
28วันไฟฟ้าใต้ยัง'หลอน'จับตาปลุกผี'พลังถ่านหิน'
28วันไฟฟ้าใต้ยัง'หลอน' จับตาปลุกผี'พลังถ่านหิน' : สมชาย สามารถ /คณิตา สีตองรายงาน
ผ่านมาแล้วเกือบสัปดาห์กับการรณรงค์ลดการใช้ไฟฟ้าภาคใต้ หลังแหล่งก๊าซเจดีเอไทย-มาเลเซีย หยุดซ่อมท่อระหว่างวันที่ 13 มิถุนายน-10 กรกฎาคม รวม 28 วัน ยิ่งเมื่อประเมินจากภาพรวมระยะเวลาที่ยังเหลืออยู่ ก็ถือว่ายังสุ่มเสี่ยงยิ่งนัก
การงดจ่ายก๊าซธรรมชาตินานเกือบเดือนครั้งนี้ ส่งผลให้ปริมาณก๊าซธรรมชาติที่รับมาจากแหล่งเจดีเอหายไปประมาณ 420 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน แม้แต่จ่ายให้โรงไฟฟ้าจะนะ อ.จะนะ จ.สงขลา ก็ยังมีปัญหา และต้องหยุดเดินเครื่อง
กระนั้นทางรอดที่เหลืออยู่จึงหนีไม่พ้น ต้องวางเป้าการลดใช้ไฟฟ้าที่ 250 เมกะวัตต์ จากความต้องการใช้ไฟฟ้าสูงสุดในภาคใต้อยู่ที่ 2,450 เมกะวัตต์ ในขณะที่ขีดความสามารถจ่ายไฟฟ้าอยู่ที่ 2,306 เมกะวัตต์
ทีมข่าวได้ตรวจสอบความคืบหน้าเรื่องนี้ โดย นายพรเทพ โชตินุชิต ผู้อำนวยการฝ่ายกลยุทธ์และสื่อสารองค์กร สำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) โดยให้ข้อมูลว่า หลังจากคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติมีมติจ่ายค่าชดเชยให้แก่ภาคอุตสาหกรรมที่เข้าร่วมโครงการลดการใช้ไฟฟ้าในภาคใต้ 4 บาทต่อหน่วย จนทำให้ตัวเลขภาคอุตสาหกรรมที่เข้าร่วมโครงการเพิ่มขึ้น จากเดิมเมื่อวันที่ 6 มิถุนายน ที่ผ่านมา แค่ 100 กว่าเมกะวัตต์ มาเป็น 193 เมกะวัตต์ ถือเป็นตัวเลขที่สามารถบริหารจัดการได้ แม้จะไม่ได้ตามเป้าหมายที่ 250 เมกะวัตต์ ในขณะที่ปริมาณการไฟฟ้าที่จ่ายจากภาคกลาง 700 เมกะวัตต์ ตัวเลขล่าสุดเมื่อวันที่ 16 มิถุนายน อยู่ที่ 600 กว่าเมกะวัตต์ แต่ยังไม่ถึง 700 เมกะวัตต์ ตามที่ตั้งเป้าไว้
"ในช่วงแรกตัวเลขโหลดมันดูพรวดพราดขึ้นมา แต่เมื่อผ่านมาระยะหนึ่งก็นิ่งในระดับหนึ่ง ถ้าตัวเลขยังอยู่ในระดับนี้ตลอด 28 วัน ก็ไม่น่าเป็นห่วงว่าจะมีไฟฟ้าดับ หรือต้องใช้แผนการหมุนเวียนดับไฟในบางพื้นที่ 19 โซน เป็นมาตรการรับมือไว้ ยกเว้นมีเหตุการณ์สุดวิสัยเกิดขึ้นในช่วงนี้ สถานการณ์ตอนนี้ถือว่าเอาอยู่" นายพรเทพย้ำ
แหล่งข่าวระบุว่า ล่าสุดไทยได้ซื้อไฟฟ้าสำรองจากมาเลเซียไม่เกิน 150 เมกะวัตต์ต่อวัน ในราคา 8.5 บาทต่อหน่วย โดยจ่ายกระแสไฟฟ้าเข้าระบบเมื่อวันที่ 15 มิถุนายน ที่ผ่านมา อยู่ที่ 140 เมกะวัตต์ ซึ่งแสดงให้เห็นว่า สถานการณ์โดยรวมยังไม่น่าไว้วางใจนัก และต้องสร้างความเชื่อมั่นหรือลดความเสี่ยงให้มากกว่านี้
อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้านี้ทางมาเลเซียยังลังเลที่จะขายกระแสไฟฟ้าให้ไทย เนื่องจากได้รับผลกระทบจากการหยุดส่งก๊าซ เพราะมาเลเซียก็ใช้ก๊าซจากแหล่งเดียวกันในปริมาณที่เท่ากับไทยตามข้อตกลง หรือประมาณ 420 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน ส่งผ่านท่อก๊าซไทย-มาเลเซีย ผ่านทาง อ.สะเดา จึงเป็นที่มาของการขายให้ไทยได้แค่ 150 เมกะวัตต์ จากเดิมที่ไทยซื้ออยู่ 300 เมกะวัตต์ต่อวัน
แหล่งข่าวระบุว่า เหตุผลที่ไทยต้องเจรจาขอซื้อไฟฟ้าจากมาเลเซียก็คือ ป้องกันปัญหาการจ่ายกระแสไฟฟ้าจากภาคกลางที่มีความเสี่ยงในเรื่องของระบบสายส่ง เนื่องจากระบบสายส่งที่นำจ่ายกระแสไฟฟ้าจากภาคกลางเข้ามาในภาคใต้ปัจจุบันเป็นสายส่ง 230 เควี ซึ่งมีความเสี่ยงในการเกิดระเบิดหรือขาดได้ หากการจ่ายกระแสไฟฟ้าจากภาคกลางเข้ามาช่วยภาคใต้เกิน 700 เมกะวัตต์ จึงต้องเจรจาซื้อจากมาเลเซียดังกล่าว
"ระบบสายส่ง 230 เควี เปรียบเหมือนท่อประปาที่มีขนาดเล็ก ซึ่งการจ่ายไฟฟ้าขนาด 700 เมกะวัตต์ หรือมากกว่านั้น ระบบสายส่งจะต้องเป็นสายส่ง 500 เควี เพราะท่อจะใหญ่ขึ้น สามารถรองรับแรงดันที่มากขึ้นได้ ซึ่งระบบสายส่งตรงรอยต่อภาคกลางกับภาคใต้ที่ จ.ประจวบคีรีขันธ์ ที่ทำให้เกิดไฟฟ้าดับทั้งภาคใต้เมื่อปี 2556 เดิมอยู่ในแผนการเปลี่ยนเป็น 500 เควี แต่เนื่องจากปัญหาทางการเมืองทำให้ยังไม่มีการดำเนินการปรับเปลี่ยนสายส่งตรงนี้" แหล่งข่าวให้ข้อมูล
ในแง่ของการสำรองปริมาณไฟฟ้าที่อยู่ในเกณฑ์มั่นคงนั้น ตามมาตรฐานสากลคือ ความสามารถในการจ่ายไฟฟ้าจะต้องสูงกว่าความต้องการใช้ไฟฟ้า 15-20 เปอร์เซ็นต์ หากนับตัวเลขไฟฟ้าที่หายไป 710 เมกะวัตต์ บวกกับจ่ายไฟฟ้าจากภาคกลางอีก 700 เมกะวัตต์ และการเข้าร่วมโครงการลดการใช้ไฟฟ้าของภาคอุตสาหกรรมที่ 193 เมกะวัตต์ แต่บวกลบคูณหารกับตัวเลขความต้องการใช้ไฟฟ้าสูงสุดที่ 2,450 เมกะวัตต์ กับขีดความสามารถการจ่ายไฟฟ้าอยู่ที่ 2,306 เมกะวัตต์ ก็ยังถือว่ายังอยู่ในโซนไม่ปลอดภัย
น่าสังเกตว่า อัตราการเติบโตความต้องการใช้ไฟฟ้าในภาคใต้อยู่ที่ 8-10 เปอร์เซ็นต์ต่อปี ซึ่งถือเป็นตัวเลขที่สูงกว่าภาคอื่น ทำให้ภาคใต้วันนี้ก้าวเข้าสู่พื้นที่เสี่ยงทางด้านพลังงานไฟฟ้าไปเรียบร้อยแล้ว แม้ในปีนี้โรงไฟฟ้าจะนะ 2 จะสามารถเดินเครื่องเต็มความสามารถผลิตกระแสไฟฟ้าในปีหน้า 700 เมกะวัตต์ ก็ตาม แต่ก็ยังเดินตามหลังความต้องการอยู่ดี
ด้าน นายสมชัย ชัยโรจน์นิพัฒน์ หัวหน้ากองควบคุมระบบฝ่ายปฏิบัติการภาคใต้ ให้ข้อมูลว่า ตั้งแต่วันที่ 13 มิถุนายน เป็นต้นมา ถือว่าการใช้ไฟฟ้าในพื้นที่ภาคใต้ยังอยู่ในแผนที่การไฟฟ้าวางไว้คือ ต้องไม่เกิน 2,300 เมกะวัตต์ ทั้งนี้การใช้ไฟเฉพาะวันที่ 15 มิถุนายน ที่ผ่านมา ถือว่าสูงสุดคือ 2,286 เมกะวัตต์ ถือว่าใกล้เคียงแผนที่กำหนดมากกว่าทุกวัน แต่การใช้ไฟฟ้าสูงสุดของคืนวันที่ 16 มิถุนายน ในช่วงเวลา 19.12 น.จำนวน 2,163 เมกะวัตต์
ทั้งนี้ สิ่งบ่งชี้ปริมาณการใช้ไฟฟ้าในภาคใต้มากที่สุดจะขึ้นอยู่กับอุณหภูมิจากสภาพอากาศ หากเกิดฝนตกกระจายลงมาจะทำให้ปริมาณการใช้ไฟของวันนั้นลดต่ำลง แต่รู้สึกกังวลหากมีบางช่วงที่ฝนไม่ตก ปริมาณการใช้ไฟฟ้าก็จะเพิ่มสูงขึ้น ขณะเดียวกันยังคาดการณ์ว่า ความต้องการใช้ไฟฟ้าในพื้นที่ภาคใต้อาจกลับมาสูงสุดอีกครั้งในปลายเดือนนี้ เนื่องจากวันที่ 28 มิถุนายนของปีที่ผ่านมา มีสถิติการใช้ไฟฟ้าสูงสุดอยู่ที่ 2,450 เมกะวัตต์
นายสมชัย กล่าวอีกว่า จำนวน 28 วัน ที่จะต้องร่วมกันใช้ไฟฟ้าอย่างประหยัด ถือว่าระยะเวลานานมาก จึงอยากฝากรณรงค์ให้ประชาชนอย่านิ่งนอนใจ ขอให้ช่วยกันประหยัดไฟฟ้าต่อเนื่องกันไปทุกวัน เพื่อความมั่นคงในระบบไฟฟ้าของภาคใต้เรา
อีกทางเลือกหนึ่งที่เข้ามาเสริมมาตรการป้องกันความเสี่ยงในครั้งนี้ โดยนายทนงศักดิ์ ชูแก้ว หัวหน้าโครงการไฟฟ้าพลังน้ำคลองลำปลอก ต.โพรงจระเข้ อ.ย่านตาขาว จ.ตรัง หนึ่งในโครงการพลังงานทดแทน บอกว่า ขณะนี้ได้เปิดใช้เครื่องกำเนิดไฟฟ้าแบบซิงโครนัส กระแสสลับ 3 เฟสอย่างเต็มที่ทั้ง 2 เครื่อง ทำให้มีกำลังการผลิตไฟฟ้าอยู่ที่ 1,000 กิโลวัตต์ เพื่อส่งเข้าสู่ระบบของการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) เป็นการรองรับความต้องการใช้ไฟฟ้าของภาคใต้ในช่วงนี้
อย่างไรก็ตาม ทางโครงการอยู่ระหว่างการศึกษาข้อมูลและความเป็นไปได้ สำหรับการขอเพิ่มกำลังการผลิตอีก 300-500 กิโลวัตต์ หากปริมาณน้ำตกลำปลอกมีความเสถียรตลอดทั้งปี ก็เห็นควรนำมาใช้ในการผลิตไฟฟ้าเพิ่มมากขึ้น เพื่อรองรับวิกฤติด้านพลังงานของภาคใต้ในอนาคต
ประเด็นร้อนเหล่านี้ ก็แค่การแก้ปัญหาเฉพาะหน้าเท่านั้น ทว่าในแง่แผนรองรับอันยั่งยืนนั้น แหล่งข่าวระดับบริหารจากการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ยืนยันว่า เพื่อความมั่นคงจึงมีความจำเป็นต้องสร้างโรงไฟฟ้าเพิ่มขึ้นในพื้นที่ภาคใต้ ขณะนี้ทาง กฟผ.อยู่ในช่วงการศึกษาและวิจัยที่จะขยายโรงไฟฟ้ากระบี่ แต่ล่าสุดเป็นเพียงขั้นตอนการหารือกับประชาชนในพื้นที่ คาดว่าจะสิ้นสุดโครงการศึกษาและวิจัยในช่วงปลายปี 2557 นี้ เพื่อสรุปว่าจะทำการขยายโรงไฟฟ้ากระบี่หรือไม่
ส่วนการก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินในพื้นที่ อ.กันตัง จ.ตรัง ขณะนี้การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยได้หยุดการศึกษาและการวิจัยไปแล้ว เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาการคัดค้านของประชาชน เพราะในอดีตการก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินอาจจะทำให้เกิดมลพิษทางอากาศจริงๆ เนื่องจากยุคนั้น กฟภ.ไม่มีงบประมาณมากพอที่จะติดตั้งเทคโนโลยีในการฟอกอากาศ จึงอาจยังทำให้ประชาชนเกิดความรู้สึกกลัวโรงไฟฟ้าถ่านหินอยู่จนถึงขณะนี้
---------------
(หมายเหตุ : 28วันไฟฟ้าใต้ยัง'หลอน' จับตาปลุกผี'พลังถ่านหิน' : สมชาย สามารถ /คณิตา สีตองรายงาน)



