ข่าว

 'รัฐ-ชุมชน'...มาตรการล้อมรั้วดงสักเมืองปาย

'รัฐ-ชุมชน'...มาตรการล้อมรั้วดงสักเมืองปาย

29 มิ.ย. 2552

การค้นพบผืนป่าสักกว่า 3 หมื่นไร่กลางป่าลึกในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าลุ่มน้ำปาย จ.แม่ฮ่องสอน สร้างความประหลาดใจแก่ผู้คนจำนวนไม่น้อย หนึ่ง เพราะเป็นพื้นที่สูงจากระดับน้ำทะเลปานกลาง 300-1,200 เมตร ต้นสักมีความสมบูรณ์ ลำต้นตรง สูงตระหง่านไม่แตกกิ่ง ขนาดรอบวงปร

 ป่าสัก 3 หมื่นไร่แห่งนี้แฝงตัวอยู่ในป่าแม่ปายฝั่งขวาตอนบน ลึกเข้าไปในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าลุ่มน้ำปาย ท่ามกลางพรรณไม้หลากชนิดกว่า 7 แสนไร่ อยู่ห่างไกลจากหมู่บ้านชาวไทยภูเขา และยังได้รับการปกป้องดูแลจากเจ้าหน้าที่ป่าไม้ ตลอดจนชาวบ้านที่อยู่ละแวกใกล้เคียง แม้ว่าภาคเหนือจะเต็มไปด้วยป่าสักในหลายจังหวัด แต่คุณภาพดินทำให้สักผืนป่าปายมีความสมบูรณ์มากกว่าลุ่มน้ำอื่นๆ ในภาคเหนือ อาจจะเรียกได้ว่าเป็นป่าสักที่ดีและสมบูรณ์ที่สุดในประเทศไทยก็ว่าได้

 "คำนึง คำอุดม" รักษาราชการแทนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม จ.แม่ฮ่องสอน อธิบายว่า สาเหตุที่ผืนป่าแห่งนี้ยังคงความอุดมสมบูรณ์ แม้จะมีถนนเส้นทางชักลากไม้เดิม และปัจจุบันชาวบ้านยังใช้สัญจรอยู่ แต่ป่าแห่งนี้อยู่ใจกลางเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า ห่างจากถนนสายหลักกว่า 50  กิโลเมตร และยังต้องเดินเท้าเข้าไปอีกเกือบ 1 วันกว่าจะถึงป่าสัก

 ที่สำคัญบริเวณนี้ได้ประกาศเป็นเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า มี พ.ร.บ.คุ้มครองและสงวนพันธุ์สัตว์ป่า บังคับใช้รุนแรงกว่ากฎหมายป่าไม้ทั่วไป ประกอบกับเจ้าหน้าที่มีความเข้มงวด จึงเป็นสาเหตุช่วยให้ป่าแห่งนี้หลุดรอดมาได้

 พ.ต.อ.วีระยุทธ ประสบโชคชัย ผกก.สภ.ปาย อธิบายเพิ่มเติมถึงการดูแลรักษาผืนป่าแห่งนี้ว่า เจ้าหน้าที่ป่าไม้และชาวบ้านช่วยกันดูแลอยู่ตลอดเวลา โดยเฉพาะชาวบ้านในหมู่บ้านแวดล้อมผืนป่าจะมีกฎเป็นของตัวเอง คือ ห้ามตัดไม้ทำลายป่าที่เป็นไม้ยืนต้นทั้งหมด เว้นแต่การเข้าไปเก็บเกี่ยววัชพืชหรือผลผลิตจากป่า เช่น หน่อไม้ เห็ด ที่สามารถนำมารับประทานได้เท่านั้น ขณะเดียวกันชาวบ้านยังร่วมกันรักษาผืนป่าสักอย่างเข้มงวด มีการจัดเวรยามคอยสอดส่องดูแล หากพบการลักลอบตัดไม้ทำลายป่า ชาวบ้านจะประสานตำรวจเข้าไปดำเนินการจับกุม

 "ตำรวจมีหน้าที่เข้าไประงับเหตุ จับกุม หรือที่เกี่ยวกับการกระทำผิดตาม พ.ร.บ.ฉบับต่างๆ หลังรับแจ้งจากเจ้าหน้าที่ป่าไม้หรือชาวบ้าน เพราะบริเวณนั้นมีเจ้าหน้าที่ป่าดูแลอยู่ โดยร่วมมือกับชาวบ้านคอยเป็นหูเป็นตา สำหรับกลุ่มผู้มีอิทธิพลในพื้นที่ ตำรวจมีมาตรการดูแลไม่ให้เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับป่าสักแห่งนี้อยู่แล้ว ทุกวันนี้ก็ยังไม่พบปัญหาใดๆ" พ.ต.อ.วีระยุทธ กล่าว

 สำหรับความเป็นมาของป่าสักผืนนี้ "ตรีภพ ทิพยศักดิ์" นักวิชาการป่าไม้ กลุ่มงานวิจัยพันธุ์พืชป่ามีค่า หายากและใกล้สูญพันธุ์ กองคุ้มครองพันธุ์สัตว์ป่าและพืชป่าตามอนุสัญญา ระบุว่า ไม้สักมีลักษณะพิเศษอยู่ที่แข็งแรง ทนทาน และสวยงาม ในอดีตมีแหล่งไม้สักไม่กี่แห่งในโลก คือ อินเดีย พม่า และไทย ด้วยคุณลักษณะอันโดดเด่นทำให้ไม้สักกลายเป็นที่เลื่องลือในตลาดยุโรป เมื่อความต้องการไม้สักสูงขึ้น บริษัท บริติช บอร์เนียว จำกัด เริ่มเข้ามาดำเนินกิจการป่าไม้ในประเทศไทยเมื่อปี 2407 โดยรับซื้อไม้เพียงอย่างเดียว กระทั่งได้รับสัมปทานทำไม้สักในปี 2432

 ปีเดียวกัน บริษัท บอมเบย์เบอร์มา ของอังกฤษ ซึ่งเป็นบริษัทใหญ่และมีอิทธิพลมากในพม่า ได้เข้ามาแบ่งส่วนสัมปทานหลังพม่าปิดป่า ต่อมามีบริษัท สยาม ฟอเรสต์ จำกัด หรือบริษัท แองโกลไทย จำกัด ในปัจจุบัน และบริษัทอื่นๆ เกิดขึ้นตามมาภายหลัง

 ไม้สักจำนวนมากถูกตัดโค่นและส่งไปขายยุโรป แต่ด้วยผลประโยชน์มูลค่ามหาศาลและการได้สัมปทานเพิ่มมากขึ้น ทำให้เกิดการแก่งแย่งขัดผลประโยชน์ระหว่างบริษัทกับเจ้าเมือง มีการฟ้องร้องไปยังรัฐบาลบ่อยครั้ง กระทั่งเมื่อวันที่ 18 กันยายน 2439 รัฐบาลจึงตั้งกรมป่าไม้ขึ้นเป็นครั้งแรก มีสำนักงานอยู่ที่ จ.เชียงใหม่ เพื่อจัดการปัญหาความขัดแย้ง พร้อมยึดคืนพื้นที่ป่าและการอนุญาตให้สัมปทานทำไม้จากเจ้าเมืองต่างๆ ให้เป็นสมบัติของแผ่นดิน เพื่อรัฐบาลจะได้ดำเนินกิจการป่าไม้สักเอง     

 นอกจากนี้ ยังประกาศใช้กฎหมายป่าไม้ ออกระเบียบการทำไม้ การป้องกันรักษาป่าไม้ การตั้งด่านภาษี เป็นต้น และปรับปรุงแก้ไขสัญญาอนุญาตทำป่าไม้สักกับบริษัทต่างๆ ให้รัดกุม ในที่สุดสัญญาสัมปทานทำไม้สักได้สิ้นสุดลงในปี 2503 จากนั้นรัฐบาลมอบให้องค์การอุตสาหกรรมป่าไม้ เป็นผู้ดำเนินกิจการทำไม้สักทั้งหมด ส่วนบริษัททำไม้ต่างชาติก็ถึงคราวปิดกิจการลง

 "ป่าสักที่หลงเหลืออยู่ใน อ.ปาย น่าจะมาจากขณะนั้นต้นสักเหล่านี้ยังมีขนาดเล็กไม่สามารถตัดได้ เนื่องจากการทำไม้มีกฎหมายระบุขนาดเส้นรอบวงไว้ชัดเจน ประกอบกับสัญญาสัมปทานของบริษัทต่างชาติหมดลงพอดี หากสัมปทานยังไม่หมด ป่าผืนนี้ก็ไม่น่าจะเหลืออยู่" ตรีภพ ให้ความเห็น

 สอดคล้องกับ "หาญณรงค์ เยาวเลิศ" ผู้ช่วยเลขาธิการฝ่ายวิชาการ มูลนิธิคุ้มครองสัตว์ป่าและพรรณพืชแห่งประเทศไทย ระบุว่า ปกติต้นสักจะขึ้นที่ความสูงไม่เกิน 300 เมตรจากระดับน้ำทะเลปานกลาง แต่ป่าสักที่พบส่วนใหญ่สูงเกิน 300 เมตรขึ้นไป จนถึง 1,260 เมตร จึงคาดว่าจะเป็นป่าปลูกในอดีต ซึ่งขณะนั้นต้นสักผืนนี้ยังเติบโตไม่พอ ในขณะที่ยังมีป่าสักอีกจำนวนมากให้เลือกตัด ทำให้ป่าสักผืนนี้ถูกเว้นไว้ 

 เอกพงศ์ ประดิษฐ์พงษ์