ข่าว

กางแผนแก้ปม'ค้ามนุษย์'อุตฯประมงลุ้นสหรัฐชี้ชะตา

กางแผนแก้ปม'ค้ามนุษย์'อุตฯประมงลุ้นสหรัฐชี้ชะตา

16 มิ.ย. 2557

กางแผนแก้ปม'ค้ามนุษย์'อุตฯประมงลุ้นสหรัฐชี้ชะตา-รับจุดเสี่ยงส่งออก : อนัญชนา สาระคูรายงาน

                ในเร็วๆ นี้ กระทรวงการต่างประเทศของสหรัฐ จะออกรายงานสถานการณ์การค้ามนุษย์ ประจำปี 2557 โดยจะมีการจัดกลุ่มประเทศคู่ค้าในรายงานดังกล่าวด้วย ซึ่งเมื่อปี 2556 ไทยถูกจัดอันดับให้อยู่ในกลุ่มที่ 2 คือกลุ่มประเทศที่ต้องจับตามอง (Tier 2 Watch List) ติดต่อกันเป็นปีที่สี่ แม้ว่ารายงานดังกล่าวจะเป็นประเด็นเกี่ยวกับด้านสิทธิมนุษยชน แต่ในทางหนึ่งก็ถือว่าเป็นความเสี่ยงต่อภาคธุรกิจการส่งออกของไทย โดยเฉพาะสินค้าอาหารในกลุ่มประมง เพราะถูกจับตามองเป็นพิเศษ

                "สินค้าอาหาร" ถือเป็นกลุ่มสินค้าส่งออกที่สำคัญของไทย เมื่อปี 2556 ที่ผ่านมา ไทยส่งออกสินค้าอาหารคิดเป็นมูลค่ากว่า 25,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และคาดการณ์ว่าการส่งออกในปีนี้จะเพิ่มขึ้นประมาณ 4.8% ตามการฟื้นตัวตามเศรษฐกิจโลก ประกอบกับความพยายามการแก้ไขปัญหาดังกล่าวที่มีพัฒนาการมาอย่างต่อเนื่องจากทั้งภาครัฐและเอกชน ท่ามกลางแรงกดดันจากกระแสข่าวที่ไทยอาจถูกลดอันดับไปสู่กลุ่มที่ 3 (Tier 3) ซึ่งต่ำสุด และอาจมีความเสี่ยงต่อภาคการค้าเพิ่มขึ้น

                จึงทำให้ทุกภาคส่วนต่าง "ลุ้น" และ "ติดตาม" ผลการพิจารณาจากรายงานดังกล่าวอย่างใกล้ชิด


รัฐดึงทุกภาคส่วนร่วมแก้ปัญหา

                จากรายงานการค้ามนุษย์ เมื่อปี 2556 ที่ผ่านมา ระบุว่า รัฐบาลไทยไม่ได้ปฏิบัติตามมาตรฐานขั้นต่ำอย่างเต็มที่ในการขจัดปัญหาการค้ามนุษย์ และยังไม่ได้แสดงหลักฐานให้ชัดเจนเพียงพอว่าได้เพิ่มความพยายามที่จะแก้ไขปัญหาดังกล่าวเมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา แต่ก็ยังไม่ถูกลดระดับไปอยู่ในกลุ่มที่ 3 เนื่องจากได้มีการเสนอแผนเป็นลายลักษณ์อักษร และได้จัดสรรทรัพยากรพอควรในการดำเนินการตามแผนดังกล่าว

                ส่วนข้อเสนอแนะสำหรับประเทศไทย อาทิ ควรปรับปรุงความพยายามให้มากขึ้นอย่างมีนัยสำคัญในการระบุหาเหยื่อค้ามนุษย์ในประชากรกลุ่มเสี่ยง ควรเพิ่มความพยายามในการสอบสวน ดำเนินคดีและพิพากษาลงโทษผู้กระทำความผิด ตลอดจนเจ้าหน้าที่ที่ทุจริต ควรประกาศให้สาธารณชนทราบถึงแผนการดำเนินการป้องกันการค้ามนุษย์ของประเทศและความพยายามในการจัดเก็บข้อมูล เพื่อตรวจสอบการดำเนินการตามกฎหมายว่าด้วยการต่อต้านการค้ามนุษย์ และแผนการดำเนินการดังกล่าว

                รวมทั้งการให้ความรู้แก่แรงงานต่างด้าวเกี่ยวกับสิทธิแรงงาน และปรับปรุงความร่วมมือด้านการบังคับใช้กฎหมายกับประเทศต้นทางในการสืบสวนกรณีต้องสงสัยว่ามีการค้ามนุษย์ และควรพยายามลดอุปสงค์ของแรงงานที่ถูกแสวงประโยชน์ และให้สัตยาบันพิธีสารสหประชาชาติว่าด้วยการค้ามนุษย์ปี พ.ศ.2543

                สำหรับประเทศไทย ปัญหาดังกล่าวมีความเกี่ยวเนื่องกันในหลายภาคส่วน และต่างก็มีความพยายามร่วมกันแก้ไขปัญหา โดยข้อมูลจากกรมประมง ระบุว่า ในระดับนโยบายของไทยนั้น ที่ผ่านมาได้มีการตั้งคณะกรรมการต่อต้านการค้ามนุษย์แห่งชาติ, กำหนดแผนปฏิบัติการต่อต้านการค้ามนุษย์ ตลอดจนมาตรการป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ในอุตสาหกรรมประมง ตลอดจนมีการทำงานร่วมกับ องค์กรแรงงานระหว่างประเทศ (ILO), กระทรวงแรงงาน, กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กรมประมง และหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้อง นอกจากนี้ ยังทำงานร่วมกับภาคเอกชน และองค์กรพัฒนาเอกชน (เอ็นจีโอ)

                ในภาคปฏิบัติ ประกอบด้วย 1.ส่งเสริมหลักปฏิบัติต่อแรงงานที่ดีในอุตสาหกรรมกุ้ง ประมงและอาหารทะเลแปรรูป 2.สำรวจและขึ้นทะเบียนสถานประกอบการต้นทาง ใน จ.สมุทรสาคร 3.จัดตั้งศูนย์ประสานแรงงานด้านอุตสาหกรรมประมง 4.ให้ความคุ้มครองแรงงานในอุตสาหกรรมอาหารทะเลแปรรูป และประมง 5.ทำการตรวจสอบแรงงานในอุตสาหกรรมกุ้ง ประมง และอาหารทะเลแปรรูป และ 6.การดึงภาคเอกชนในอุตสาหกรรมประมงเข้ามามีส่วนร่วม

                "รัฐบาลไทยมีความพยายามร่วมมือกับทุกภาคส่วน โดยได้รับการสนับสนุนทางเทคนิคจาก ILO และองค์กรในระดับนานาประเทศ ซึ่งเป็นสิ่งที่ยืนยันได้ว่าประเทศไทยมีความมุ่งมั่นดำเนินในการดำเนินนโยบายในระดับ และนำไปปฏิบัติจริง ในการแก้ไขปัญหาแรงงานต่างๆ อย่างจริงจัง เพื่อยกระดับการจ้างงาน" รายงานข่าวระบุ

                ด้านกระทรวงพาณิชย์ ยังได้มีการว่าจ้างบริษัทปรึกษากฎหมายจากสหรัฐ มาดำเนินการประสานงาน เพื่อให้ข้อมูลเกี่ยวกับการแก้ไขปัญหาเรื่องการค้ามนุษย์ของไทย โดยที่ผ่านมาบริษัทดังกล่าวได้เดินทางมารวบรวมข้อมูลในประเทศไทย และนางศรีรัตน์ รัษฐปานะ ปลัดกระทรวงพาณิชย์ ยืนยันว่าทางบริษัทที่ปรึกษาต่างประเทศ ได้ชี้แจงข้อมูลในประเด็นต่างๆ ต่อกระทรวงต่างประเทศสหรัฐแล้ว


เอกชนจับมือต้านแรงงานผิดก.ม.

                ส่วนความพยายามของภาคเอกชนนั้น เมื่อปลายปีที่ผ่านมามีความร่วมมือกันระหว่างสมาคมประมง 8 สมาคม ประกอบด้วย สมาคมอาหารแช่เยือกแข็งไทย, สมาคมกุ้งไทย, สมาคมผู้ผลิตอาหารสำเร็จรูป, สมาคมอุตสาหกรรมทูน่าไทย, สมาคมผู้ผลิตอาหารสัตว์ไทย, สมาคมผู้ผลิตปลาป่นไทย, สมาคมการประมงนอกน่านน้ำไทย และสมาคมการประมงแห่งประเทศไทย ร่วมจัดตั้ง "สมาพันธ์ผู้ผลิตสินค้าประมงไทย" และยังได้ร่วมกับ บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอฟ ในการแสดงเจตนารมณ์ร่วมในการต่อต้านการใช้แรงงานผิดกฎหมาย

                “การผนึกกำลังของ 8 สมาคม และการเข้าร่วมของซีพีเอฟในครั้งนี้ก็เพื่อร่วมกันแก้ปัญหาแรงงานในอุตสาหกรรมประมงอย่างเป็นรูปธรรมอย่างจริงจังเพื่อให้ประเทศไทยหลุดจากข้อกล่าวหาเรื่องการปฏิบัติที่ไม่เป็นธรรมต่อแรงงานต่างด้าว และการค้ามนุษย์ด้านแรงงาน" นายพจน์ อร่ามวัฒนานนท์ นายกสมาคมอาหารแช่เยือกแข็งไทย กล่าว

                นอกจากนี้ ยังได้มีการลงนามบันทึกความเข้าใจ (เอ็มโอยู) กำหนดมาตรฐานขั้นต่ำ ที่แต่ละสมาคมจะสามารถไปปฏิบัติได้อย่างเคร่งครัด เน้นในเรื่องการทำประมงจากแหล่งที่มาและเครื่องมือถูกต้องตามกฎหมาย, การทำประมงที่ไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม, ไม่ใช้แรงงานผิดกฎหมาย และความปลอดภัยทางอาหาร ภายใต้ "โครงการพัฒนาและผลักดันผลิตภัณฑ์ประมงภายใต้มาตรฐานการผลิตและการทำประมงอย่างรับผิดชอบ" ประกอบด้วย

                1.มาตรการลดการทำประมงขนาดเล็ก โดยผู้ประกอบการโรงงานอาหารสัตว์, โรงงานปลาป่นและโรงงานแปรรูปสัตว์น้ำ (ซูริมิ) ต้องไม่รับซื้อวัตถุดิบจากเรือประมงมาผลิตสินค้าเป็นเวลา 3 เดือน (ในช่วงวันที่ 1 เมษายน-30 มิถุนายนของทุกปี)

                2.โครงการพัฒนาและผลักดันผลิตภัณฑ์ประมงภายใต้มาตรฐานการผลิตและการทำประมงอย่างรับผิดชอบ โดยการสนับสนุนให้ชาวประมงที่สนใจจะปฏิบัติตามข้อกำหนดของกลไกการตลาด โดยมีเป้าหมายหลัก คือ การขยายขนาดตาอวนลากเป็น 4 เซนติเมตรและใช้แรงงานถูกกฎหมาย พร้อมทั้งสนับสนุนโรงงานปลาป่นที่พร้อมปรับสู่การผลิตมาตรฐาน (Good Manufacturing Practice หรือ GMP)

                และ 3.โครงการพัฒนาและส่งเสริมการประมงอย่างยั่งยืน ในขั้นตอนนี้จะเน้นการพัฒนาและสนับสนุนให้มีการทำการประมงอย่างยั่งยืนทั้งระบบในพื้นที่ ระบบนิเวศสิ่งแวดล้อมและแรงงานโดยใช้กลไกการตลาดในการสนับสนุน โดยจะเริ่มโครงการนำร่องที่ฝั่งทะเลอันดามัน

 
ยันไทยทำเต็มที่-ลุ้นผลชี้ชะตา

                ล่าสุด นายพจน์ ได้กล่าวว่า ที่ผ่านมาประเทศไทยมีความพยายามอย่างเต็มที่ในการแก้ไขปัญหาดังกล่าว และถือว่าทำดีที่สุดแล้ว โดยในส่วนของภาคเอกชนเอง เราได้มีการจับมือร่วมกัน 8 สมาคมผู้ประกอบธุรกิจในอุตสาหกรรมที่เกี่ยวเนื่องกับการประมง ในการต่อต้านการใช้แรงงานผิดกฎหมาย ทั้งนี้ หากผลการพิจารณาไทยถูกลดอันดับลงมาอยู่ในกลุ่มที่ 3 ซึ่งเป็นอันดับที่แย่ลงกว่าเดิม ก็จะมีผลกระทบต่อภาพลักษณ์ของประเทศ อย่างไรก็ตาม เห็นว่าประเด็นดังกล่าวไม่ใช่เรื่องปัญหาระยะสั้น แต่เป็นเรื่องระยะยาวที่จะต้องดำเนินการต่อไป

                เช่นเดียวกับ นายพรศิลป์ พัชรินทร์ตนะกุล นายกสมาคมผู้ผลิตอาหารสัตว์ กล่าวว่า ที่ผ่านมาถือว่าเราทำงานกันอย่างเต็มที่โดยจับมือร่วมกับ 8 องค์กรในการดำเนินการต่างๆ เพื่อแสดงให้เห็นถึงความจริงใจในการแก้ไขปัญหาดังกล่าวของไทย รวมทั้งเป็นการทำงานร่วมกันระหว่างภาครัฐและเอกชน ซึ่งเห็นว่าการแก้ไขปัญหาดำเนินการไปได้ด้วยดี ซึ่งก็คาดหวังว่าผลการพิจารณาน่าจะเป็นไปในทางที่ดี โดยหากประเทศไทยหลุดจากที่อยู่ใน Tier 2 ไปในทิศทางที่ดีขึ้นแสดงว่าได้มีการยอมรับถึงความพยายามของไทย แต่หากไทยถูกลดอันดับลงมาก็จะถือว่ามีความเสี่ยงต่อการค้าเพิ่มขึ้น

                "มาตรการดังกล่าว แม้จะมองว่าเป็นมาตรการกีดกันทางการค้าที่ไม่ใช่ภาษีได้อย่างหนึ่ง แต่เป็นเรื่องเกี่ยวกับความยั่งยืน และมนุษยธรรม ถือเป็นเรื่องที่ทุกประเทศจะต้องให้ความสำคัญ" นายพรศิลป์กล่าวและว่า อย่างไรก็ตาม จากการที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ได้มีการจัดตั้งคณะกรรมการขึ้นมา 2 ชุด คือ เพื่อแก้ไขปัญหาแรงงานต่างด้าวนั้น ถือเป็นเรื่องที่ดีและทางขณะนี้ทาง คสช. เองมีความเข้าใจในปัญหาดังกล่าวแล้วเป็นอย่างดี

                ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 10 มิถุนายน 2557 ที่ผ่านมา พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ได้ลงนามในคำสั่งแต่งตั้ง คณะกรรมการนโยบายการจัดการปัญหาแรงงานต่างด้าว (กนร.) เพื่อให้การบริหารราชการของคณะรักษาความสงบแห่งชาติในการแก้ไขปัญหาแรงงานต่างด้าวทั้งระบบเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ เกิดการบูรณาการ ลดผลกระทบต่อด้านเศรษฐกิจและสังคม ครอบคลุมทั้งการแก้ไขปัญหาแรงงานต่างด้าวในพื้นที่ชายแดนแบบมาเช้า-เย็นกลับ แรงงานตามฤดูกาล แรงงานต่างด้าวหลบหนีเข้าเมืองที่ได้รับอนุญาตให้อยู่ในราชอาณาจักรเป็นการชั่วคราว และแรงงานต่างด้าวประเภทอื่นๆ

                พร้อมทั้งได้แต่งตั้ง คณะอนุกรรมการประสานงานการจัดการปัญหาแรงงานต่างด้าว (อกนร.) ขึ้นอีกชุด เพื่อช่วยปฏิบัติงานของคณะกรรมการนโยบายการจัดการปัญหาแรงงานต่างด้าว (กนร.)

                ด้านแหล่งข่าวในอุตสาหกรรมส่งออกสินค้าอาหารทะเลแปรรูป กล่าวว่า ประเทศไทยถูกโจมตีในประเด็นปัญหาแรงงานค่อนข้างมาก และต่อเนื่อง แต่เราก็ไม่ได้นิ่งนอนใจจึงมีความร่วมมือระหว่างกันมาตลอด และร่วมกับภาครัฐในการรณรงค์และแก้ไขปัญหา เช่น จะมีการออกแนวทางปฏิบัติด้านจริยธรรม การปฏิบัติต่อแรงงาน ร่วมมือกับองค์กรแรงงานระหว่างประเทศ หรือไอแอลโอ และสมาพันธ์ผู้นำเข้าอาหารทะเลของสหรัฐ หรือเอ็นเอฟไอ ในการเข้าไปให้ข้อมูลด้านสถานการณ์แรงงานของไทยแก่สหรัฐ เป็นต้น อย่างไรก็ตาม ส่วนตัวแล้วไม่ได้มองว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องการกีดกันทางการค้า แต่มองว่าเป็นสัญญาณเตือนให้แก่ไทยที่จะต้องตระหนักในการทำอุตสาหกรรมประมงอย่างยั่งยืน

                "ปัญหานี้ถือว่าเป็นปัญหาที่สะสมมานาน ซึ่งเห็นว่าภาครัฐจะต้องมีการบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง และดำเนินการแก้ไขปัญหาอย่างเร่งด่วน" แหล่งข่าวกล่าวและว่า หากไทยถูกลดอันดับลงไปอยู่ในกลุ่มที่ 3 นั้น จะทำให้ไทยมีปัญหาด้านภาพลักษณ์บวกกับปัญหาค้างเก่าอีก อาจจะมีผลกระทบหนักจากปัจจุบันที่มองว่ายังไม่ได้มีผลกระทบต่อการค้าเท่าไรนัก

....................

(หมายเหตุ : กางแผนแก้ปม'ค้ามนุษย์' อุตฯประมงลุ้นสหรัฐชี้ชะตา-รับจุดเสี่ยงส่งออก : อนัญชนา สาระคูรายงาน)