่ 2 ด้านการสืบสวนปราบปราม ยุทธศาสตร์ที่ 3 ด้านการบริหารจัดการ กำหนดให้ทุกท้องที่สำรวจข้อมูลด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ที่เป็นจริง ณ ปัจจุบัน แล้วนำมากำหนดเป็นพื้นที่เฝ้าระวัง โดยแบ่งเป็น 3 ระดับ ได้แก่

                ...พื้นที่เฝ้าระวังมาก (พื้นที่สีแดง) คือ พื้นที่ที่มีการกระทำผิดอย่างรุนแรง พื้นที่เฝ้าระวังปานกลาง (พื้นที่สีเหลือง) คือ พื้นที่ที่มีการกระทำผิดระดับปานกลาง พื้นที่เฝ้าระวังทั่วไป (พื้นที่สีเขียว) คือ พื้นที่ที่มีทรัพยากรอยู่ แต่ยังไม่มีข้อมูลการกระทำผิด แต่ต้องคอยเฝ้าระวัง

                "ตามยุทธการนี้ ได้เพิ่มความเข้มในการดำเนินการ โดยกำหนดให้เข้าดำเนินการทั้งด้านการป้องกันและการปราบปรามในพื้นที่เฝ้าระวังมาก เป็นการเร่งด่วน โดยบูรณาการทุกภาคส่วนเข้ามามีส่วนร่วม โดยเน้นมาตรการแก้ไขปัญหาระยะยาวและยั่งยืน ในด้านการป้องกัน เน้นการสร้างจิตสำนึก ปลูกฝังความคิด ดึงภาคประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในการปกป้อง ดูแลรักษา พัฒนา และฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติในพื้นที่ ไม่ตกเป็นเครื่องมือของนายทุน" พล.ต.อ.เฉลิมเกียรติ กล่าวถึงการดึงประชาชนในพื้นที่เข้ามาร่วมและสร้างจิตสำนึกท้องถิ่นให้เกิดขึ้น ถือเป็นหัวใจสำคัญอีกประการในการแก้ปัญหายั่งยืนและต่อยอดให้ยุทธศาสตร์บรรลุผลสำเร็จได้

                นอกจากนี้ ยังเสริมสร้างด้วยโครงการพิเศษ อาทิ การปลูกไม้หวงห้าม เช่น ไม้พะยูง ชิงชัน ไม้สัก เป็นต้น ทดแทนทั่วประเทศ 1,000,000 ต้น ภายใน 1 เดือน โดยกำหนดให้รับผิดชอบจังหวัดละ 10,000 ต้น รวม 750,000 ต้น และ กต.ตร. ร่วมกับภาคธุรกิจเอกชนและอาสาสมัครภาคประชาชน ร่วมกันปลูกจำนวนที่เหลือจนครบ 1,000,000 ต้น หรือการบวชป่า อย่างน้อย 75,000 ต้น ทั่วประเทศ อีกทั้งผลักดันข้อต่อสำคัญ คือ จัดกิจกรรมสร้างเครือข่ายอาสาสมัครพิทักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมทั้ง 4 ด้าน จำนวน 100,000 คน เป็นหูเป็นตาและขับเคลื่อนภารกิจ

                สำหรับการแก้ไขเรื่องการล่า-ค้าสัตว์ป่า เน้นการประชาสัมพันธ์เชิงรุก เปลี่ยนทัศนคติ โดยให้เล็งเห็นถึงความสำคัญของสัตว์ป่าตามธรรมชาติ และความเชื่อผิดๆ เกี่ยวกับการรับประทานเนื้อสัตว์เป็นยาชูกำลัง มีการรณรงค์ต่อต้านการค้าสัตว์ป่าและการใช้ผลิตภัณฑ์ที่ทำจากสัตว์ป่า

                ส่วนมาตรการปราบปรามที่ทำอยู่ในปัจจุบัน และต่อเนื่องอีกก็คือปราบปรามกวาดล้าง ปิดล้อม ตรวจค้น ทลายแหล่งพักเก็บแหล่งซุกซ่อน โรงเลื่อย โรงค้า โรงงานแปรรูปไม้ สถานที่จำหน่ายไม้และผลิตภัณฑ์ที่ทำจากไม้ผิดกฎหมาย ตลาดนัดที่มีการลักลอบจำหน่ายสัตว์ป่า ซากสัตว์ป่า และพันธุ์พืชหวงห้าม โดยให้มีการสืบสวนสอบสวนขยายผลทุกคดี ทำลายเครือข่าย ตัวการ ผู้สนับสนุน ผู้อยู่เบื้องหลัง ผู้เกี่ยวข้องทุกคน แบบถอดรากถอนโคน พร้อมจัดทำบัญชีผู้เกี่ยวข้องและสถานประกอบการที่เกี่ยวข้องด้วย เรียกว่าขึ้น "แบล็กลิสต์" ไว้

                มาตรการเข้มอีกอัน คือ ใช้มาตรการทางกฎหมายฟอกเงิน และภาษี มาใช้บังคับ ตัดวงจรทางการเงิน และกำชับไม่ให้ข้าราชการเข้าไปมีส่วนร่วมหรือสนับสนุน หากพบจะดำเนินการทางกฎหมายอาญาและวินัยอย่างเด็ดขาด นอกจากนั้น ยังสร้างแรงจูงใจผู้ปฏิบัติงานพิทักษ์ทรัพยากรแผ่นดิน สถานีใดมีผลการจับกุมโดดเด่น มีผลการจับกุมเกิน 20 ราย จะมอบรางวัลและประกาศเกียรติคุณ รวมทั้งคัดเลือกให้เป็นตัวอย่างในการดำเนินการของท้องที่อื่น
                
                สถานการณ์การลักลอบตัดไม้ทำลายป่ายังคงวิกฤติมาก โดยเฉพาะไม้พะยูง ถือว่าเป็นอันดับต้นๆ ที่มีการลักลอบตัดมากที่สุดในตอนนี้ จากในอดีตที่เคยเป็นไม้สัก ไม้กฤษณา แต่ปรากฏว่าในช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมาความต้องการของไม้พะยูงมีสูงมากในแถบประเทศจีน เวียดนาม ถึงขั้นมีนายทุนจากต่างชาติเข้ามาสร้างเครือข่ายในไทยขึ้นมา

                ขณะเดียวกัน กรมป่าไม้ได้รวบรวมรายชื่อผู้มีส่วนเกี่ยวข้องกับขบวนการบุกรุกและตัดไม้ทำลายป่า ทั้งเจ้าหน้าที่ของรัฐ ผู้มีอิทธิพล นักการเมืองท้องถิ่น และนายทุนต่างชาติ ประมาณ 30-40 คน ส่งให้ คสช.เร่งจัดการเป็นการด่วน

                ต้องยอมรับว่าปัญหาสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรธรรมชาติของประเทศที่นับวันถูกบุกรุกและมีอัตราการร่อยหรอลงอย่างน่าตกใจ ส่วนหนึ่งมาจากอิทธิพลของกลุ่มนายทุนและนักการเมือง อีกส่วนมาจากการหย่อนยานบังคับใช้กฎหมาย และเจ้าหน้าที่ของรัฐไปสมรู้ร่วมคิดกระทำผิดกฎหมายเสียเอง 

                ดังนั้น ปฏิบัติการตามยุทธศาสตร์ "พิทักษ์ทรัพยากรแผ่นดิน" ในช่วงวางแผนเข้มข้นปราบปรามจริงจัง จำเป็นต้องได้รับความร่วมมือจากเจ้าหน้าที่รัฐของทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้ามาร่วมบูรณาการการทำงานตามยุทธศาสตร์ให้เกิดผลเชิงปฏิบัติตามเป้าหมาย

                "หากผู้ใดพบการลักลอบทำลายทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม แจ้งศูนย์ป้องกันปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ได้ทันทีที่สายด่วน 1136 เพื่อความสมบูรณ์ของผืนป่าในประเทศไทยที่นับวันจะถูกทำลายลงไปเรื่อยๆ" พล.ต.อ.เฉลิมเกียรติ กล่าวฝากไปยังคนไทยช่วยกันคืนความสุขให้ธรรมชาติ