
คสช.ย้ำไม่มีนโยบายกวาดล้างต่างด้าว
16 มิ.ย. 2557
'วินธัย' แจง คสช.ลุยแก้ปัญหาแรงงานต่างด้าวเป็นเรื่องด่วน ย้ำไม่มีนโยบายกวาดล้าง ยันดูแลทุกมิติทั้งด้านมนุษยธรรม-สาธารณสุข หลังเรื้อรังมากว่า 10 ปี
16 มิ.ย.57 พ.อ.วินธัย สุวารี ทีมโฆษกคสช. กล่าวถึงกระแสข่าวกวาดล้างแรงงานต่างด้าวว่า คสช.ไม่มีนโยบายกวาดล้าง แต่ต้องลงพื้นที่ทุกแห่งที่มีแรงงานผิดกฎหมายเพื่อรับทราบปัญหา บริหารจัดการแรงงานต่างด้าว ซึ่งมีปัญหาสะสมมานานนับ 10 ปี โดยบูรณาการงานของกระทรวงต่างๆ ให้เป็นไปในแนวทางและหลักการเดียวกัน ให้ครอบคลุมทุกมิติ โดยยึดหลักมนุษยธรรมและเป็นไปตามหลักสากล เกิดผลดีแก่ผู้ประกอบการ และแรงงานต่างด้าว การดูแลด้านสาธารณสุข ให้กับแรงงานต่างด้าวอย่างทั่วถึง และถูกหลักสุขอนามัย
พ.อ.วินธัย กล่าวอีกว่า โดยเรื่องที่ต้องดำเนินการอย่างเร่งด่วนและจริงจัง คือ การแก้ไขปัญหาแรงงานเด็ก การค้ามนุษย์ การทุจริตของเจ้าหน้าที่ นายหน้าต่างๆ และการสะสางคดีความที่ยังคั่งค้าง อยู่อย่างเป็นธรรมและตามหลักสากล สำหรับการดำเนินการด้านอื่นๆ ในภาพรวมจะดำเนินการควบคู่กันไป ทั้งนี้ ขอให้ผู้ประกอบการที่จ้างแรงงานต่างด้าว ดำเนินกิจการไปตามปกติ และดูแลให้อยู่ในความเรียบร้อย การบริหารจัดการแรงงานต่างด้าว จะดำเนินการที่เป็นเหตุเป็นผล สมกับความเป็นจริง และการดำเนินชีวิตประจำวัน ที่สำคัญจะต้องส่งผลดีต่อระบบเศรษฐกิจและประเทศชาติ เพื่อนำไปสู่ความมั่นคง อย่างยั่งยืนต่อไป
"นโยบายการจัดการปัญหาแรงงานต่างด้าว สำหรับการแก้ปัญหาเร่งด่วน ได้แก่ แรงงานประมง หรือทำงานทางเรือ ซึ่งควบคุมยากกว่าแรงงานทางบก รวมทั้ง แรงงานสิ่งทอและไร่อ้อย โดยแนวทางแก้ปัญหา ให้ดำเนินการอย่างถูกต้องเหมาะสมและเป็นธรรม ทั้งนายจ้างและลูกจ้าง แรงงานต่างด้าว ต้องขึ้นทะเบียนอย่างถูกต้อง ทำงานได้อย่างเปิดเผย ไม่ต้องหลบซ่อน รวมทั้งได้รับการดูแล รักษาพยาบาลอย่างถูกหลักสุขลักษณะ" พ.อ.วินธัย กล่าว
ผู้สื่อข่าวรายงานว่าในวันนี้ (16 มิ.ย.) เวลา 13.00 น. พลเอกธนศักดิ์ ปฏิมาปกร ผู้บัญชาการทหารสูงสุด (ผบ.สส.) สั่งการให้ พล.อ. ศิริชัย ดิษฐกุล เสธนาธิการทหารบก ในฐานะประธานอนุกรรมการประสานงานการจัดการปัญหาแรงงานต่างด้าว (อนกร.) พร้อมด้วยนายจีรศักดิ์ สุคนธชาติ ปลัดกระทรวงแรงงาน และนายประวิทย์ เคียงผล อธิบดีกรมการจัดหางาน จะลงตรวจพื้นที่ที่มีปัญหาแรงงานต่างด้าว ที่บ้านเอื้ออาทร ต.ท่าจีน อ.เมือง จ.สมุทรสาคร เพื่อรับทราบปัญหาข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นจากผู้ประกอบการและแรงงานต่างด้าว
ขอตรวจสอบข่าวกัมพูชาเรียกแรงงานกลับ
เมื่อเวลา 14.15 น.ที่ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล พ.อ.วินธัย แถลงกรณีแรงงานต่างด้าวแตกตื่นเดินทางกลับประเทศและมีกระแสข่าวว่าทหารเป็นผู้ดำเนินการในมาตรการด้านกฎหมาย และใช้วิธีการที่รุนแรง โดยยืนยัน ว่าเรื่องดังกล่าวไม่เป็นความจริง ทหารยังคงให้ความสำคัญกับงานด้านการรักษาความสงบดูแลความปลอดภัยของประชาชนเป็นหลัก ส่วนเรื่องแรงงานจึงยังไม่มีการดำเนินการใช้มาตรการด้านกฎหมายใดๆ ทั้งสิ้น
เมื่อถามถึงกระแสข่าวว่ามีการปล่อยข่าวจากทางฝั่งกัมพูชาว่ามีการเรียกแรงงานให้กลับประเทศ พ.อ.วินธัย กล่าวว่า ยังไม่มีข้อมูลที่เป็นทางการที่จะยืนยันเพียงแต่เห็นจากทางสื่อโซเชียลเท่านั้น จึงต้องตรวจสอบเรื่องนี้ให้ชัดเจนอีกครั้ง เมื่อถามกรณีที่มีบุคคลแต่งกายคล้ายเจ้าหน้าที่ออกมาไล่ล่าแรงงานต่างด้าว ตามที่ปรากฏเป็นข่าว พ.อ.วินธัย กล่าวว่า ไม่ได้รับการยืนยันว่ามีการกระทำเช่นนั้น ซึ่งคสช.กำชับไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องว่าหากใครพบเห็นการกระทำดังกล่าวสามารถแจ้งไปยังหน่วยงานทหารในพื้นที่ได้ เพราะบุคคลที่เคลื่อนไหวเหล่านี้อาจจะพยายามปลอมเป็นเจ้าหน้าที่เพื่อกระทำการในรูปแบบต่างๆได้
ส่วนที่มีข้อสังเกตว่ามีความพยายามที่จะใส่ร้ายว่าบุคคลที่ไปกระทำการเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐนั้น พ.อ.วินธัย กล่าวว่า ขณะนี้มีบางกลุ่ม บางคนเคลื่อนไหวโดยเผยแพร่ข่าวสารที่บิดเบือนในลักษณะที่ออกมาต่อต้านคสช.ทั้งทางตรงและทางอ้อม จึงขอให้ประชาชนใช้วิจารณญาณในการรับฟังข่าวสารต่างๆ และสามารถสอบถามข้อมูลจากทีมประชาสัมพันธ์หรือทีมโฆษคสช.ได้ ซึ่งเราจะต้องทำความเข้าใจกับสังคมว่าไม่มีทหารเข้าไปไล่ล่าแรงงานแต่อย่างใด ส่วนคณะกรรมการจัดระบบแรงงานต่างด้าวที่คสช.ตั้งขึ้นจะดูในระดับนโยบายไม่ได้ลงไปในพื้นที่แจ่อย่างใด
เมื่อถามย้ำว่าบุคคลที่ต่อต้านในประเทศ มีความเชื่อมโยงกับบุคคลที่เคลื่อนไหวในต่างประเทศหรือไม่ พ.อ.วินธัย กล่าวว่า ยังไม่ได้รับรายงาน เท่าที่ทราบขณะนี้มีเพียงในประเทศ
ผู้สื่อข่าวถามว่าได้รับรายงานกรณีที่มีข่าวว่าสมเด็จฮุนเซน นายกรัฐมนตรีกัมพูชา ส่งทหารมารอรับแรงงานต่างด้าวที่เดินทางกลับจากประเทศไทย พ.อ.วินธัย กล่าวว่า ไม่ใช่อย่างที่มีข่าว แรงงานบางคนอาจเดินทางกลับไปดำเนินการเรื่องเอกสารก็เป็นได้ ซึ่งไม่เกี่ยวกับข่าวที่ออกมา แต่การมารอรับอาจเป็นปัจจัยอื่นแต่เชื่อว่าไม่มีอะไร ทั้งนี้ย้ำว่าคสช.ไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยวเรื่องรงงานกลับ แต่เป็นห่วงว่าการเดินทางกลับจำนวนมาจะส่งผลเสียหายต่อผู้ประกอบการได้ และขณะนี้ยังไม่พบว่ามีผู้ประกอบการร้องเรียนว่าได้รับผลกระทบแต่อย่างใด
ขณะที่ นายธนิช นุ่มน้อย รองอธิบดีกรมการจัดหางาน กระทรวงแรงงาน กล่าวถึงกรณีที่มีการเสนอข่าวว่าแรงงานต่างด้าวเดินทางกลับประเทศเป็นจำนวนมากนั้น ว่า ปัจจุบันแรงงานต่างด้าว 3 สัญชาติที่ทำงานอยู่ในประเทศไทยมีแรงงานต่างด้าวที่นำเข้าถูกต้องตามกฎหมายตามที่เอ็มโอยูระหว่างประเทศรวม 408,507 คนเป็นคนเมียนม่าร์ 111,492 คน ลาว 55,342 คน กัมพูชา 241,673 คน ซึ่งแรงงานเหล่านี้จะมีหนังสือเดินทางจากประเทศต้นทาง วีซ่าเพื่อประกอบการทำงาน แรงงานประเภทที่ 2 เป็นแรงงานต่างด้าวที่ผ่านการพิสูจน์สัญชาติหมายถึงเป็นแรงงานที่หลบหนีเข้ามายังประเทศไทย จากนั้นทางการไทยได้นำมาขึ้นทะเบียนและประสานประเทศต้นทางมาพิสูจน์ สถานะบุคคลจากนั้นจะมีการออกเอกสารรับรอง โดยประเทศเมียนม่าร์และลาวจะออกหนังสือเดินทางชั่วคราว ส่วนกัมพูชาจะให้เอกสารรับรองสถานะบุคคล ซึ่งปัจจุบันแรงงานพิสูจน์สัญชาติเมียนม่าร์ 1,630,279 ลาว 40,546 กัมพูชา 153,683 รวมเป็น 1,824,504 คน ทำให้ปัจจุบันเรามีแรงงานจากทั้ง 2 ประเทศรวมกันทั้งสิ้น 2,233,015 คน แบ่งเป็น เมียนม่าร์ 1,741,771 คนลาว 95,888 คน กัมพูชา 395,356 คนนอกจากนี้แรงงานทั้ง 2 ประเทศ ทางไทยมีบันทึกความเข้าใจระหว่างประเทศว่าเมื่อทำงานครบ 4 ปีจะต้องเดินทางกลับประเทศต้นทาง ซึ่งในปี 2557 นี้แรงงานต่างด้าวประเภทพิสูจน์สัญชาติเมียนม่าร์จะต้องมีผู้ที่เดินทางกลับจำนวน 263,926 คน ลาว 34,999 คน กัมพูชา 25,784 คน แรงงานที่นำเข้าถูกกฎหมายตามเอ็มโอยูที่ทำงานครบ 4 ปีต้องเดินทางกลับเมียนม่าร์ จำนวน 4,658 คน ลาว 8,740 คน กัมพูชา 41,745 คน จากข้อมูลแรงงานกัมพูชาที่ครบกำหนดกลับรวมทั้งสิ้นประมาณ 67,000 คน
นายธนิช กล่าวว่า ในการเดินทางกลับของแรงงานในปัจจุบันนอกจากผู้ที่ครบกำหนด 4 ปีแล้วอาจมีญาติเพื่อนฝูงเดินทางกลับไปด้วย เพราะเป็นช่วงเข้าสู่ฤดูฝนก็จะกลับไปช่วยครอบครัวทำนา จึงเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เห็นว่ามีแรงงานกัมพูชาเดินทางกลับประเทศจำนวนมาก ส่วนที่ข่าวว่ารัฐบาลกัมพูชามีการดำเนินการให้ชาวกัมพูชาเดินทางกลับนั้น เป็นการทำงานร่วมกันระหว่างประเทศ ไม่มีหนังสือแจ้งอย่างเป็นทางการตามข่าว ปัจจุบันยังมีการเจรจาถึงการทำงานร่วมกันตามแนวชายแดนอยู่
“การเดินทางกลับของแรงงานกัมพูชาในขณะนี้ นอกจากปัจจัยตามเงื่อนไขข้อตกลงแล้ว ส่วนหนึ่งเขาอาจจะเห็นว่าประเทศเราอยู่ในสภาวะไม่ปกติคนเลยแตกตื่น และมีการสร้างข่าวลือไปต่างๆ นานา ซึ่งทุกๆ ฝ่ายก็ได้พยายามชี้แจงข้อเท็จจริง ขณะนี้กระทรวงแรงงานกำลังทำป้ายไปติดตามด่านต่างๆ ว่าประเทศไทยไม่มีนโยบายที่จะผลักดันแรงงานกลับภูมิลำเนา ใครมีหนังสือเดินทางและใบอนุญาตที่ถูกต้องสามารถอยู่ได้ตามปกติและยืนยันว่าไม่เกี่ยวกับข่าวที่ว่ามีแรงงานเวียดนามทะลักเข้ามาจำนวน ไทยยังไม่มีนโยบายนำเข้าแรงงานเวียดนาม ปัจจุบันก็ยังมีการลักลอบเข้ามาทำงานบ้าง เจ้าหน้าที่ตำรวจก็ดำเนินการจำกุมอยู่ ส่วนความเคลื่อนไหวที่เกิดขึ้นไม่มีนัยยะอะไร สามารถเหตุน่าจะเป็นเรื่องที่เขามองว่าเราไมีอยู่สภาวะปกติ” นายธนิช กล่าว
เมื่อถามว่าผลกระทบที่เกิดขึ้นจากการที่แรงงานต่างด้าวเดินทางกลับจำนวนมาก ได้มีผู้ประกอบการร้องเรียนเข้ามาบ้างหรือไม่ นายธนิช กล่าวว่า ยังไม่มี อีกทั้งปัจจุบันไทยอยู่ในช่วงที่เศรษฐกิจกำลังฟื้นตัว ซึ่งเป็นจังหวะพอดี ซึ่งทาง 6-10 เดือนเศรษฐกิจไทยถึงจะฟื้นตัวหากไม่มีผลกระทบจากเศรษฐกิจโลกเพราะยังมีปัญหาที่ประเทศลิเบีย อิรัก และสหรัฐอเมริกา ยืนยันว่าขณะนี้ยังไม่มีผลกระทบเรื่องการขาดแคนแรงงานความจริงนายจ้างบางแห่งอยากจะเลิกจ้างด้วยซ้ำ แต่กลัวจะหากลับมาใหม่ไม่ได้
เมื่อถามว่าแรงงานที่ครบกำหนด 4 ปีที่ต้องเดินทางกลับประเทศต้นทางจะต้องใช้ระยะเวลานานเท่าไร นายธนิช กล่าวว่า ในหลักการเราสามารถนำเข้าแรงงานทั้ง 3 ประเทศได้ตลอดเวลาและผู้จัดส่งแรงงานในประเทศต้นทางก็พร้อมจะจัดส่ง ทั้งนี้กระทรวงแรงงานพยายามทำทุกอย่างให้ถูกต้องตามกฎหมาย สำหรับบันทึกความเข้าใจระหว่างประเทศแรงงานที่ทำงานครบ 4 ปีจะต้องเดินทางกลับไปประเทศต้นทาง 3 ปี ซึ่งปลายปีที่ผ่านมาก่อนยุบสภาฯ สภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ทำเรื่องเข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่อขอต่อครม.ว่าอย่าให้ถึง 3 ปีเลย ขอเพียงให้กลับไปประเทศต้นทางเพียง 1 เดือนได้หรือๆม่จากนั้นกลับมาใหม่แต่เกิดเหตุยุบสภาฯ ก่อนจึงยังค้างอยู่ ซึ่งเป็นไปได้ว่าหากเข้าสู่ภาวะปกติทางสมช.และกระทรวงแรงงานจะเสนอกลับมาใหม่อีกครั้ง ขณะเดียวกันกระทรวงแรงงานจะเปิดโอกาสให้แรงงานที่ยังลักลอบอยู่เข้ามาจดทะเบียนให้ถูกต้องซึ่งรอฟังนโยบายจากทางคสช.ก่อน ซึ่งมีอยู่ประมาณ 6-7 หมื่นคน ซึ่งมีการขึ้นทะเบียน ทร.38/1 ได้ใบอนุญาตทำงานแล้ว แต่ประเทศต้นทางยังไม่ได้ออกหนังสือเดินทางให้เท่านั้นเอง
ก.แรงงานยืนยันไม่มีกวาดล้าง-จับกุมแรงงานเขมร
นายจีรศักดิ์ สุคนธชาติ ปลัดกระทรวงแรงงาน(รง.) กล่าวถึงกระแสข่าวที่ว่ามีการกวาดล้างจับกุมแรงงานกัมพูชา จนแรงงานวาดกลัวและเดินทางกลับประเทศจำนวนมาก ซึ่งจากการประชุม คณะกรรมการนโยบายการจัดการปัญหาแรงงานต่างด้าว (กนร.) พล.อ.ธนะศักดิ์ ปฎิมาประกร ผู้บัญชาการทหารสูงสุด (ผบ.สส ) ในฐานะประธาน กนร.ได้สอบถามว่าเรื่องนี้เป็นอย่างไร โดยกระทรวงแรงงานยืนยัน ว่าไม่มีนโยบายพิเศษ เรื่องกวาดล้างแรงงานต่างด้าว ขณะที่การตรวจแรงงาน เป็นการตรวจตามปกติ ซึ่งเน้นการคุ้มครองสิทธิแรงงานต่างด้าว เช่น สภาพการจ้างงานและสิทธิที่แรงงานพึงได้ตามสัญญาจ้างงาน
ปลัดกระทรวงแรงงาน กล่าวอีกว่า ตนได้ให้นโยบายกรมการจัดหางาน(กกจ.)ไปชี้แจงกับผู้ประกอบการและแรงงานต่างด้าวในเรื่องนี้แล้ว โดยพบว่าผลกระทบจากกระแสข่าวดังกล่าว จนแรงงานกัมพูชาเดินทางกลับประเทศจำนวนมาก คือ กลุ่มเกษตรกรรม ใน จ.จันทบุรี ระยอง และตราดที่อยู่ในช่วงเก็บเกี่ยวผลผลิตจะต้องเร่งหามาตรการเพื่อหาแรงงานต่างด้าวโดยเฉพาะในพื้นที่ตามแนวชายแดน ส่วนการบริหารจัดการแรงงานต่างด้าวตามนโยบายคสช.นั้นจะมีการจัดระเบียบพื้นที่พักอาศัยของแรงงานต่างด้าวเพื่อป้องกันปัญหายาเสพติดและอาชญากรรมโดยจะเริ่มนำร่องที่จ.สมุทรสาครก่อนขยายผลไปสู่จ.ระนอง
รรท.ผบ.ตร.ยันไม่กดดันไล่แรงงานเขมรสั่งสืบหาต้นตอข่าวลือ
พล.ต.อ.วัชรพล ประสารราชกิจ รรท.ผบ.ตร.กล่าวถึงกรณีที่แรงงานชาวกัมพูชาเดินทางกลับประเทศจำนวนมาก ว่า สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ยืนยันว่าประเทศไทยไม่มีนโยบายในการขับไล่แรงงานชาวกัมพูชาแต่อย่างใด และตร.ก็ไม่ได้สั่งการให้มีการกวดขัน กดดันจับกุมหรือขับไล่แต่อย่างใดโดยยืนยืนยันเจ้าหน้าที่รัฐไม่ได้ทำร้ายแรงงานชาวกัมพูชา การดำรงอยู่ของแรงงานมีความสำคัญในการช่วยระบบเศรษฐกิจ แต่ที่มีเหตุเกิดขึ้นก็ต้องตรวจสอบที่มาของข่าวก่อนสืบสวนสอบสวนไปตามกระบวนการตามกฎหมาย อย่างไรก็ตามในส่วนแรงงานไร้ฝีมือก็ยังให้อยู่ทำงานในประเทศ เป็นช่วงผ่อนผันการให้อยู่ในประเทศ ส่วนกรณีที่มีข่าวลือจนแรงงานแห่กลับประเทศนั้นจะต้องตรวจสอบสืบหาที่มาของข่าวเพื่อดำเนินการแก้ไข ระงับข่าวลือ
ด้านพล.ต.อ.วุฒิ ลิปตพัลลภ ที่ปรึกษา(สบ10)กล่าวว่า จากการประชุมร่วมกับคสช.เมื่อวันที่14มิถุนายนที่ผ่านมา มีการตั้งคณะทำงานระดับนโยบายมี โดยมี พล.อ.ธนะศักดิ์ ปฏิมาประกร ผบ.สส.และรองคสช.เป็นประธาน ทั้งนี้ผลการประชุมมีมติให้รวมกลุ่มแรงงานต่างด้าวที่เดิมทีแบ่งเป็น6กลุ่ม ให้เป็นกลุ่มเดียวหน้าที่ของตำรวจนั้น เมื่อนโยบายชัดเจนจะมีหน้าที่บังคับใข้กฎหมายและผลักดัน ซึ่งเน้นกลุ่มแรงงานพม่า ลาวและกัมพูชา จากนี้จะมีการตั้งคณะอนุกรรมการต่างๆออกมา แต่จากนี้ต้องรอฟังระดับนโยบาย
เจ้าหน้าที่สระแก้วเร่งระบายแรงงานต่างด้าวกลับเข้าไปยังกัมพูชา
ที่ห้องกักกันรอการส่งกลับแรงงานต่างด้าว ด่านตรวจคนเข้าเมืองสระแก้ว และที่อาคารเอนกประสงค์เทศบาลเมืองอรัญประเทศ จ.สระแก้ว พล.ต.สุริยา ปาวรีย์ ผู้บังคับการจังหวัดทหารบกสระแก้ว พร้อมด้วย พ.ต.อ.ธีระชัย เด็ดขาด ผกก.ตรวจคนเข้าเมืองสระแก้ว และ พ.ต.อ.สุบิน บุญเล็ก ผกก.สภ.อรัญประเทศ จ.สระแก้ว ได้นำเจ้าหน้าที่กว่า 200 นาย ตรวจทำประวัติแรงงานชาวกัมพูชา ที่อพยพกลับประเทศ และมีแรงงานที่ตกค้างรอการส่งกลับประเทศจากวานนี้(15) กว่า 2,000 คน ขณะเดียวกันได้มีการประสานนำรถบรรทุกทหาร จากจังหวัดทหารบกสระแก้ว พร้อมด้วยรถยนต์บรรทุกและรถบัสจากหลายภาคส่วนในจังหวัดสระแก้วรวม 30 คัน ขนแรงงานชาวกัมพูชาไปส่งที่ฝั่งปอยเปต
ประเทศกัมพูชา
ขณะเดียวกันการเดินทางกลับประเทศของแรงงานชาวกัมพูชาในไทย ที่เกิดขึ้นตั้งแต่วันที่ 1 มิ.ย. ถึงขณะนี้ผ่านทางจ.สระแก้ว พบว่า มีมากกว่า 70,000 คน จากการสอบถามแรงงานชาวกัมพูชาต่างยืนยันว่า หวาดกลัวนโยบายกวาดล้างแรงงานต่างด้าวของทหารไทย จึงชักชวนกันเดินทางกลับประเทศ จนทำให้เกิดการอพยพแรงงานชาวกัมพูชาครั้งใหญ่
นายสะเวือน ออน อายุ 28 ปี แรงงานชาวกัมพูชาที่อพยพกลับประเทศ กล่าวว่า มีบ้านเกิดอยู่ใน จ.กัมปงจาม ประเทศกัมพูชา ได้ลักลอบเดินทางข้ามาทำงานก่อสร้างใน กทม. นาน 6 เดือน ได้ค่าจ้างวันละ 350 บาท โดยได้เดินทางมากับญาติ รวม 6 คน ต้องเสียค่าเดินทางจากชายแดนทางด้าน อ.โคกสูง จ.สระแก้ว เข้ามาใน กทม.คนละ 2,400 บาท สัปดาห์ที่ผ่านมา ได้รับการติดต่อจากทางครอบครัวที่กัมพูชาว่า ให้เดินทางกลับกัมพูชา เพราะทหารไทยกำลังจะกวาดล้างจับกุมแรงงานต่างด้าวครั้งใหญ่ ทั้งยังมีข่าวว่าทหารไทยยิงแรงงานกัมพูชาเสียชีวิตหลายราย
"เมื่อกลับไปบ้านเกิดฝั่งเขมรก็ไม่รู้จะไปทำงานอะไร เพราะในเขมรไม่มีงานทำยิ่งมีชาวขมรกลับกันมากๆก็ยิ่งหางานทำไม่ได้ แต่ก็ต้องกลับไปเขมรก่อนหากไม่มีอะไรแล้ว ก็จะดินทางเข้ามาทำงานในไทยอีก เพราะทำงานในไทย
ได้ค่าแรงมากกว่าที่อื่น"นายสะเวือน ออน กล่าว
จันทบุรีแรงงานกัมพูชายังเดินทางกลับบ้านอย่างต่อเนื่อง
ที่ตลาดการค้าชายแดนไทยกัมพูชา บ้านแหลม ตำบลเทพนิมิต อำเภอโปงน้ำร้อน จังหวัดจันทบุรี กลุ่มแรงงานชาวกัมพูชายังคงเร่งเดินทางกลับบ้านเกิดอย่างต่อเนื่อง แม้ทางราชการไทยจะมีการประชาสัมพันธ์ว่าไม่มีเหตุการณ์รุนแรงเกิดขึ้น ไม่มีการกวาดล้างแรงงานแต่อย่างใด แต่แรงงานกัมพูชายังคงไม่ไว้ใจในสถานการณ์ในเมืองไทย ซึ่งรวมกับการที่มีข่าวลือในหลายรูปแบบ ทางญาติฝั่งกัมพูชายังคงมีการติดต่อโทรศัพท์ขอร้องให้เดินทางกลับบ้านเกิดเพื่อให้หมดห่วงและเป็นการลดอัตราเสี่ยง
นอกจากนี้ จากการที่ในพื้นที่อำเภอบ่อทอง จังหวัดชลบุรี ได้มีข่าวเผยแพร่คลิปการไล่จับกุมแรงานกัมพูชา ของชายฉกรรจ์ที่แต่งกายคล้ายตำรวจล่าสุดทราบแล้วว่าเป้นตำรวจอาสา ได้ก่อใช้ปืนยิงใส่รถขนแรงงานและมีแรงงานกัมพูชาเสียชีวิตในเหตุการณ์นี้ 2 รายยิ่งทำให้บรรดาญาติที่ประเทศกัมพูชาหวั่นวิตกและขาดความเชื่อมั่นในระบบการทำงานของเจ้าหน้าที่ไทย จึงติดต่อให้แรงงานกลับโดยเด็ดขาด
จากเหตุการณ์ดังกล่าวทำให้มีการเร่งเดินทางกลับบ้านอย่างต่อเนื่องจนรถขนย้ายของสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองไม่เพียงพอต่อการขนย้ายแรงงาน พลเรือโทสนธยา น้อยฉายา ผู้บัญชาการป้องกันชายแดนจันทบุรีและตราด จึงได้จัดกำลังพลทหารในส่วนของค่ายตากสินจันทบุรี พร้อมรถบรรทุกยีเอ็มซี เข้าร่วม สตม.จันทบุรี เพื่อนส่งแรงงานที่ทะลักกลับจำนวนมาก
นาวาเอกอภิรักษ์ กลิ่นหม่น ผู้บังคับหน่วยเฉพาะกิจนาวิโยธินจันทบุรี กล่าวว่า การที่ทหารนำรถเข้ามาร่วมขนส่งแรงงานนั้น ไม่ได้หมายความว่าทหารเป็นผู้จับกุมแต่อย่างใดเป็นเพียงการสนับสนุนให้สะดวกและเพียงพอต่อจำนวนแรงงานที่แออัดอยู่ที่ สตม.จันทบุรี ทั้งนี้ผู้บังคับบัญชาได้กำชับให้อำนวยความสะดวกแก่แรงงานที่เดินทางกลับบ้านตามความประสงค์เพื่อป้องกันกลุ่มผู้หวังผลประโยชน์ฉวยโอกาสหาผลประโยชน์จากแรงงานอีกด้วย
เชียงใหม่กวาดล้างแรงงานต่างด้าว
เมื่อเวลา 09.00 น. กอ.รมน.ร่วมกับ ตม.,เทศกิจ,แรงงานจังหวัด และตำรวจสภ.ช้างเผือก อ.เมือง จ.เชียงใหม่ นำโดย พ.อ.อัครวัฒน์ วุฒิเดชโชติโภคิน หัวหน้ากลุ่มงานข่าว กอ.รมน.เชียงใหม่ และพ.ต.ท.หญิงวิภาลักษณ์ นันตา เจ้าหน้าที่ กอ.รมน.เชียงใหม่ ได้มีการควบคุมตัวแรงงานต่างด้าวที่มีการขายแรงงานอย่างผิดระเบียบบริเวณ ถนนอัษฎาธร อ.เมือง จ.เชียงใหม่ กว่า 100 คน มาที่ลานประตูช้างเผือก อ.เมือง จ.เชียงใหม่ เพื่อตรวจสอบพิสูจน์เอกสาร ความถูกต้องของแรงงาน และบันทึกประวัติ รวมทั้งส่งเรื่องดำเนินคดีกับแรงงานที่ผิดกฎหมาย
พ.อ.อัครวัฒน์ วุฒิเดชโชติโภคิน หัวหน้ากลุ่มงานข่าว กอ.รมน.เชียงใหม่ กล่าวว่า เวลาประมาณ 08.00 น.วันนี้ ได้มีการระดมกำลังเจ้าหน้าที่เข้าจัดระเบียบการขายแรงงาน ที่บริเวณ ถนนอัษฎาธร อ.เมือง จ.เชียงใหม่ เนื่องจากในช่วงเช้าของทุกวัน จะมีแรงงานจำนวนนับร้อยคน ออกมายืนเต็มทางเท้า เพื่อรอขายแรงงานให้กับใครก็ตามที่มาจ้าง ซึ่งไม่มีความเป็นระเบียบเรียบร้อยและผิดกฎเทศบาล รวมทั้งทำให้ภาพลักษณ์เชียงใหม่เสียอีกด้วย โดยในวันนี้สามารถควบคุมแรงงานมาได้เป็นจำนวน 104 คน แบ่งเป็น ชาย 72 คน หญิง 32 คน
"แรงงานที่มีเอกสารครบถ้วนถูกต้อง ก็จะบันทึกประวัติไว้ และให้รับทราบข้อตกลงร่วมกันว่าไม่ให้ยืนขายกีดขวางทางจราจร และยืนขายแรงงานบนทางเท้าที่ผิด พรบ.เทศบาล และผิดระเบียบแรงงานเช่นที่เป็นอยู่ ซึ่งจะได้มีการดำเนินการจัดหาสถานที่เพื่อให้แรงงานได้ขายแรงงานอย่างมีระเบียบต่อไป ส่วนแรงงานที่ไม่มีเอกสาร ในวันนี้พบทั้งหมด 10 คน ซึ่งจะได้นำส่ง สภ.ช้างเผือกเพื่อให้ดำเนินคดีตามกฎหมาย และส่งกลับภูมิลำเนาต่อไป"พ.อ.อัครวัฒน์ กล่าว
พ.ต.ท.หญิงวิภาลักษณ์ นันตา เจ้าหน้าที่ กอ.รมน.เชียงใหม่ กล่าวว่า การรวมกำลังจัดระเบียบความเรียบร้อยของการค้าแรงงานในเชียงใหม่ เป็นแผนที่ดำเนินการมาแล้วอย่างต่อเนื่อง หลายปี แต่หลังจากที่มีการกวาดล้างไปแล้วไม่นาน ก็จะพบว่าแรงงานเหล่านี้ก็ยังคงกลับมายืนรอขายเต็มทางเท้าบริเวณถนนอัษฎาธรอยู่เช่นเดิม เนื่องจากไม่มีพื้นที่ที่จะให้แรงงานเหล่านี้ได้รอการมารับไปทำงานจาก นายจ้างอย่างถูกต้อง ซึ่งวิธีการที่จะสามารถแก้ไขปัญหาได้ก็ต้องประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้มีการจัดพื้นที่ส่วนกลางสำหรับให้นายจ้างและแรงงานได้มาติดต่อซื้อขายแรงงานกันต่อไป
อย่างไรก็ตาม หลังจากการจัดระเบียบบริเวณถนนอัษฎาธรนี้แล้ว ก็จะมีการเตรียมขยายผลไปอีก 95 ชุมชนในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ ที่คาดว่า จะมีการค้าขายหรือจ้างแรงงานที่ไม่ถูกต้องทางกฎหมาย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเอกสารไม่ถูกต้อง หรือไร้เอกสารยืนยันตัวตน ซึ่งจะได้มีการลงพื้นที่ตรวจสอบต่อไป
เมื่อเวลา 14.15 น.ที่ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล พ.อ.วินธัย แถลงกรณีแรงงานต่างด้าวแตกตื่นเดินทางกลับประเทศและมีกระแสข่าวว่าทหารเป็นผู้ดำเนินการในมาตรการด้านกฎหมาย และใช้วิธีการที่รุนแรง โดยยืนยัน ว่าเรื่องดังกล่าวไม่เป็นความจริง ทหารยังคงให้ความสำคัญกับงานด้านการรักษาความสงบดูแลความปลอดภัยของประชาชนเป็นหลัก ส่วนเรื่องแรงงานจึงยังไม่มีการดำเนินการใช้มาตรการด้านกฎหมายใดๆ ทั้งสิ้น
เมื่อถามถึงกระแสข่าวว่ามีการปล่อยข่าวจากทางฝั่งกัมพูชาว่ามีการเรียกแรงงานให้กลับประเทศ พ.อ.วินธัย กล่าวว่า ยังไม่มีข้อมูลที่เป็นทางการที่จะยืนยันเพียงแต่เห็นจากทางสื่อโซเชียลเท่านั้น จึงต้องตรวจสอบเรื่องนี้ให้ชัดเจนอีกครั้ง เมื่อถามกรณีที่มีบุคคลแต่งกายคล้ายเจ้าหน้าที่ออกมาไล่ล่าแรงงานต่างด้าว ตามที่ปรากฏเป็นข่าว พ.อ.วินธัย กล่าวว่า ไม่ได้รับการยืนยันว่ามีการกระทำเช่นนั้น ซึ่งคสช.กำชับไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องว่าหากใครพบเห็นการกระทำดังกล่าวสามารถแจ้งไปยังหน่วยงานทหารในพื้นที่ได้ เพราะบุคคลที่เคลื่อนไหวเหล่านี้อาจจะพยายามปลอมเป็นเจ้าหน้าที่เพื่อกระทำการในรูปแบบต่างๆได้
ส่วนที่มีข้อสังเกตว่ามีความพยายามที่จะใส่ร้ายว่าบุคคลที่ไปกระทำการเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐนั้น พ.อ.วินธัย กล่าวว่า ขณะนี้มีบางกลุ่ม บางคนเคลื่อนไหวโดยเผยแพร่ข่าวสารที่บิดเบือนในลักษณะที่ออกมาต่อต้านคสช.ทั้งทางตรงและทางอ้อม จึงขอให้ประชาชนใช้วิจารณญาณในการรับฟังข่าวสารต่างๆ และสามารถสอบถามข้อมูลจากทีมประชาสัมพันธ์หรือทีมโฆษคสช.ได้ ซึ่งเราจะต้องทำความเข้าใจกับสังคมว่าไม่มีทหารเข้าไปไล่ล่าแรงงานแต่อย่างใด ส่วนคณะกรรมการจัดระบบแรงงานต่างด้าวที่คสช.ตั้งขึ้นจะดูในระดับนโยบายไม่ได้ลงไปในพื้นที่แจ่อย่างใด
เมื่อถามย้ำว่าบุคคลที่ต่อต้านในประเทศ มีความเชื่อมโยงกับบุคคลที่เคลื่อนไหวในต่างประเทศหรือไม่ พ.อ.วินธัย กล่าวว่า ยังไม่ได้รับรายงาน เท่าที่ทราบขณะนี้มีเพียงในประเทศ
ผู้สื่อข่าวถามว่าได้รับรายงานกรณีที่มีข่าวว่าสมเด็จฮุนเซน นายกรัฐมนตรีกัมพูชา ส่งทหารมารอรับแรงงานต่างด้าวที่เดินทางกลับจากประเทศไทย พ.อ.วินธัย กล่าวว่า ไม่ใช่อย่างที่มีข่าว แรงงานบางคนอาจเดินทางกลับไปดำเนินการเรื่องเอกสารก็เป็นได้ ซึ่งไม่เกี่ยวกับข่าวที่ออกมา แต่การมารอรับอาจเป็นปัจจัยอื่นแต่เชื่อว่าไม่มีอะไร ทั้งนี้ย้ำว่าคสช.ไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยวเรื่องรงงานกลับ แต่เป็นห่วงว่าการเดินทางกลับจำนวนมาจะส่งผลเสียหายต่อผู้ประกอบการได้ และขณะนี้ยังไม่พบว่ามีผู้ประกอบการร้องเรียนว่าได้รับผลกระทบแต่อย่างใด
ขณะที่ นายธนิช นุ่มน้อย รองอธิบดีกรมการจัดหางาน กระทรวงแรงงาน กล่าวถึงกรณีที่มีการเสนอข่าวว่าแรงงานต่างด้าวเดินทางกลับประเทศเป็นจำนวนมากนั้น ว่า ปัจจุบันแรงงานต่างด้าว 3 สัญชาติที่ทำงานอยู่ในประเทศไทยมีแรงงานต่างด้าวที่นำเข้าถูกต้องตามกฎหมายตามที่เอ็มโอยูระหว่างประเทศรวม 408,507 คนเป็นคนเมียนม่าร์ 111,492 คน ลาว 55,342 คน กัมพูชา 241,673 คน ซึ่งแรงงานเหล่านี้จะมีหนังสือเดินทางจากประเทศต้นทาง วีซ่าเพื่อประกอบการทำงาน แรงงานประเภทที่ 2 เป็นแรงงานต่างด้าวที่ผ่านการพิสูจน์สัญชาติหมายถึงเป็นแรงงานที่หลบหนีเข้ามายังประเทศไทย จากนั้นทางการไทยได้นำมาขึ้นทะเบียนและประสานประเทศต้นทางมาพิสูจน์ สถานะบุคคลจากนั้นจะมีการออกเอกสารรับรอง โดยประเทศเมียนม่าร์และลาวจะออกหนังสือเดินทางชั่วคราว ส่วนกัมพูชาจะให้เอกสารรับรองสถานะบุคคล ซึ่งปัจจุบันแรงงานพิสูจน์สัญชาติเมียนม่าร์ 1,630,279 ลาว 40,546 กัมพูชา 153,683 รวมเป็น 1,824,504 คน ทำให้ปัจจุบันเรามีแรงงานจากทั้ง 2 ประเทศรวมกันทั้งสิ้น 2,233,015 คน แบ่งเป็น เมียนม่าร์ 1,741,771 คนลาว 95,888 คน กัมพูชา 395,356 คนนอกจากนี้แรงงานทั้ง 2 ประเทศ ทางไทยมีบันทึกความเข้าใจระหว่างประเทศว่าเมื่อทำงานครบ 4 ปีจะต้องเดินทางกลับประเทศต้นทาง ซึ่งในปี 2557 นี้แรงงานต่างด้าวประเภทพิสูจน์สัญชาติเมียนม่าร์จะต้องมีผู้ที่เดินทางกลับจำนวน 263,926 คน ลาว 34,999 คน กัมพูชา 25,784 คน แรงงานที่นำเข้าถูกกฎหมายตามเอ็มโอยูที่ทำงานครบ 4 ปีต้องเดินทางกลับเมียนม่าร์ จำนวน 4,658 คน ลาว 8,740 คน กัมพูชา 41,745 คน จากข้อมูลแรงงานกัมพูชาที่ครบกำหนดกลับรวมทั้งสิ้นประมาณ 67,000 คน
นายธนิช กล่าวว่า ในการเดินทางกลับของแรงงานในปัจจุบันนอกจากผู้ที่ครบกำหนด 4 ปีแล้วอาจมีญาติเพื่อนฝูงเดินทางกลับไปด้วย เพราะเป็นช่วงเข้าสู่ฤดูฝนก็จะกลับไปช่วยครอบครัวทำนา จึงเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เห็นว่ามีแรงงานกัมพูชาเดินทางกลับประเทศจำนวนมาก ส่วนที่ข่าวว่ารัฐบาลกัมพูชามีการดำเนินการให้ชาวกัมพูชาเดินทางกลับนั้น เป็นการทำงานร่วมกันระหว่างประเทศ ไม่มีหนังสือแจ้งอย่างเป็นทางการตามข่าว ปัจจุบันยังมีการเจรจาถึงการทำงานร่วมกันตามแนวชายแดนอยู่
“การเดินทางกลับของแรงงานกัมพูชาในขณะนี้ นอกจากปัจจัยตามเงื่อนไขข้อตกลงแล้ว ส่วนหนึ่งเขาอาจจะเห็นว่าประเทศเราอยู่ในสภาวะไม่ปกติคนเลยแตกตื่น และมีการสร้างข่าวลือไปต่างๆ นานา ซึ่งทุกๆ ฝ่ายก็ได้พยายามชี้แจงข้อเท็จจริง ขณะนี้กระทรวงแรงงานกำลังทำป้ายไปติดตามด่านต่างๆ ว่าประเทศไทยไม่มีนโยบายที่จะผลักดันแรงงานกลับภูมิลำเนา ใครมีหนังสือเดินทางและใบอนุญาตที่ถูกต้องสามารถอยู่ได้ตามปกติและยืนยันว่าไม่เกี่ยวกับข่าวที่ว่ามีแรงงานเวียดนามทะลักเข้ามาจำนวน ไทยยังไม่มีนโยบายนำเข้าแรงงานเวียดนาม ปัจจุบันก็ยังมีการลักลอบเข้ามาทำงานบ้าง เจ้าหน้าที่ตำรวจก็ดำเนินการจำกุมอยู่ ส่วนความเคลื่อนไหวที่เกิดขึ้นไม่มีนัยยะอะไร สามารถเหตุน่าจะเป็นเรื่องที่เขามองว่าเราไมีอยู่สภาวะปกติ” นายธนิช กล่าว
เมื่อถามว่าผลกระทบที่เกิดขึ้นจากการที่แรงงานต่างด้าวเดินทางกลับจำนวนมาก ได้มีผู้ประกอบการร้องเรียนเข้ามาบ้างหรือไม่ นายธนิช กล่าวว่า ยังไม่มี อีกทั้งปัจจุบันไทยอยู่ในช่วงที่เศรษฐกิจกำลังฟื้นตัว ซึ่งเป็นจังหวะพอดี ซึ่งทาง 6-10 เดือนเศรษฐกิจไทยถึงจะฟื้นตัวหากไม่มีผลกระทบจากเศรษฐกิจโลกเพราะยังมีปัญหาที่ประเทศลิเบีย อิรัก และสหรัฐอเมริกา ยืนยันว่าขณะนี้ยังไม่มีผลกระทบเรื่องการขาดแคนแรงงานความจริงนายจ้างบางแห่งอยากจะเลิกจ้างด้วยซ้ำ แต่กลัวจะหากลับมาใหม่ไม่ได้
เมื่อถามว่าแรงงานที่ครบกำหนด 4 ปีที่ต้องเดินทางกลับประเทศต้นทางจะต้องใช้ระยะเวลานานเท่าไร นายธนิช กล่าวว่า ในหลักการเราสามารถนำเข้าแรงงานทั้ง 3 ประเทศได้ตลอดเวลาและผู้จัดส่งแรงงานในประเทศต้นทางก็พร้อมจะจัดส่ง ทั้งนี้กระทรวงแรงงานพยายามทำทุกอย่างให้ถูกต้องตามกฎหมาย สำหรับบันทึกความเข้าใจระหว่างประเทศแรงงานที่ทำงานครบ 4 ปีจะต้องเดินทางกลับไปประเทศต้นทาง 3 ปี ซึ่งปลายปีที่ผ่านมาก่อนยุบสภาฯ สภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ทำเรื่องเข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่อขอต่อครม.ว่าอย่าให้ถึง 3 ปีเลย ขอเพียงให้กลับไปประเทศต้นทางเพียง 1 เดือนได้หรือๆม่จากนั้นกลับมาใหม่แต่เกิดเหตุยุบสภาฯ ก่อนจึงยังค้างอยู่ ซึ่งเป็นไปได้ว่าหากเข้าสู่ภาวะปกติทางสมช.และกระทรวงแรงงานจะเสนอกลับมาใหม่อีกครั้ง ขณะเดียวกันกระทรวงแรงงานจะเปิดโอกาสให้แรงงานที่ยังลักลอบอยู่เข้ามาจดทะเบียนให้ถูกต้องซึ่งรอฟังนโยบายจากทางคสช.ก่อน ซึ่งมีอยู่ประมาณ 6-7 หมื่นคน ซึ่งมีการขึ้นทะเบียน ทร.38/1 ได้ใบอนุญาตทำงานแล้ว แต่ประเทศต้นทางยังไม่ได้ออกหนังสือเดินทางให้เท่านั้นเอง
ก.แรงงานยืนยันไม่มีกวาดล้าง-จับกุมแรงงานเขมร
นายจีรศักดิ์ สุคนธชาติ ปลัดกระทรวงแรงงาน(รง.) กล่าวถึงกระแสข่าวที่ว่ามีการกวาดล้างจับกุมแรงงานกัมพูชา จนแรงงานวาดกลัวและเดินทางกลับประเทศจำนวนมาก ซึ่งจากการประชุม คณะกรรมการนโยบายการจัดการปัญหาแรงงานต่างด้าว (กนร.) พล.อ.ธนะศักดิ์ ปฎิมาประกร ผู้บัญชาการทหารสูงสุด (ผบ.สส ) ในฐานะประธาน กนร.ได้สอบถามว่าเรื่องนี้เป็นอย่างไร โดยกระทรวงแรงงานยืนยัน ว่าไม่มีนโยบายพิเศษ เรื่องกวาดล้างแรงงานต่างด้าว ขณะที่การตรวจแรงงาน เป็นการตรวจตามปกติ ซึ่งเน้นการคุ้มครองสิทธิแรงงานต่างด้าว เช่น สภาพการจ้างงานและสิทธิที่แรงงานพึงได้ตามสัญญาจ้างงาน
ปลัดกระทรวงแรงงาน กล่าวอีกว่า ตนได้ให้นโยบายกรมการจัดหางาน(กกจ.)ไปชี้แจงกับผู้ประกอบการและแรงงานต่างด้าวในเรื่องนี้แล้ว โดยพบว่าผลกระทบจากกระแสข่าวดังกล่าว จนแรงงานกัมพูชาเดินทางกลับประเทศจำนวนมาก คือ กลุ่มเกษตรกรรม ใน จ.จันทบุรี ระยอง และตราดที่อยู่ในช่วงเก็บเกี่ยวผลผลิตจะต้องเร่งหามาตรการเพื่อหาแรงงานต่างด้าวโดยเฉพาะในพื้นที่ตามแนวชายแดน ส่วนการบริหารจัดการแรงงานต่างด้าวตามนโยบายคสช.นั้นจะมีการจัดระเบียบพื้นที่พักอาศัยของแรงงานต่างด้าวเพื่อป้องกันปัญหายาเสพติดและอาชญากรรมโดยจะเริ่มนำร่องที่จ.สมุทรสาครก่อนขยายผลไปสู่จ.ระนอง
รรท.ผบ.ตร.ยันไม่กดดันไล่แรงงานเขมรสั่งสืบหาต้นตอข่าวลือ
พล.ต.อ.วัชรพล ประสารราชกิจ รรท.ผบ.ตร.กล่าวถึงกรณีที่แรงงานชาวกัมพูชาเดินทางกลับประเทศจำนวนมาก ว่า สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ยืนยันว่าประเทศไทยไม่มีนโยบายในการขับไล่แรงงานชาวกัมพูชาแต่อย่างใด และตร.ก็ไม่ได้สั่งการให้มีการกวดขัน กดดันจับกุมหรือขับไล่แต่อย่างใดโดยยืนยืนยันเจ้าหน้าที่รัฐไม่ได้ทำร้ายแรงงานชาวกัมพูชา การดำรงอยู่ของแรงงานมีความสำคัญในการช่วยระบบเศรษฐกิจ แต่ที่มีเหตุเกิดขึ้นก็ต้องตรวจสอบที่มาของข่าวก่อนสืบสวนสอบสวนไปตามกระบวนการตามกฎหมาย อย่างไรก็ตามในส่วนแรงงานไร้ฝีมือก็ยังให้อยู่ทำงานในประเทศ เป็นช่วงผ่อนผันการให้อยู่ในประเทศ ส่วนกรณีที่มีข่าวลือจนแรงงานแห่กลับประเทศนั้นจะต้องตรวจสอบสืบหาที่มาของข่าวเพื่อดำเนินการแก้ไข ระงับข่าวลือ
ด้านพล.ต.อ.วุฒิ ลิปตพัลลภ ที่ปรึกษา(สบ10)กล่าวว่า จากการประชุมร่วมกับคสช.เมื่อวันที่14มิถุนายนที่ผ่านมา มีการตั้งคณะทำงานระดับนโยบายมี โดยมี พล.อ.ธนะศักดิ์ ปฏิมาประกร ผบ.สส.และรองคสช.เป็นประธาน ทั้งนี้ผลการประชุมมีมติให้รวมกลุ่มแรงงานต่างด้าวที่เดิมทีแบ่งเป็น6กลุ่ม ให้เป็นกลุ่มเดียวหน้าที่ของตำรวจนั้น เมื่อนโยบายชัดเจนจะมีหน้าที่บังคับใข้กฎหมายและผลักดัน ซึ่งเน้นกลุ่มแรงงานพม่า ลาวและกัมพูชา จากนี้จะมีการตั้งคณะอนุกรรมการต่างๆออกมา แต่จากนี้ต้องรอฟังระดับนโยบาย
เจ้าหน้าที่สระแก้วเร่งระบายแรงงานต่างด้าวกลับเข้าไปยังกัมพูชา
ที่ห้องกักกันรอการส่งกลับแรงงานต่างด้าว ด่านตรวจคนเข้าเมืองสระแก้ว และที่อาคารเอนกประสงค์เทศบาลเมืองอรัญประเทศ จ.สระแก้ว พล.ต.สุริยา ปาวรีย์ ผู้บังคับการจังหวัดทหารบกสระแก้ว พร้อมด้วย พ.ต.อ.ธีระชัย เด็ดขาด ผกก.ตรวจคนเข้าเมืองสระแก้ว และ พ.ต.อ.สุบิน บุญเล็ก ผกก.สภ.อรัญประเทศ จ.สระแก้ว ได้นำเจ้าหน้าที่กว่า 200 นาย ตรวจทำประวัติแรงงานชาวกัมพูชา ที่อพยพกลับประเทศ และมีแรงงานที่ตกค้างรอการส่งกลับประเทศจากวานนี้(15) กว่า 2,000 คน ขณะเดียวกันได้มีการประสานนำรถบรรทุกทหาร จากจังหวัดทหารบกสระแก้ว พร้อมด้วยรถยนต์บรรทุกและรถบัสจากหลายภาคส่วนในจังหวัดสระแก้วรวม 30 คัน ขนแรงงานชาวกัมพูชาไปส่งที่ฝั่งปอยเปต
ประเทศกัมพูชา
ขณะเดียวกันการเดินทางกลับประเทศของแรงงานชาวกัมพูชาในไทย ที่เกิดขึ้นตั้งแต่วันที่ 1 มิ.ย. ถึงขณะนี้ผ่านทางจ.สระแก้ว พบว่า มีมากกว่า 70,000 คน จากการสอบถามแรงงานชาวกัมพูชาต่างยืนยันว่า หวาดกลัวนโยบายกวาดล้างแรงงานต่างด้าวของทหารไทย จึงชักชวนกันเดินทางกลับประเทศ จนทำให้เกิดการอพยพแรงงานชาวกัมพูชาครั้งใหญ่
นายสะเวือน ออน อายุ 28 ปี แรงงานชาวกัมพูชาที่อพยพกลับประเทศ กล่าวว่า มีบ้านเกิดอยู่ใน จ.กัมปงจาม ประเทศกัมพูชา ได้ลักลอบเดินทางข้ามาทำงานก่อสร้างใน กทม. นาน 6 เดือน ได้ค่าจ้างวันละ 350 บาท โดยได้เดินทางมากับญาติ รวม 6 คน ต้องเสียค่าเดินทางจากชายแดนทางด้าน อ.โคกสูง จ.สระแก้ว เข้ามาใน กทม.คนละ 2,400 บาท สัปดาห์ที่ผ่านมา ได้รับการติดต่อจากทางครอบครัวที่กัมพูชาว่า ให้เดินทางกลับกัมพูชา เพราะทหารไทยกำลังจะกวาดล้างจับกุมแรงงานต่างด้าวครั้งใหญ่ ทั้งยังมีข่าวว่าทหารไทยยิงแรงงานกัมพูชาเสียชีวิตหลายราย
"เมื่อกลับไปบ้านเกิดฝั่งเขมรก็ไม่รู้จะไปทำงานอะไร เพราะในเขมรไม่มีงานทำยิ่งมีชาวขมรกลับกันมากๆก็ยิ่งหางานทำไม่ได้ แต่ก็ต้องกลับไปเขมรก่อนหากไม่มีอะไรแล้ว ก็จะดินทางเข้ามาทำงานในไทยอีก เพราะทำงานในไทย
ได้ค่าแรงมากกว่าที่อื่น"นายสะเวือน ออน กล่าว
จันทบุรีแรงงานกัมพูชายังเดินทางกลับบ้านอย่างต่อเนื่อง
ที่ตลาดการค้าชายแดนไทยกัมพูชา บ้านแหลม ตำบลเทพนิมิต อำเภอโปงน้ำร้อน จังหวัดจันทบุรี กลุ่มแรงงานชาวกัมพูชายังคงเร่งเดินทางกลับบ้านเกิดอย่างต่อเนื่อง แม้ทางราชการไทยจะมีการประชาสัมพันธ์ว่าไม่มีเหตุการณ์รุนแรงเกิดขึ้น ไม่มีการกวาดล้างแรงงานแต่อย่างใด แต่แรงงานกัมพูชายังคงไม่ไว้ใจในสถานการณ์ในเมืองไทย ซึ่งรวมกับการที่มีข่าวลือในหลายรูปแบบ ทางญาติฝั่งกัมพูชายังคงมีการติดต่อโทรศัพท์ขอร้องให้เดินทางกลับบ้านเกิดเพื่อให้หมดห่วงและเป็นการลดอัตราเสี่ยง
นอกจากนี้ จากการที่ในพื้นที่อำเภอบ่อทอง จังหวัดชลบุรี ได้มีข่าวเผยแพร่คลิปการไล่จับกุมแรงานกัมพูชา ของชายฉกรรจ์ที่แต่งกายคล้ายตำรวจล่าสุดทราบแล้วว่าเป้นตำรวจอาสา ได้ก่อใช้ปืนยิงใส่รถขนแรงงานและมีแรงงานกัมพูชาเสียชีวิตในเหตุการณ์นี้ 2 รายยิ่งทำให้บรรดาญาติที่ประเทศกัมพูชาหวั่นวิตกและขาดความเชื่อมั่นในระบบการทำงานของเจ้าหน้าที่ไทย จึงติดต่อให้แรงงานกลับโดยเด็ดขาด
จากเหตุการณ์ดังกล่าวทำให้มีการเร่งเดินทางกลับบ้านอย่างต่อเนื่องจนรถขนย้ายของสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองไม่เพียงพอต่อการขนย้ายแรงงาน พลเรือโทสนธยา น้อยฉายา ผู้บัญชาการป้องกันชายแดนจันทบุรีและตราด จึงได้จัดกำลังพลทหารในส่วนของค่ายตากสินจันทบุรี พร้อมรถบรรทุกยีเอ็มซี เข้าร่วม สตม.จันทบุรี เพื่อนส่งแรงงานที่ทะลักกลับจำนวนมาก
นาวาเอกอภิรักษ์ กลิ่นหม่น ผู้บังคับหน่วยเฉพาะกิจนาวิโยธินจันทบุรี กล่าวว่า การที่ทหารนำรถเข้ามาร่วมขนส่งแรงงานนั้น ไม่ได้หมายความว่าทหารเป็นผู้จับกุมแต่อย่างใดเป็นเพียงการสนับสนุนให้สะดวกและเพียงพอต่อจำนวนแรงงานที่แออัดอยู่ที่ สตม.จันทบุรี ทั้งนี้ผู้บังคับบัญชาได้กำชับให้อำนวยความสะดวกแก่แรงงานที่เดินทางกลับบ้านตามความประสงค์เพื่อป้องกันกลุ่มผู้หวังผลประโยชน์ฉวยโอกาสหาผลประโยชน์จากแรงงานอีกด้วย
เชียงใหม่กวาดล้างแรงงานต่างด้าว
เมื่อเวลา 09.00 น. กอ.รมน.ร่วมกับ ตม.,เทศกิจ,แรงงานจังหวัด และตำรวจสภ.ช้างเผือก อ.เมือง จ.เชียงใหม่ นำโดย พ.อ.อัครวัฒน์ วุฒิเดชโชติโภคิน หัวหน้ากลุ่มงานข่าว กอ.รมน.เชียงใหม่ และพ.ต.ท.หญิงวิภาลักษณ์ นันตา เจ้าหน้าที่ กอ.รมน.เชียงใหม่ ได้มีการควบคุมตัวแรงงานต่างด้าวที่มีการขายแรงงานอย่างผิดระเบียบบริเวณ ถนนอัษฎาธร อ.เมือง จ.เชียงใหม่ กว่า 100 คน มาที่ลานประตูช้างเผือก อ.เมือง จ.เชียงใหม่ เพื่อตรวจสอบพิสูจน์เอกสาร ความถูกต้องของแรงงาน และบันทึกประวัติ รวมทั้งส่งเรื่องดำเนินคดีกับแรงงานที่ผิดกฎหมาย
พ.อ.อัครวัฒน์ วุฒิเดชโชติโภคิน หัวหน้ากลุ่มงานข่าว กอ.รมน.เชียงใหม่ กล่าวว่า เวลาประมาณ 08.00 น.วันนี้ ได้มีการระดมกำลังเจ้าหน้าที่เข้าจัดระเบียบการขายแรงงาน ที่บริเวณ ถนนอัษฎาธร อ.เมือง จ.เชียงใหม่ เนื่องจากในช่วงเช้าของทุกวัน จะมีแรงงานจำนวนนับร้อยคน ออกมายืนเต็มทางเท้า เพื่อรอขายแรงงานให้กับใครก็ตามที่มาจ้าง ซึ่งไม่มีความเป็นระเบียบเรียบร้อยและผิดกฎเทศบาล รวมทั้งทำให้ภาพลักษณ์เชียงใหม่เสียอีกด้วย โดยในวันนี้สามารถควบคุมแรงงานมาได้เป็นจำนวน 104 คน แบ่งเป็น ชาย 72 คน หญิง 32 คน
"แรงงานที่มีเอกสารครบถ้วนถูกต้อง ก็จะบันทึกประวัติไว้ และให้รับทราบข้อตกลงร่วมกันว่าไม่ให้ยืนขายกีดขวางทางจราจร และยืนขายแรงงานบนทางเท้าที่ผิด พรบ.เทศบาล และผิดระเบียบแรงงานเช่นที่เป็นอยู่ ซึ่งจะได้มีการดำเนินการจัดหาสถานที่เพื่อให้แรงงานได้ขายแรงงานอย่างมีระเบียบต่อไป ส่วนแรงงานที่ไม่มีเอกสาร ในวันนี้พบทั้งหมด 10 คน ซึ่งจะได้นำส่ง สภ.ช้างเผือกเพื่อให้ดำเนินคดีตามกฎหมาย และส่งกลับภูมิลำเนาต่อไป"พ.อ.อัครวัฒน์ กล่าว
พ.ต.ท.หญิงวิภาลักษณ์ นันตา เจ้าหน้าที่ กอ.รมน.เชียงใหม่ กล่าวว่า การรวมกำลังจัดระเบียบความเรียบร้อยของการค้าแรงงานในเชียงใหม่ เป็นแผนที่ดำเนินการมาแล้วอย่างต่อเนื่อง หลายปี แต่หลังจากที่มีการกวาดล้างไปแล้วไม่นาน ก็จะพบว่าแรงงานเหล่านี้ก็ยังคงกลับมายืนรอขายเต็มทางเท้าบริเวณถนนอัษฎาธรอยู่เช่นเดิม เนื่องจากไม่มีพื้นที่ที่จะให้แรงงานเหล่านี้ได้รอการมารับไปทำงานจาก นายจ้างอย่างถูกต้อง ซึ่งวิธีการที่จะสามารถแก้ไขปัญหาได้ก็ต้องประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้มีการจัดพื้นที่ส่วนกลางสำหรับให้นายจ้างและแรงงานได้มาติดต่อซื้อขายแรงงานกันต่อไป
อย่างไรก็ตาม หลังจากการจัดระเบียบบริเวณถนนอัษฎาธรนี้แล้ว ก็จะมีการเตรียมขยายผลไปอีก 95 ชุมชนในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ ที่คาดว่า จะมีการค้าขายหรือจ้างแรงงานที่ไม่ถูกต้องทางกฎหมาย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเอกสารไม่ถูกต้อง หรือไร้เอกสารยืนยันตัวตน ซึ่งจะได้มีการลงพื้นที่ตรวจสอบต่อไป



