
1 ปีอุ้มฆ่า 'เอกยุทธ' (ตอน 2)
15 มิ.ย. 2557
1 ปีอุ้มฆ่า 'เอกยุทธ' ปมปริศนา!...รอวันสะสาง (ตอน 2) : คลี่ปมปริศนา CSI THAILAND : โดย...ทีมข่าวอาชญากรรม
ร่างไร้วิญญาณของ "เอกยุทธ อัญชันบุตร" นักธุรกิจผู้อื้อฉาว ถูกฝังอยู่ในหลุมลึกประมาณ 1 เมตร ในลักษณะเปลือย ใกล้กับโคนต้นไม้ในละแวกบ่อปลาร้างแห่งหนึ่ง ในหมู่บ้านเขาจิงโจ้ ต.ไชยบุรี อ.เมือง จ.พัทลุง
โดยศพของนักธุรกิจผู้เปิดเผยกรณี "ว.5 โฟร์ซีซั่นส์" ถูกขุดพบเมื่อช่วงบ่ายวันที่ 12 มิถุนายน 2556 การค้นพบศพดังกล่าวคลายข้อสงสัยเกี่ยวกับการจัดฉากอุ้มตัวเองไปยังประเทศพม่า ซึ่งชุดสืบสวนเคยสันนิษฐานถึงสาเหตุการหายตัวไปของนายเอกยุทธ ตั้งแต่แรกเริ่ม
ศพที่พบยืนยันว่าเขาถูกฆ่าตาย แต่เขาถูกใครฆ่า? ฆ่าเพราะเหตุใด? และเหตุไฉนต้องนำศพมาฝังไกลถึง จ.พัทลุง ซึ่งห่างจากกรุงเทพมหานครสถานที่ที่นายเอกยุทธถูกฆ่าตายกว่า 840 กิโลเมตร เป็นสิ่งที่ตำรวจต้องหาคำตอบ
ในประเด็นใครสังหาร จากการสอบปากคำนายสันติภาพ หรือบอล เพ็งด้วง วัย 25 ปี คนขับรถ ซึ่งอยู่กับนายเอกยุทธ เป็นคนสุดท้าย สารภาพว่า เป็นผู้ลงมือสังหารเจ้านายของตัวเอง โดยอ้างในครั้งแรกว่าใช้อาวุธปืนยิง ต่อมากลับคำให้การระบุใช้มือบีบคอจนสลบแล้ว "เบิ้ม" ซึ่งเป็นเพื่อนร่วมทีมใช้เชือกผูกรองเท้ารัดคอซ้ำ
ร่องรอยที่พบบนตัวศพ สวนทางกับคำให้การของนายสันติภาพ อย่างชัดเจน โดยศพที่พบไม่มีร่องรอยบาดแผลที่เกิดจากอาวุธปืนแต่อย่างใด อีกทั้งยังไม่พบร่องรอยที่บ่งบอกว่าถูกเชือกรัดบริเวณลำคออย่างที่นายสันติภาพกล่าวอ้าง
ร่องรอยบาดแผลบนตัวศพ ถูกนำมาเปิดเผยในการให้ข้อมูลต่อคณะอนุกรรมาธิการของสภาผู้แทนราษฎรชุดหนึ่ง ซึ่งได้เรียกผู้ที่เกี่ยวข้องเข้าชี้แจง ภายหลังเกิดข้อกังขาเกี่ยวกับคดีอุ้มฆ่านายเอกยุทธ ซึ่งในการเรียกตัวผู้ที่เกี่ยวข้องเข้าชี้แจง คณะอนุกรรมาธิการชุดนี้กลับพบข้อสงสัยเพิ่มเติมอีกในหลายประการ
การหายตัวไปของนายเอกยุทธ อยู่ในความสนใจของสังคมในช่วงเวลานั้นอย่างมาก ซึ่งสำนักงานตำรวจแห่งชาติให้ความสนใจในคดีนี้เป็นอย่างยิ่ง ซึ่ง พล.ต.ท.คำรณวิทย์ ธูปกระจ่าง ผบช.น. ได้เข้ามาคุมการคลี่คลายคดีนี้ด้วยตัวเองตั้งแต่ต้น แต่การขุดหาศพรวมถึงกระบวนการชันสูตรศพในที่เกิดเหตุกลับเกิดข้อกังขา
ปกติคดีใหญ่เช่นนี้สำนักงานตำรวจแห่งชาติ จะมีทีมงานพิสูจน์หลักฐาน รวมถึงแพทย์ด้านนิติเวชที่มีความเชี่ยวชาญเป็นที่ยอมรับในระดับสากล พร้อมที่จะสนับสนุนการคลี่คลายคดี แต่ในคดีกลับพบว่า แพทย์ที่ได้รับการประสานให้เข้าชันสูตรศพไม่มีความเชี่ยวชาญในการชันสูตรศพ เพราะเป็นเพียงศัลยแพทย์ ไม่ใช่แพทย์นิติเวชโดยตรง
ซึ่งแพทย์ผู้นี้ก็ตั้งคำถามในการให้ข้อมูลต่อคณะอนุกรรมาธิการสภาผู้แทนราษฎรว่า เขาได้รับการประสานจากตำรวจตั้งแต่คืนวันที่ 11 มิถุนายน แต่กว่าจะได้ลงพื้นที่ตรวจศพในคดีนี้เวลาล่วงเลยไปถึงช่วงบ่ายของวันรุ่งขึ้น ด้วยเวลาที่ล่วงเลยไปเช่นนี้ แพทย์รายนี้ยังสงสัยว่า ทำไมตำรวจ ไม่จัดทีมแพทย์ที่มีความเชี่ยวชาญด้านนิติเวชจากกรุงเทพมหานคร หรือแพทย์ด้านนิติเวชที่เชี่ยวชาญสุดในพื้นที่ภาคใต้ คือแพทย์จากโรงพยาบาลสงขลานครินทร์ (ม.อ.หาดใหญ่) เข้าร่วมชันสูตรศพ แต่กลับเลือกแพทย์จากโรงพยาบาลใน จ.พัทลุง ทั้งที่คดีนี้เป็นคดีใหญ่ระดับประเทศ
แพทย์รายนี้ให้ข้อมูลต่อคณะอนุกรรมาธิการว่า ในกระบวนการขุดศพขึ้นจากหลุมและขั้นตอนต่างๆ ในการตรวจพิสูจน์ศพ ดูเหมือนจะมีการเตรียมการไว้พร้อม โดยมีนายตำรวจใหญ่คอยกำกับเหตุการณ์อยู่อย่างใกล้ชิด
"ที่เกิดเหตุอยู่ลึกเข้าไปจนสุดถนน เมื่อไปถึงมีตำรวจใหญ่รออยู่ก่อนแล้ว ที่เกิดเหตุมีชาวบ้านอยู่กันเยอะ จุดที่ฝังศพมีรั้วกั้นสองข้างขนาบด้วยบึงเล็กๆ ตรงกลางมีทางเดินประมาณ 2-3 เมตร เดินเข้าไปไม่เกิน 10 เมตร มีต้นไม้เตี้ยๆ อยู่ต้นหนึ่ง ซึ่งศพถูกฝังอยู่ตรงนั้น นายตำรวจใหญ่ไล่ให้ชาวบ้านออกนอกรั้วทั้งหมด แต่ก็เหลือทีมตำรวจอยู่หลายคน มีการทำตามขั้นตอนคือพาผู้ต้องหาเข้ามาชี้จุดก่อน มีการกำกับอยู่ตลอดเวลาซึ่งได้ยินว่า หัวอยู่ด้านไหนชี้หน่อย หลังจากนั้นก็ขุดกัน ไม่นานเท่าไหร่ ก็เริ่มบอกกันว่าศีรษะอยู่ทางตะวันตก"
สภาพหลุมที่แพทย์ผู้นี้ให้ข้อมูลต่อคณะอนุกรรมาธิการ คือ น่าจะผ่านการฝังกลบมาไม่นาน แต่สิ่งที่แปลกใจคือเมื่อทีมขุดพบส่วนศีรษะแล้ว เจ้าหน้าที่มูลนิธิก็เข้ามาแทนที่ตำรวจ โดยสวมถุงมือแล้วลงมือโกยดินแทน สักพักมีการตะโกนบอกกันว่าสามารถยกศพขึ้นได้ พบว่าตอนนั้นเห็นศพอยู่ในสภาพคว่ำหน้า ร่างเปลือยเปล่า
นายตำรวจใหญ่ตะโกนบอกว่า "เสร็จแล้ว" และให้ทีมงานยกศพออกมาวางห่างจากหลุมประมาณ 1 เมตร เดิมบริเวณนั้นเป็นพงหญ้าสูง แต่ถูกกดจนราบ หลังจากศพถูกวางลง นายตำรวจใหญ่บอกให้แพทย์เข้าไปเพียงคนเดียว ทีมงานก็ไม่ได้รับการอนุญาตให้เข้าไป แม้กระทั่งถุงมือยาง แพทย์ผู้นี้ยังต้องหยิบจากเจ้าหน้าที่มูลนิธิ
แพทย์แถลงต่อคณะอนุกรรมาธิการว่า ระหว่างนั้นนายตำรวจใหญ่บอกว่าโดนเชือกรองเท้ารัดคอ ซึ่งก็ได้ชันสูตรแบบไม่ใช่แพทย์นิติเวช เพียงแต่สังเกตสภาพศพจากภายนอกเท่าที่เห็น โดยศพบวมไปทั้งตัว มีหนอนบ้างแต่ไม่มากนัก
"พยายามจับตรงหัวไม่พบรอยแผล ที่คอพยายามแหวกดูเป็นพิเศษ เพื่อหาร่องรอยการรัด ไม่พบว่ามีรอยคอดของคอมากไปกว่าปกติ แต่มีรอยจ้ำเป็นจุดๆ ขนาดเท่าเหรียญบาท แต่ไม่ได้เป็นรอบคอ ระหว่างนั้นได้ยินตำรวจตะโกนบอกว่ามีการมัดมือมัดเท้าด้วย ซึ่งก็พยายามตรวจดูก็ไม่พบรอยที่เป็นรอบทั้งที่มือและที่เท้า แต่พบรอยเป็นจุดๆ ซึ่งอาจเกิดจากโดนก้อนดินหรืออะไรกดทับ ขนาดเท่าเหรียญบาทเช่นกัน ส่วนบาดแผลอย่างอื่นไม่พบ"
จากถ้อยแถลงของแพทย์ต่อคณะอนุกรรมาธิการ สรุปได้ว่า สภาพศพของนายเอกยุทธที่พบ อยู่ในลักษณะเปลือย คว่ำหน้า ถูกฝังอยู่ลึกลงไปในพื้นดินประมาณ 1 เมตร ศพบวมอืด หนังกำพร้ารอบตัวส่งกลิ่น เริ่มมีหนอนไต่ตามร่าง พบรอยช้ำที่คอ ข้อมือ ข้อเท้า ไม่พบบาดแผลตามร่างกาย ไม่พบรอยยุบของศีรษะ กะโหลกศีรษะไม่แตก ซึ่งแพทย์สรุปเบื้องต้นว่าน่าจะเสียชีวิตเพราะสมองขาดอากาศ ส่วนรอยที่ลำคอน่าจะเป็นรอยกระแทกหรือรอยกด ซึ่งรอยที่พบห่างกันประมาณนิ้วครึ่ง ลักษณะของรอยดังกล่าวไม่น่าจะเกิดจากการถูกสายรองเท้ารัด
หลังการชันสูตรศพในเบื้องต้น ศพนายเอกยุทธถูกส่งมาตรวจพิสูจน์ซ้ำที่สถาบันนิติเวชวิทยา โรงพยาบาลตำรวจ โดยมี พ.ต.ท.นพ.ปิยพงษ์ สาครเย็น เป็นผู้ผ่าชันสูตรพลิกศพ ซึ่งต่อมาคณะกรรมาธิการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ได้เชิญนายแพทย์ผู้นี้เข้าให้ข้อมูลเมื่อวันที่ 2 กรกฎาคม 2556 โดยแพทย์ผู้นี้ระบุสาเหตุการตายของนายเอกยุทธไว้ว่า ต้องแยกการตายออกเป็น 2 กรณี คือ สาเหตุการตาย (Cause of Death) ชัดเจนว่าขาดอากาศหายใจอย่างแน่นอน กับกระบวนการเสียชีวิต (Mechanism) ซึ่งพบการบีบร่วมกับการอุดกั้นการหายใจส่วนนอก
พ.ต.ท.นพ.ปิยพงษ์ กล่าวในการชี้แจงต่อ กมส. ในวันนั้นอย่างชัดเจนว่า “รายงานการตรวจศพรายนี้ไม่ได้ตายด้วยการรัดคอ” ซึ่งขัดแย้งโดยสิ้นเชิงกับคำให้การของ "บอล" และ "เบิ้ม" ที่อ้างว่าใช้เชือกผูกรองเท้ารัดคอนายเอกยุทธจนถึงแก่ความตาย
พ.ต.ท.ปิยพงษ์ ให้ข้อมูลต่อ กมส. ว่า จากการตรวจศพพบบาดแผลภายนอก 8 รายการ แบ่งออกเป็น 1.บาดแผลบวมฟกช้ำบริเวณส้นเท้าซ้ายขนาด 5x4 ซม. 2.บาดแผลถลอกกดทับบริเวณข้อมือทั้งสองข้าง 3.บาดแผลฟกช้ำบริเวณหัวไหล่ขวาขนาด 3x2 ซม. และบ่าขวาขนาด 2.5x1 ซม. 4.บาดแผลฟกช้ำบริเวณใต้สะบักหลังซ้าย ขนาด 7.5x6 ซม. 5.บาดแผลฟกช้ำบริเวณหลังเอวขวา ขนาด 12x8 ซม. 6.บาดแผลฉีกขาดหนังถลกบริเวณส้นเท้าซ้ายด้านนอก ขนาด 0.7x0.5 ซม. 7.บาดแผลฟกช้ำบริเวณปลายจมูก และ 8.บาดแผลถลอกกดทับเป็นแนวยาวผ่านปาก พาดไปคอด้านหลังทั้งสองข้าง ด้านขวากว้าง 5 ซม. เหนือคางไปคอด้านหลังซ้าย กว้าง 3-5 ซม.
“มันมีบาดแผลที่คอด้านขวา ที่โคนลิ้นด้านขวา มีเทคนิคท่าพิเศษ เป็นการกระทำจากด้านหลัง มีเพียงบาดแผลข้อ 6 ที่เกิดจากหนังเปิดฉีกขาด ที่เหลือเกิดจากของแข็งไม่มีคม ท่าพิเศษ ทำมาจากข้างหลังทางขวา ระหว่างที่คนร้ายลงมือฆ่าผู้ตายยังมีสติอยู่ แต่ถูกพันธนาการที่มือและข้อมือไว้ทางด้านหลัง เห็นได้จากผลการตรวจศพข้อ 3-5 ที่มีแรงทำมาจากด้านหลังขวา และมีการกดโดยใช้แกนในตำแหน่งโคนลิ้นขวา เป็นเหตุให้ศพปรากฏรอยโคนลิ้นขวาฟกช้ำ ยืนยันว่าไม่ใช่บีบ การทำไม่ได้มาจากด้านหน้าแน่นอน และยังพบบาดแผลฟกช้ำจากจมูก มีการใช้มืออุดกั้น” แพทย์จากสถาบันนิติเวช ระบุระหว่างให้ข้อมูลแก่ กมส.
เทคนิคท่าพิเศษที่ใช้ในการสังหาร ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวางว่า ผู้ที่ใช้ท่าพิเศษสังหารคนได้ คือบุคคลที่ได้รับการฝึกฝนด้านการต่อสู้มาอย่างดี ซึ่งในหน่วยงานราชการผู้ที่ได้รับการฝึกการต่อสู้ประเภทนี้คือ ทหาร และตำรวจ
ล่าสุด นายสุวัตร อภัยภักดิ์ อดีตทนายความของนายเอกยุทธ อ้างว่า นายบอล ติดต่อมายังทีมทนายความปฏิเสธว่าไม่ได้เป็นผู้สังหารอดีตนายจ้าง และยังระบุถึงทีมสังหาร 4 คน ซึ่งเป็นบุคคลมีสี พร้อมกันนี้ยังระบุจะกลับคำให้การในชั้นศาล โดยมีหลักฐานทั้ง "ฮาร์ดดิสต์" และทรัพย์สินหลายรายการของนายเอกยุทธที่ยังคงเก็บไว้
อีกประมาณ 2 เดือนข้างหน้าคดีนี้จะเริ่มเข้าสู่กระบวนการพิจารณาคดีในชั้นศาล เมื่อเวลานั้นมาถึง เงื่อนปมแห่งคดี ก็ถึงกาลคลี่คลาย
--------------------------
(1 ปีอุ้มฆ่า 'เอกยุทธ' ปมปริศนา!...รอวันสะสาง (ตอน 2) : คลี่ปมปริศนา CSI THAILAND : โดย...ทีมข่าวอาชญากรรม)



