ข่าว

คุยนอกกรอบ : แบรนด์ดีไซน์ของดาราหนุ่ม

คุยนอกกรอบ : แบรนด์ดีไซน์ของดาราหนุ่ม

15 มิ.ย. 2557

คุยนอกกรอบ : แบรนด์ดีไซน์ของดาราหนุ่ม : เรื่อง...สินีพร มฤคพิทักษ์ / ภาพ...อนันต์ จันทรสูตร

 
                         แฟนละครหลังข่าวช่องเจ็ด คงคุ้นหน้ากับ “แก๊ป” ธนเวทย์ สิริวัฒน์ธนกุล ดาราหนุ่มกับบทพระรองแสนดี โดยเรื่องล่าสุดที่ผ่านตา (ผู้เขียน) คือเจ้าสาวสลาตัน ที่เขารับบท โยธิน เพื่อนคู่คิดของ "ขวัญ" อุษามณี ไวทยานนท์ 
 
                         ควบคู่กับการเป็นดารา เขาคือเจ้าของกิจการแบรนด์ อะ พีซ ออฟ เปเปอร์ (A piece(s) of paper) กระดาษห่อของขวัญรักษ์โลกที่เขาและแฟน (รัตนิน สุพฤฒิพานิชย์) ร่วมกันทำขึ้นมาได้ปีเศษแล้ว 
 
                         กระดาษห่อของขวัญแบรนด์นี้ผ่านการออกแบบลวดลายและประโยชน์ใช้สอยจากทั้งคู่ ซึ่งจบการศึกษาปริญญาตรี ภาควิชาการออกแบบอุตสาหกรรม คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย 
 
                         โดยใช้กระดาษรีไซเคิล พิมพ์ด้วยหมึกถั่วเหลือง แผ่นกระดาษมีรอยปรุให้ง่ายสำหรับการจัดเก็บ รวมทั้งให้ผู้รับนำไปใช้ได้อีกครั้งโดยฉีกตามรอยปรุที่ทำไว้ หากยับเกินจะนำมาห่อของขวัญอีกครั้ง ก็ฉีกตามรอยปรุทั้งหมดจะได้กระดาษโน้ตขนาดกำลังใช้
 
                         คิดให้ละเอียดขนาดนี้ ใครซื้อแล้วใช้ครั้งเดียวคงเสียดาย !   
 
                         สนใจอยากชมไอเดียเก๋ๆ แบบนี้ แวะไปชมได้ในงาน SIAM CENETER Presents POP FaD by DITP ซึ่งกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศและสยามเซ็นเตอร์ ร่วมกันจัด “โครงการส่งเสริมการสร้างนักออกแบบไทย 2556-2557” นำสินค้ามีดีไซน์ที่ได้รับรางวัล Demark จำนวน 52 แบรนด์ มาจัดแสดงไว้ อาทิ Brand O ของพิธีกรหนุ่ม "ท็อป" พิพัฒน์ อภิรักษ์ธนากร, ADHOC, Artwork, FLOWS รวมทั้ง a piece(s) of paper ของของนักแสดงหนุ่มด้วย งานดังกล่าวจัดระหว่างวันที่ 20-29 มิถุนายน 2557 ณ สยามเซ็นเตอร์ ชั้นสอง พื้นที่กิจกรรมหน้าทางออกรถไฟฟ้าบีทีเอส  
 
                         เบื้องหลังแนวคิดกระดาษห่อของขวัญแบรนด์นี้คืออะไร เราไปฟังพร้อมๆ กัน
 
 
 
เริ่มทำแบรนด์นี้ตั้งแต่เมื่อไร และการตอบรับจากลูกค้า
 
 
                         เราเปิดได้ปีกว่า เริ่มปีที่แล้ว กุมภาพันธ์ 2556 ผ่านมาปีกว่า ค่อนข้างเรียนรู้พฤติกรรมคน ทาร์เก็ตเป็นไง ทำให้ชัดเจนขึ้น พยายามทำให้คนเข้าใจและรู้จักโปรดักท์เรามากขึ้น เพราะแนวคิดค่อนข้างซับซ้อน 
 
                         โปรดักท์หลักๆ เป็นกระดาษห่อของขวัญที่มีรอยปรุทั่วทั้งแผ่น เพื่อให้ใช้ซ้ำได้ คอนเซ็ปต์เราคืออีโคเฟรนด์ลี่ เป็นอีกสเต็ปนอกจากวัสดุเป็นรีไซเคิล และใช้หมึกจากถั่วเหลือง เป็นอีโคเชิงวัสดุ เราเชื่อว่าอีโค (eco) แบบยั่งยืนจริงๆ เกิดจากพฤติกรรมผู้ใช้ ให้รันแบบครบวงจร เราดีไซน์วัสดุเป็นอีโคส่วนหนึ่งแล้ว แต่คนใช้จะอีโคอย่างไรได้บ้าง พฤติกรรมคนใช้ห่อของขวัญ เขาจะคลี่กระดาษออกเอาไปรียูสใช้ซ้ำได้ เป็นการทำให้กระดาษมีค่ามากกว่าใช้ครั้งเดียว ใช้ครั้งที่ 2-3 ได้ 
 
 
 
สินค้ามีอะไรบ้าง
 
 
                         กระดาษห่อของขวัญ กล่องของขวัญสำเร็จรูป สมุด และแอสเซสซอรี่เกี่ยวกับกิฟท์ เช่น ริบบิ้น แถบห้อย และโปรดักท์ที่ออกมาเพื่อให้ใช้กับกระดาษ เช่น เคสไอโฟนใสๆ เพื่อให้แมทช์กับกระดาษของเรา อันนี้เป็นของจริง ส่วนลายเป็นกระดาษของผม กระดาษมีรอยปรุ (แกะเคสโทรมือถือแบบใสและให้ดูกระดาษว่ามีรอยปรุสามารถฉีกได้) อย่างกระดาษห่อของขวัญ หากคนรับค่อยๆ แกะกระดาษออก แทนที่จะฉีกทิ้ง เขาค่อยๆ ฉีกตามรอยมาใช้ใหม่ได้ ทุกส่วนที่ฉีกมาเป็นขนาด 8x8 เซนติเมตร เป็นโน้ตแพดพอดี เอาไปทดเลขได้ (เราทักว่าถ้ายับใช้ไม่ได้) ก็เอาไปสอดในเคสไอโฟน เป็นปกสมุด คอนเซ็ปต์คือใช้กระดาษให้มากกว่าหนึ่งครั้ง จะเอาไปทำอะไรก็ได้
 
 
 
ต้องออกแบบลายกระดาษให้สวย
 
 
                         ใช่ครับ เรารู้สึกว่าทำไมทุกคนคิดว่ากระดาษ 1 แผ่นใช้ได้แค่ครั้งเดียวเท่านั้น เราเชื่อว่ากระดาษไม่ได้มีค่าแค่ 1 แต่เป็น 2-3-4 รียูสได้ เราจะใช้ซ้ำหรือเปล่า...สินค้าต้องใช้การอธิบายเยอะมาก คนเข้ามาจะสงสัยว่ากระดาษใช้ทำอะไร แล้วราคามันแพงด้วย เรื่องของอีโคเป็นเรื่องที่เราต้องทำความเข้า วัสดุตั้งต้นที่ใช้ทำกระดาษเป็นกระดาษรีไซเคิล และเราเชื่อว่าคนนำไปใช้ต่อจะรียูสได้อีกด้วย หมึกถั่วเหลือง ไม่ก่อให้เกิดมลพิษ ไม่มีสารตกค้าง
 
 
 
ราคาแผ่นละเท่าไร
 
 
                         แผ่นละ 80 บาท ขนาด 72 คูณ 48 เซนติเมตร ไซส์ใกล้เคียงกับกระดาษที่ขายทั่วไปตามห้าง แต่เราจะพับได้และใส่ลงห่อ ปกติต้องม้วนๆ การพับกระดาษช่วยลดพื้นที่ในการจัดเก็บ ขนส่งง่าย เป็นส่วนหนึ่งของอีโค
 
                         กระดาษห่อของขวัญเป็นหัวหอกที่เราเน้นว่าแบรนด์ไปทางไหน มี 18 ลาย กำลังจะออกใหม่ 6 ลาย วางขายที่ บีเทรนด์-พารากอน บีทีเอส 5-6 สาขา ลอฟท์ เป็นการฝากขาย ไม่มีร้านของตัวเอง ที่เหลือเป็นช็อปดีไซน์ต่างๆ อีกเกือบสิบแห่ง
 
 
 
จุดเด่นของกล่องของขวัญ
 
 
                         มีรูปทรง ฟอร์ม แตกต่างจากในตลาด เป็นสินค้าที่ขายดีมาก กล่องใช้กระดาษให้หนาขึ้น ใช้ลวดลายที่เราทำกระดาษ เลือกแพทเทิร์นที่น่าสนใจหน่อย เช่น ฟอร์มของกล่องเป็นถุงใหญ่ๆ มีฝาเปิดเล็กๆ เป็นหกเหลี่ยม ทรงพีระมิด ตอนนี้ที่กำลังจะออกมาคอลเลกชั่นใหม่ เป็นกล่องมีฝาเปิดคล้ายกล่องบุหรี่ หรือกล่องทรงยาว ซึ่งไม่มีในท้องตลาดไม่มี ลวดลายของกระดาษทำกันสองคน ผมทำลายเส้นด้วยหมึก กราฟฟิกบ้าง ส่วนแฟนจะทำกราฟฟิกและสีน้ำ จะน่ารักหน่อยเป็นแบบหวานๆ
 
 
 
ตั้งใจกับธุรกิจนี้อย่างไร คาดว่าจะไปได้ไกลแค่ไหน
 
 
                         อยากให้เป็นแบรนด์เกี่ยวกับกระดาษห่อของขวัญที่คนนึกถึง ตอนเราเริ่มทำเพราะท็อปออฟมายด์ยังไม่มี เราอยากให้คนรู้สึกว่าหากจะหากระดาษห่อของขวัญต้องนึกถึงแบรนด์นี้ เราไม่ได้มุ่งให้แบรนด์กลับมาที่ตัวเราอย่างเดียว แต่กลับไปสังคมด้วย เราใส่ใจเรื่องของอีโคประมาณหนึ่ง มันเป็น Social Enterprise สังคมก็ได้กลับไปด้วย เรื่องอีโคจะยั่งยืนต้องกลับมามองที่พฤติกรรมของคน ยกตัวอย่างง่ายๆ เช่น เขาทำกระดาษทิชชูตามที่เห็นโฆษณาบอกให้ฉีก 3 แผ่น แต่บางทีเราเข้าห้องน้ำดึงใช้มากกว่านั้น หรือขวดพลาสติกให้บิดจนเหลือขนาดเล็กก่อนทิ้งถังขยะเพื่อลดพื้นที่ ผมก็คิดเหมือนกัน เรื่องอีโค ฝ่ายหนึ่งมาจากผู้ผลิต ผู้ออกแบบ แต่ผู้บริโภคต้องช่วยด้วย มันถึงจะเป็นการช่วยโลกแบบยั่งยืนจริงๆ 
 
 
 
ตัวสินค้ามีคู่มือการใช้งานไหม
 
 
                         มี มันจะมีแท็ก บอกรายละเอียด ส่วนหนึ่งคือเฟซบุ๊ก แฟนเพจ เราต้องใช้เวลาประมาณหนึ่งในการย่อยเป็นภาพหรือกราฟฟิก เพื่อเล่าหรือให้ความรู้ ทำให้เขารู้ว่าเกิดจากอย่างนี้ๆ
 
 
 
สร้างแบรนด์นี้เพราะอยากทำธุรกิจกับแฟน หรือคิดจริงจังว่าเลี้ยงตัวเองได้ 
 
 
                         หนึ่ง-เราเรียนจบด้านออกแบบสถาปัตยกรรม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย อยากมีแบรนด์ของตัวเองอยู่แล้ว สอง-อยากให้แบรนด์ไปได้ไกลที่สุด เลี้ยงตัวเอง และเป็นธุรกิจที่อยู่ยาว ผ่านมา 1 ปีคืนทุนแล้วนะครับ 
 
 
 
คิดค่าตัวหรือยัง
 
 
                         ไม่ได้คิดครับ (หัวเราะ) คือจริงๆ ทุนไม่สูงอยู่แล้ว ผมไม่ได้ลงธุรกิจเชิงทุ่มเงินเยอะ 
 
 
 
ต้นทุนคือสมองกับค่าตัว
 
 
                         ใช่ ใช้การดีไซน์และสมองให้มาก กระดาษเป็นต้นทุนที่ไม่สูงมาก เราเริ่มตรงนี้ค่อยเรียนรู้ว่าตลาดเป็นยังไง ต้องการอะไร เราเรียนรู้มากขึ้น ผ่านมาปีหนึ่งเราเริ่มอุดช่องโหว่ โปรดักท์ชิ้นไหนไม่เวิร์กเราถอดออกมา ลายแบบไหนน่าจะใช่กับคนมากขึ้น 
 
 
 
ผ่านมาปีหนึ่งทราบหรือยังว่าคนไทยชอบแบบไหน
 
 
                         พฤติกรรมคนไทยชอบอะไรที่ค่อนข้างง่าย สะดวก ตอนแรกแบรนด์เรามีเรื่องของ DIY ค่อนข้างเยอะ คือต้องเอากระดาษไปทำอะไรต่อ รู้สึกว่ายาก ซับซ้อน เราต้องพยายามทำอะไรที่ง่าย สนุก ผู้บริโภครู้สึกว่าไม่ต้องคิดเยอะ เทียบให้เห็นคือกระดาษห่อของขวัญกับกล่องของขวัญ ยอดขายกล่องจะดีกว่าเยอะ เพราะตัวกล่องใช้ได้ทันที แค่หยิบของใส่ก็จบ อีกเรื่องคือเศรษฐกิจที่ทราบกันอยู่ ดังนั้น ของที่ออกมาต้องเห็นฟังก์ชั่นชัดเจน เขารู้ว่าจะไปทำอะไรกัน 
 
 
 
แบ่งเวลาการทำงานงานอย่างไร อาชีพนักแสดง ก๊อบปี้ไรท์เตอร์ และธุรกิจ
 
 
                         ก๊อบปี้ไรท์เตอร์เป็นฟรีแลนซ์ รับเป็นจ๊อบ ส่วนงานนี้น้อยสุดคือ 5 เปอร์เซ็นต์ ตัวงานแสดงกับธุรกิจนี้ค่อนข้างเท่าๆ กัน แล้วแต่ช่วง มันจะค่อนข้างลงตัว อย่างช่วงที่ผมไม่ค่อยมีงานแสดง ธุรกิจตัวนี้ก็ถึงเวลาต้องออกแบบลายใหม่แล้ว ต้องเข้าโรงพิมพ์
 
 
 
ความเป็นดาราเกื้อหนุนธุรกิจออกแบบไหม
 
 
                         มีส่วนประมาณหนึ่ง แต่จริงๆ ตอนแรกที่ผมทำแบรนด์ ผมค่อนข้างระวังคือไม่อยากให้ความเป็นดารามานำ หรือกลบความเป็นแบรนด์ดีไซน์เท่าไร ผมรู้สึกว่าอยากให้ดีไซน์มันนำ เวลาเราทำงานดีไซน์ เราวางเส้นทางให้เป็นไปตามงานออกแบบ งานประกวด ผมรู้สึกว่าแบรนด์ดีไซน์เป็นสิ่งจำเป็น หากดีไซน์ไม่ดี มันขายตัวเองไม่ได้ครับ ไม่ใช่จะเอาเรื่องจากข้างนอกมาขายได้ สมมุติผมเอามาขาย แต่ออกแบบไม่สวย คนคงไม่หยิบแน่ๆ 
 
 
 
ทำไมสนใจทำธุรกิจเพื่อสังคม 
 
 
                         เริ่มจากตอนทำครีเอทีฟโฆษณา คือช่วงท้ายๆ ที่ทำโฆษณาอยู่ วงการโฆษณาทั้งหมดค่อนข้างเปลี่ยนไปทำอะไรเพื่อสังคมมากขึ้น ทั้งในระดับโลกที่เป็นการประกวด ในไทยก็มี ทำให้เราเห็นว่าการใช้ครีเอทีฟ ไม่ใช่เพื่อมุ่งหวังกำไรให้กับแบรนด์ใหญ่ๆ แต่มุ่งเน้นช่วยสังคมบางอย่าง มันเจ๋ง มันทำให้ดีขึ้น ผมเคยอ่านนิตยสารเล่มหนึ่งที่ทำเรื่องเกี่ยวกับธุรกิจเพื่อสังคม คิดว่าไหนๆ จะทำแบรนด์แล้ว ทำไมไม่คิดเรื่องนี้ให้วินวินทั้งคู่ มันน่าจะได้ อีกเรื่องคือพฤติกรรม ผมชอบที่จะมอง รู้สึกว่าใช้ให้คุ้มค่าแล้วมันจะดีขึ้น สุดท้ายเป็นเรื่องของดีไซน์ๆ อยู่ที่แก่น ฟังก์ชั่น ให้ใช้งานได้จริง อย่าพยายามหาอะไรที่เป็นน้ำๆ ใส่เข้าไปให้ก้อนดีไซน์ เพราะจริงๆ คือการใช้งาน 
 
                         นิยามของการออกแบบคือการแก้ปัญหา ออกแบบต้องแก้ปัญหา ทำให้คนสบายขึ้น ง่ายขึ้น สะดวกขึ้น ฟังก์ชั่นควรนำฟอร์มชัดเจน ถ้าเราเห็นว่าฟังก์ชั่นคือจุดสำคัญสุด เก้าอี้ขอแค่นั่งอย่างเดียว ไม่จำเป็นต้องมีผ้าบุ เป็นแผ่นๆ เป็นไม้อันเดียว ก็นั่งได้แล้ว..ถ้าเราลดทอนอื่นๆ ลงมา คือการลดทรัพยากรลดด้วย เราลดขั้นตอนการผลิตทุกอย่าง คำว่าดีไซน์จะมีคำว่าอีโคเกิดขึ้นมา
 
 
 
คิดย้อนศรกับโฆษณามากเลย เพราะต้องทำให้ผู้บริโภคเห็นแล้วอยากได้ อยากใช้บริการ
 
 
                         ผมเชื่อว่าครีเอทีฟใช้ให้ถูกทางได้ครับ ใช้เพื่อแบบจรรโลงโลกสร้างสรรค์สังคมได้ 
 
 
 
 
---------------------
 
(คุยนอกกรอบ : แบรนด์ดีไซน์ของดาราหนุ่ม : เรื่อง...สินีพร มฤคพิทักษ์ / ภาพ...อนันต์ จันทรสูตร)