
ใครอยู่เบื้องหลัง? "มนุษย์ประมง" ทาสยุคใหม่ไทยแลนด์
ใครอยู่เบื้องหลัง? "มนุษย์ประมง" ทาสยุคใหม่ไทยแลนด์
ผู้แทนประเทศไทย "สร้างความสับสน" บนเวทีระดับโลกอีกครั้ง จากการเป็นเพียงประเทศหนึ่งเดียวในโลกที่ประกาศชัดเจนว่า "ขอคัดค้าน" การรับรองพิธีสารของ "อนุสัญญาว่าด้วยแรงงานบังคับ ฉบับที่ 29" ในการประชุมสมาชิกองค์การสหประชาชาติ เมื่อวันที่ 11 มิถุนายน ที่ผ่านมา ซึ่งเวทีระดับโลกวันนั้นมีผู้แทนรัฐบาล องค์กรเอกชน นายจ้าง และสมาพันธ์ลูกจ้างทั่วโลกและเครือข่ายกว่า 5 พันคน ติดตามผลการประชุม...
สื่อมวลชนฝรั่งโหมกระพือข่าวเรื่องนี้ไปทั่วโลก...สร้างแรงกดดันย้อนกลับมาที่กระทรวงการต่างประเทศในทันที โดยเฉพาะการเชื่อมโยงกับข้อมูลของ "เดอะ การ์เดียน" สื่อมวลชนอังกฤษ ที่ตีพิมพ์รายงานพร้อมคลิปสารคดีข่าวเชิงสืบสวนสอบสวนการใช้แรงงานทาสในอุตสาหกรรมประมงไทย ระบุถึงวงจรนายหน้าร่วมมือเจ้าหน้าที่รัฐใช้แรงงานเด็กและวัยรุ่นอย่างทารุณโหดร้าย มีภาพจำลองวิธีการทรมานคนงานในเรือประมงกลางทะเล การทุบตี การลงโทษวิธีต่างๆ ทำให้บางคนตัดสินใจกระโดดลงทะเลฆ่าตัวตาย
ล่าสุดเมื่อวันที่ 14 มิถุนายน กระทรวงการต่างประเทศแถลงข่าวเปลี่ยนท่าทีกะทันหัน โดยมีเนื้อหาว่า
"นายเสข วรรณเมธี อธิบดีกรมสารนิเทศและโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ ได้ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนเกี่ยวกับเรื่องนี้ว่า เมื่อวันที่ 13 มิถุนายน 2557 อัครราชทูตที่ปรึกษาฝ่ายแรงงาน คณะผู้แทนถาวรไทยประจำสหประชาชาติ ณ นครเจนีวา ได้กล่าวถ้อยแถลงในที่ประชุมคณะประศาสน์การขององค์การแรงงานระหว่างประเทศ (ILO Governing Body) สมัยที่ 321 ยืนยันว่า ประเทศไทยสนับสนุนการขจัดปัญหาแรงงานบังคับ แต่เนื่องจากข้อจำกัดทางกฎหมายทำให้ไทยต้องพิจารณาอย่างรอบคอบว่าจะปฏิบัติตามพันธกรณีของพิธีสารฯ ได้หรือไม่ ไทยจึงลงคะแนนสนับสนุนร่างข้อแนะนำ (Recommendation) ซึ่งนำไปปรับใช้ได้ทันที แต่ไม่ได้สนับสนุนร่างพิธีสารฯ อย่างไรก็ตาม รัฐบาลไทยเห็นว่าประเด็นนี้เป็นประเด็นสำคัญมากในระดับนโยบาย รัฐบาลไทยจึงขอร่วมฉันทามติในการรับรองพิธีสารของอนุสัญญาแรงงานบังคับ ทั้งนี้ โดยตระหนักว่ายังมีขั้นตอนภายในซึ่งไทยต้องดำเนินการต่อไป"
สรุปเป็นภาษาง่ายๆ ได้ว่า ประเทศไทยขอเปลี่ยนท่าทีจาก "คัดค้าน" เป็น "สนับสนุน" และ "รับรอง" เพียงแต่จะทำได้มากน้อยแค่ไหนในทางปฏิบัติคงต้องไปดูกระบวนการทางกฎหมายไทยอีกครั้ง...
หลายฝ่ายเริ่มสงสัยว่า ประเด็นสำคัญอะไรในเนื้อหาของ "พิธีสารของอนุสัญญาว่าด้วยแรงงานบังคับ" ฉบับนี้ ทำให้ไปไทยไม่กล้ารับรองว่าจะทำตามอย่าง 100 เปอร์เซ็นต์ ?
เพราะว่า พิธีสารฉบับนี้ เพิ่มเติมข้อกำหนดสำคัญให้รัฐบาลประเทศที่ลงนามมีพันธกิจต้องทำตาม 2 ประการ นั่นคือ 1.มีมาตรการป้องกัน คุ้มครองและช่วยเหลือเหยื่อค้ามนุษย์ หมายความว่า หากมีการดำเนินคดีหรือช่วยเหลือแรงงานโดนกระทำเยี่ยงทาสนั้น ต้องมีกองทุนช่วยเหลือเยียวยาอย่างเป็นรูปธรรม ไม่ใช่ว่าช่วยมาเสร็จส่งกลับประเทศแล้วจบข่าวเหมือนที่ผ่านมา
2.ต้องมีกฎหมายและวิธีการชัดเจนว่าจะดำเนินคดีกับผู้กระทำผิด ในเรื่องการค้าแรงงานหรือค้ามนุษย์อย่างไร เพราะคดีที่เกิดขึ้นหลายครั้ง เช่น การค้าทาสในเรือประมง กักขังคนงานทำความสะอาดบ้าน โรงงานนรก ฯลฯ ถือเป็นการย่ำยีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์อย่างร้ายแรง
"เจ้าหน้าที่ระดับสูง" ที่ได้รับมอบหมายในการจัดการค้ามนุษย์และทำรายงานส่งให้องค์การสหประชาชาติ เปิดเผยความในใจให้ฟังว่า จากการคลุกคลีกับปัญหาเหล่านี้มาหลายสิบปีนั้น "แรงงานพม่ากับเรือประมงไทย" ถือเป็นเรื่องหนักใจและถูกกดดันมากที่สุด เพราะกำลังกลายเป็นประเด็นร้อนแรงถึงขนาดอาจทำให้เกิดกระแส "บอยคอตกุ้งไทย" ที่ส่งออกมากที่สุดในโลกกว่า 1 แสนล้านบาทได้
"เส้นทางค้าแรงงานพม่าในยุคนี้ มันซับซ้อน เริ่มจาก กลุ่มนายหน้าชาวพม่าจะไปหลอกพวกชายหนุ่มในหมู่บ้าน หลอกว่าจะพาไปทำงานโรงงานไทย พามากลุ่มย่อยๆ เล็กๆ 2-3 คน พอขึ้นรถผ่านชายแดนไทย ก็ยึดมือถือ กระเป๋าเงิน สัมภาระทุกอย่าง เอาปืนออกมาโชว์บังคับให้ไปรวมกับกลุ่มอื่นๆ ที่โดนแบบเดียวกัน ประมาณ 10 คน จากนั้นก็ส่งไปลงเรือตามท่าประมงสำคัญ เช่น สมุทรสาคร สมุทรสงคราม สงขลา ตรัง ฯลฯ"
เจ้าหน้าที่ปราบปรามข้างต้นให้ข้อมูลต่อว่า ไม่มีใครรู้ว่าเรือประมงใหญ่กว่า 2 หมื่นลำ มีแรงงานกี่คน มีเพียงสถิติตัวเลขระบุว่าแรงงานพม่าอยู่ในอุตสาหรรมประมงไทยไม่ต่ำกว่า 3 แสนคน แรงงานชายฝั่งหรือเรือประมงเล็กไม่น่าเป็นห่วงเพราะทุกๆ 15 วันจะกลับเข้าฝั่ง แต่กลุ่มที่ถูกส่งขึ้นเรือประมงขนาดใหญ่ที่ไปหาปลาน่านน้ำสากล เส้นทางเดินเรือนานถึง 2-3 ปีกว่าจะกลับเข้าฝั่ง เรือพวกนี้จะมีเรือเล็กหรือที่เรียกว่า "เรือทัวร์" คอยส่งน้ำแข็งและอาหารให้ตลอด พร้อมกับขนสินค้าปลาปูกุ้งที่เรือใหญ่จับได้มาส่งนายจ้างที่ฝั่ง เพราะฉะนั้นเรือพวกนี้จะไม่กลับเข้าฝั่งเลยหลายปี คนงานที่ทนงานหนักและการลงโทษโหดร้ายไม่ได้หรือใครมีปัญหามากจะถูกส่งขายต่อให้เรือลำอื่นแทน ถ้าคนงานไม่พอใช้ ก็สั่งให้เรือทัวร์ของเจ้านายเอาคนงานพม่ามาเพิ่มอีกเรื่อยๆ
"ปัญหาคือ เจ้าหน้าที่ไทยไปยุ่งไม่ได้ เพราะเรือออกไปจากฝั่ง 12 ไมล์ทะเลหรือ 22 กิโลเมตรก็พ้นอำนาจตำรวจน้ำแล้ว พอไปไกลถึงน่านน้ำสากล 200 ไมล์ทะเลหรือ 370 กิโลเมตรจากชายฝั่ง ก็ไม่มีตำรวจหรือทหารเรือชาติไหนอยากยุ่ง เรือพวกนี้จะมีเทคนิคสำคัญคือ พอผ่านน่านน้ำไทยก็เก็บธงชาติไทยลง เปลี่ยนเป็นชักธงอินโดนีเซียขึ้นแทน แล้วใครจะไปตามช่วยได้ จะช่วยอย่างไรเพราะไม่รู้เลยว่าแรงงานพม่าในเรือใครเป็นใคร ? มาจากไหน ? ฝ่ายปราบปรามจับกุมปวดหัวกันมาก" เจ้าหน้าที่เปิดใจให้ฟัง
อย่างไรก็ตาม ข้อมูลเบื้องลึกระบุว่าหากไม่มีเจ้าหน้าที่รัฐไทยเกี่ยวข้อง ขบวนการเหล่านี้ไม่อาจประสบความสำเร็จได้ จากสถิติการดำเนินคดีค้ามนุษย์ปี 2556 รวม 647 คดี จำเลยถูกดำเนินคดี 225 คน โดยมีข้าราชการตำรวจ 33 นายและข้าราชการตำรวจชั้นผู้ใหญ่อีก 5 นาย กำลังถูกลงโทษหรืออยู่ระหว่างดำเนินคดี แต่ไม่ได้ระบุว่าเป็นคดีค้าขาย "มนุษย์ประมง" กี่คดี
ดังนั้น การที่ตัวแทนรัฐไทยไม่กล้าลงนามสนับสนุนพิธีสารฯ ข้างต้น เป็นเพราะเนื้อหาที่ระบุให้ต้องมีกฎหมายและวิธีการชัดเจนในการดำเนินคดีกับผู้กระทำผิดคดีแรงงานทาส ใช่หรือไม่ ? หรือเป็นเพราะไม่สามารถหาเงินมาตั้งกองทุนช่วยเหลือเยียวยาเหยื่อค้ามนุษย์จำนวนมากมายในประเทศไทยได้ ?
..................................................
(หมายเหตุ : เส้นทางค้า'มนุษย์ประมง' ....ชักธง'ลวง'น่านน้ำสากล)



