
เปิดปมร้อนสั่งเด้ง3บิ๊กขรก.
เปิดปมร้อนสั่งเด้ง3บิ๊กขรก. : ขนิษฐา เทพจร/เกศินี แตงเขียว สำนักข่าวเนชั่นรายงาน
สามทุ่มวันพุธที่ 11 มิถุนายน ที่ผ่านมา หลังฟังคำสั่งที่ 62/2557 เรื่อง "การแต่งตั้งให้ข้าราชการปฏิบัติหน้าที่" ของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ให้ข้าราชการระดับสูง 3 ราย ไปฏิบัติหน้าที่สำนักปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี หลายคนคงรู้สึกงงเล็กน้อยถึงที่มาที่ไปของคำสั่งย้ายครั้งนี้
คำสั่งดังกล่าวได้ย้าย สุวิจักขณ์ นาควัชระชัย เลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร อรรถพล ใหญ่สว่าง อัยการสูงสุด และ สุรชัย ศรีสารคาม ปลัดกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) ปฏิบัติราชการที่สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี
เรื่องนี้ย่อมมีที่มาและที่ไปอย่างแน่นอน
"สุวิจักขณ์" ถือเป็นบุคคลที่ไม่ธรรมดาคนหนึ่ง เพราะเมื่อครั้งที่เขาขึ้นนั่งตำแหน่งเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร มีอาวุโสเป็นอันดับ 2 แต่ก็แซงเข้าป้ายจนได้จากการแต่งตั้งของนายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานสภาผู้แทนฯ จากพรรคเพื่อไทย
สาเหตุที่ "สุวิจักขณ์" ถูกโยกย้ายในครั้งนี้ วิเคราะห์กันอยู่ 2 เรื่อง คือ 1.เนื่องจากตอนที่มีความขัดแย้งกันระหว่างวุฒิสภากับรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ว่า วุฒิสภาจะเปิดประชุมวิสามัญได้หรือไม่ โดยสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี (สลค.) ยืนยันว่า วุฒิสภาไม่มีอำนาจเปิดประชุมเรื่องต่างๆ ได้ เพราะมีปัญหาข้อกฎหมายจากการที่ไม่มีประธานรัฐสภา (อันเนื่องจากมีการยุบสภา) นำความกราบบังคมทูลเพื่อเปิดประชุมวิสามัญฯ และในช่วงที่มีการถกเถียงกันอย่างหนักระหว่างเลขาธิการ วุฒิสภากับ สลค. สุวิจักขณ์ได้เรียกประชุมฝ่ายกฎหมายของสภาผู้แทนฯ และมีความเห็นออกมาว่าวุฒิสภาไม่สามารถเปิดประชุมวิสามัญได้เนื่องจากมีปัญหาข้อกฎหมาย ทำให้ สลค. นำเอาความเห็นของฝ่ายกฎหมายสภาผู้แทนฯ มาอ้าง
และ 2.จากการที่เขาถูกกล่าวหาเรื่องการใช้งบประมาณของสภาผู้แทนฯ ไปในทางมิชอบหรือฟุ่มเฟือย ที่ฮือฮาที่สุด คือ การซื้อนาฬิกาเรือนละ 7.5 หมื่นบาท เพื่อติดในห้องประชุมสภา และห้องกรรมาธิการต่างๆ ในสภา จำนวน 200 เรือน, การติดแอร์ห้องเก็บขยะ และการจัดซื้อจัดจ้างต่างๆ ในการปรับปรุงอาคารสถานที่บริเวณรัฐสภา
ส่วน จเร พันธุ์เปรื่อง ที่ได้เป็นรักษาการแทนเลขาธิการสภาผู้แทนฯนั้น เพราะเป็นรองเลขาธิการสภาผู้แทนฯ ที่มีอาวุโสสูงสุด แม้ที่ผ่านมา นายจเรจะไม่มีบทบาทในหน้าที่การงานโดดเด่นนัก แต่เขาก็เป็นมือกฎหมายของสภาที่มีเครือข่ายนักกฎหมายและนักวิชาการแห่งสถาบันพระปกเกล้า เมื่อมานั่งในตำแหน่งรักษาการเลขาธิการสภาผู้แทนฯ จึงสอดคล้องกับการเป็นฝ่ายธุรการที่จะขับเคลื่อนสภาปฏิรูปและสภานิติบัญญัติแห่งชาติของ คสช.
รายต่อมา อรรถพล ใหญ่สว่าง เป็นที่จับตามองมากที่สุดคนหนึ่ง นับตั้งแต่ขึ้นมาดำรงตำแหน่งอัยการสูงสุดคนที่ 11 เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2556 เพราะการดำรงตำแหน่งอัยการสูงสุด ต้องผ่านความเห็นชอบของวุฒิสภาที่ขณะนั้นอยู่ในช่วงยุคของรัฐบาลของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ซึ่งช่วงเวลานั้นลุ้นกันตัวโก่งว่านายอรรถพล จะผ่าน-ไม่ผ่าน เพราะการเมืองที่เกิดขึ้นแบ่งขั้วชัดเจน แต่วุฒิสภาก็โหวตผ่าน ให้อรรถพล ขึ้นมาดำรงตำแหน่ง ทำให้เขาถูกมองว่าการเมืองรับได้และจะใช้งานคล่อง
เมื่อเขาได้รับตำแหน่ง ก็ประเดิมสั่งฟ้องคดีใหญ่ที่เกี่ยวข้องนักการเมือง ที่สำนวนค้างมาจากอัยการสูงสุดคนเก่า โดยใช้อำนาจชี้ขาดสั่งฟ้อง อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกรัฐมนตรี และหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ และ สุเทพ เทือกสุบรรณ อดีตรองนายกรัฐมนตรี ข้อหาร่วมกันใช้ หรือก่อให้ฆ่าผู้อื่นโดยเจตนาโดยเล็งเห็นผล จากการที่ ศอฉ.มีคำสั่งใช้กำลังเจ้าหน้าที่กระชับพื้นที่ชุมนุม นปช.ปี 2553 จุดนี้ทำให้มองกันว่า การแบ่งขั้วการเมืองยิ่งชัดเจนขึ้นอีกหรือไม่
ในขณะที่การติดตามตัว พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นักโทษตามคำพิพากษาศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง โทษจำคุก 2 ปี กลับไม่มีความคืบหน้าใดๆ ไม่ว่าจะในยุค อรรถพล อัยการสูงสุด หรืออดีตอัยการสูงสุดก่อนหน้านี้ แถมในยุค จุลสิงห์ วสันตสิงห์ อดีตอัยการสูงสุด เคยมีคำสั่งไม่ฟ้อง พ.ต.ท.ทักษิณ อีกคนในคดีที่ถูกกล่าวหาร่วม 24 แกนนำ นปช. ก่อการร้าย ปี 2553 จากการโฟนอินและวิดีโอลิงค์เข้ามาในพื้นที่ชุมชุม ที่ค้างเก่ามานานหลายปี โดยให้เหตุผลว่าเนื้อหาการโฟนอิน มิใช่การยั่วยุ ปลุกปั่นที่จะเข้าองค์ประกอบทางกกฎหมาย
รวมทั้งช่วงที่ กกต. นัดประชุม 7 องค์กร เพื่อจะหารือ หาทางออกประเทศช่วงการชุมนุม กปปส. สำนักงานอัยการสูงสุด ก็ดีดตัวเองออกมาชัดเจนว่าไม่ร่วมหารือ เพราะมีจุดยืนไม่เอี่ยวการเมือง แต่ปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมายในฐานะข้าราชการประจำ แต่อัยการพยายามสร้างผลงานในการช่วยเหลือทางกฎหมายยื่นฟ้องคดีให้ชาวนาที่ได้รับความเสียหายจากโครงการรับจำนาข้าว
ดังนั้นการสั่งย้ายผู้บัญชาสูงสุด ของสำนักงานอัยการสูงสุดโดยคำสั่ง คสช. จึงไม่ใช่เรื่องน่าประหลาดใจมากนัก เมื่อถึงยุคที่ คสช.จะต้องเดินหน้า ปฏิรูปทุกภาคส่วน
ขณะที่ ตระกูล วินิจนัยภาค รองอัยการสูงสุดอันดับที่ 1 ที่ขึ้นมารักษาราชการแทนอัยการสูงสุด เติบโตในหน้าที่การงานสายนี้มาเป็นลำดับ เคยดูแลสำนักงานต่างประเทศของสำนักงานอัยการสูงสุด ไต่เต้าตั้งแต่ระดับอัยการจนถึงตำแหน่งอธิบดีฝ่ายต่างประเทศ ก่อนจะมาเป็นผู้ตรวจราชการฯ และรองอัยการสูงสุด
อย่างไรก็ตาม ตระกูล มีบุคลิกที่เก็บตัวจากสื่อ ไม่ค่อยชอบการแสดงตนในการทำงานสักเท่าไร
ตระกูล เป็นศิษย์เก่านิติศาสตรบัณฑิต มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ สำนักเดียวกับรุ่นพี่อย่างอรรถพล ขณะที่วาระการดำรงตำแหน่งทางราชการของตระกูลจะครบเกษียณ 65 ปี ในปี 2558 พร้อมกับ อรรถพลที่ไปนั่งทำงานในทำเนียบ
สำหรับ "สุรชัย ศรีสารคาม" เป็นผู้เชี่ยวชาญระบบไอที เขาเคยเป็นผู้อำนวยการศูนย์ประมวลผลการทะเบียน และผู้อำนวยการสำนักบริหารการทะเบียนกรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย เป็นคนแรกที่คิดเปลี่ยนแปลงระบบการจัดการทะเบียนราษฎร หรือระบบทะเบียนบัตรประชาชน 13 หลักที่ใช้กันมาจนถึงทุกวันนี้ และยังเป็นกลจักรสำคัญของบัตรประชาชนแถบแม่เหล็กที่เป็นก้าวแรกก่อนจะพัฒนาสู่บัตรประชาชนแบบสมาร์ทการ์ดที่ใช้กันอยู่ในปัจจุบัน
ก่อนมาเป็นปลัดกระทรวงไอซีที สุรชัย ดำรงตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัดนครนายก และทำให้จังหวัดแห่งนี้ ได้รับการคัดเลือกให้เป็นจังหวัดนำร่อง "Smart Povince" หรือจังหวัดอัจฉริยะเพื่อนำเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารเข้ามาช่วยบริหารจัดการจังหวัดให้มีคุณภาพดีขึ้น ผลงานด้านไอทีของเขาเข้าตา "รัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร" จึงได้รับแรงผลักดันให้ "ข้ามห้วย" จากผู้ว่าฯ เข้ามาเป็นปลัดกระทรวงไอซีที เมื่อปีที่แล้ว
วันที่ 28 พฤษภาคม ที่เกิดปรากฏการณ์ "เฟซบุ๊กล่ม" ในช่วงแรกมีข่าวว่า สุรชัย ให้สัมภาษณ์ว่ามีคำสั่งให้บล็อกการใช้เฟซบุ๊กจริง เพราะเป็นช่องทางรณรงค์ให้ประชาชนออกมาประท้วงการยึดอำนาจ แต่เขาได้ออกมาปฏิเสธในภายหลังว่าไม่ได้ให้สัมภาษณ์ดังกล่าว และทาง คสช.ก็ออกมายืนยันว่าไม่มีคำสั่งดังกล่าว
และที่ถูกจับตามากเป็นพิเศษก็คือ บทบาทของเขาบนเก้าอี้ปลัดไอซีที ที่ไม่ค่อยจะโดดเด่นนักกับการเล่นงานตามกฎหมายกับบรรดาเว็บไซต์จาบจ้วงสถาบัน ที่คสช. ให้น้ำหนักสูงยิ่ง
-------------------------------------
(หมายเหตุ : เปิดปมร้อนสั่งเด้ง3บิ๊กขรก. : ขนิษฐา เทพจร/เกศินี แตงเขียว สำนักข่าวเนชั่นรายงาน)



