
อุทธรณ์แก้ยกฟ้อง!'อดีตปธ.ปรส.'
17 มิ.ย. 2557
ศาลอุทธรณ์ พิพากษาแก้ยกฟ้อง 'อมเรศ ศิลาอ่อน' อดีต ปธ.ปรส. - 'วิชรัตน์ วิจิตรวาทการ' อดีตเลขาธิการ ปรส. ไม่ผิดประมูลขายสินทรัพย์ 56 ไฟแนนซ์เน่าปี 41
17 มิ.ย. 57 เวลา 10.00 น. ที่ห้องพิจารณา 805 ศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษก ศาลอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ คดีปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบกรณีขายสินทรัพย์สถาบันการเงิน 56 แห่ง (ไฟแนนซ์เน่า) คดีหมายเลขดำ อ.3344/2551 ที่พนักงานอัยการฝ่ายคดีพิเศษ 4 เป็นโจทก์ ยื่นฟ้อง นายอมเรศ ศิลาอ่อน อายุ 81 ปี อดีตประธานคณะกรรมการปฏิรูประบบสถาบันการเงิน (ปรส.) , นายวิชรัตน์ วิจิตรวาทการ อายุ 67 ปี อดีตเลขาธิการ ปรส.และยังเป็นกรรมการ รวมทั้งเลขานุการ ปรส.ด้วย , บริษัท เลแมน บาเดอร์ส โฮลดิ้ง อิงค์ จำกัด โดยนาย ชาร์ล เจสัน รูบิน ผู้รับประโยชน์ , บริษัท เลแมน บาเดอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด โดยนาย ชาร์ล เจสัน รูบิน ที่ปรึกษา ปรส. , กองทุนรวมโกลบอลไทย พร็อพเพอร์ตี้ ผู้รับโอนสิทธิ์จากการประมูลสินทรัพย์ และบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนรวมวรรณ จำกัด ผู้จัดตั้ง กองทุมรวมโกลบอลฯ เป็นจำเลยที่ 1 - 6 ในความผิดฐานกระทำผิด พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดของพนักงานในองค์การ หรือหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. 2502 มาตรา 11 โดยอัยการ ยื่นฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ 8 ก.ย. 51
สืบเนื่องจากกรณีระหว่างวันที่ 2 มิ.ย. - 1 ต.ค. 2541 จำเลยที่ 1-2 มีมติให้มีการจำหน่ายสินทรัพย์หลักการเช่าซื้อที่อยู่อาศัย เมื่อวันที่ 13 ส.ค. 41 ซึ่งได้ออกข้อกำหนดเพิ่มเติมอีกหลายประการ เอื้อประโยชน์ให้ บจก.เลแมน บาเดอร์ส โฮลดิ้ง อิงค์ จำเลยที่ 3 ที่เข้าร่วมประมูล โดยเมื่อถึงวันทำสัญญา กลับมีการวางแค่เงินประกัน 10 ล้านบาท และยังไม่ได้ชำระเงินงวดแรก จึงเป็นการไม่ปฏิบัติให้ถูกต้องตามกฎหมาย และยังทำให้เกิดการยกเว้นภาษี ส่งผลให้รัฐเสียหาย
คดีนี้ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 17 ก.ย. 55 ว่า การกระทำของจำเลยที่ 1-2 มีความผิดตามฟ้อง จึงให้จำคุก นายอมเรศ ประธาน ปรส. และนายวิชรัตน์ เลขาธิการ ปรส. จำเลยที่ 1-2 คนละ 2 ปี และปรับคนละ 20,000 บาท โดยโทษจำคุกนั้นให้รอการลงโทษไว้ กำหนดคนละ 3 ปี เนื่องจากจำเลยเคยประกอบคุณงามความดีให้กับประเทศชาติ ส่วนจำเลยที่ 3-6 พิพากษาให้ยกฟ้อง
ต่อมาจำเลยที่ 1-2 ยื่นอุทธรณ์ต่อสู้คดีว่า ในการดำเนินการดังกล่าว ไม่ได้เป็นไปเพื่อเอื้อประโยชน์ให้กับผู้หนึ่งผู้ใด และเป็นการปฏิบัติตามหน้าที่ ไม่มีผู้ใดได้รับความเสียหาย จึงขอให้ศาลพิพากษายกฟ้อง
ศาลอุทธรณ์ตรวจสำนวนประชุมปรึกหารือกันแล้ว มีประเด็นต้องวินิจฉัยว่า จำเลยที่ 1 และ 2 กระทำผิดตามฟ้องหรือไม่ เห็นว่า จำเลยที่ 1 และ 2 นำสืบทำนองเดียวกัน ว่าการปฏิบัติหน้าที่ในการประมูลขายสินทรัพย์ประเภทสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย เป็นการทำตามอำนาจหน้าที่โดยสุจริต มิได้มีเจตนาพิเศษเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้ใดผู้หนึ่ง และมิได้ทำให้รัฐเสียผลประโยชน์จากการเรียกเก็บภาษีแก่บริษัทเลแมน บาเดอร์ส โฮลดิ้ง อิงค์ จำกัด จำเลยที่ 3 เห็นว่า ก่อนการขายสินทรัพย์ของ ปรส.ทุกรายการ ได้ร่วมมือกับทางคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (กลต.) ตามนโยบายรัฐ เมื่อจำเลยที่ 3 ชนะการประมูลก็ได้ประสงค์โอนสิทธิ์การทำสัญญาขายให้กับกองทุนรวม โดยทาง ปรส.ได้หารือไปยังบริษัทที่ปรึกษากฎหมาย 2 บริษัท ซึ่งได้คำแนะนำเป็นวิธีการที่นิยมใช้กันในทางธุรกิจ โดยให้จำเลยที่ 3 ชำระเงินงวดแรกแก่ ปรส.และให้จำเลยที่ 3 รับรองว่า จะรับผิดชอบชำระค่าราคาประมูลในส่วนที่เหลือของสัญญาชำระหนี้ที่ไม่อาจเพิกถอนได้ ทาง ปรส.จึงทำตามคำแนะนำ โดยไม่มีเจตนาช่วยเหลือผู้ใด
ซึ่งวิธีการดังกล่าวไม่ได้ทำให้ ปรส.เสียหาย ที่ไม่ได้รับเงินจำนวน 2,304 ล้านบาท หรือร้อยละ 20 ของราคาประมูล ตามประกาศ และข้อสนเทศของ ปรส. โดยทาง ปรส.ได้ดำเนินการขายทรัพย์สินทั้งหมด โดยปฏิบัติตามคำแนะนำในเรื่องภาษีอากรของกรมสรรพากร และกระทรวงการคลัง ก่อนดำเนินการขายสินทรัพย์ทุกรายการแล้ว ด้วยเหตุนี้พยานหลักฐานของโจทก์ที่นำสืบมานั้น จึงยังไม่มีน้ำหนักเพียงพอให้รับฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 และ 2 ร่วมกันปฏิบัติหน้าที่ หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยสุจริต เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้ใดผู้หนึ่ง ที่ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยที่ 1 และ 2 นั้น ศาลอุทธรณ์ไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของจำเลยฟังขึ้น จึงพิพากษายกฟ้อง
ภายหลังฟังคำพิพากษา นายอมเรศ อดีตประธานปรส. ซึ่งเดินทางมาพร้อมกับบุตรชายได้กล่าวด้วยสียิ้มแย้ม ยืนยันว่า การปฏิบัติหน้าที่ใน ปรส.ดังกล่าว ไม่ได้ทำให้เอกชนได้รับความเสียหาย เพราะสินทรัพย์ที่เอามาขาย เป็นสินทรัพย์ที่ไม่ได้มีราคาแล้ว ยืนยันการจัดประมูลขายครั้งนั้น ไม่มีการกำหนดเทคนิค หรือเลี่ยงการจัดเก็บภาษีที่จะเอื้อประโยชน์ให้กับเอกชนตามที่มีการกล่าวหา
เมื่อถามว่า คดีนี้มีการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้องหรือไม่ นายอมเรศ กล่าวว่า ต้องไปถามนักการเมือง ส่วนตนเป็นผู้บริหาร ก็ทำหน้าที่ในฐานะผู้บริหารในการบริหารงาน และไม่มีใบสั่งการเมือง
"เป็นเรื่องที่น่ายินดีอย่างหนึ่งว่า ต่อไปคนจะทำอะไรเพื่อประโยชน์ส่วนรวม ก็จะไม่เข้าปิ้งอย่างที่พวกเราทำไปแล้วประโยชน์ก็เพื่อส่วนรวม แต่คนที่เสียหายติดตามแก้แค้นเรื่องการเมืองหรือไม่ ต้องไปถามนักการเมือง ผมเป็นเพียงนักบริหาร" นายอมเรศ อดีตประธาน ปรส. กล่าวและว่า ส่วนอัยการจะอุทธรณ์คดีหรือไม่นั้น คงต้องรอดูอีกครั้ง เพราะในชั้นอุทธรณ์ พนักงานอัยการก็ไม่ได้อุทธรณ์คดี แต่เป็นเรื่องที่จำเลยได้ยื่นอุทธรณ์ต่อสู้คดีเอง จึงไม่ทราบว่าจะมีปัญหาข้อกฎหมายหรือไม่ในการยื่นฎีกาของอัยการ



