
บูรณาการอิสลามศึกษาคือทางแก้ปัญหา'ไฟใต้'
บูรณาการอิสลามศึกษาคือทางแก้ปัญหา'ไฟใต้' : วิถีมุสลิมโลก โดยศราวุฒิ อารีย์
กล่าวกันว่า เยาวชนมลายูในจังหวัดชายแดนใต้ “เรียนมากกว่าเยาวชนไทย แต่เรียนน้อยกว่านักเรียนปกติทั่วไป” ที่ว่าเรียนมากเพราะนักเรียนเหล่านี้ต้องเรียนทั้งสายสามัญและสายศาสนาควบคู่กันไป เรียนสามัญคือ เรียน 8 กลุ่มสาระการเรียนรู้ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาของชาติ ขณะเดียวกันก็ต้องเรียนหลักสูตรอิสลามศึกษาอีก 8 กลุ่มสาระ รวมเป็น 16 กลุ่มสาระ ซึ่งถือว่าเรียนมากกว่านักเรียนไทยทั่วไปหนึ่งเท่าตัว
ส่วนที่ว่าเรียนน้อยกว่าคนอื่นเป็นเพราะเมื่อต้องเรียน 16 กลุ่มสาระ ทำให้วิชาเรียนในแต่ละวันเพิ่มขึ้น แต่เวลาการเรียนการสอนในแต่ละวันยังเท่าเดิม ด้วยเหตุนี้จึงต้องลดเวลาในแต่ละคาบ เพื่อให้สอดรับกับวิชาที่เพิ่มมากขึ้น เมื่อลดเวลาคาบเรียนลงก็ทำให้ครูสอนไม่ทัน หลายครั้งต้องข้ามบทเรียนที่สำคัญไปเพื่อให้สอนทันกรอบเวลา ส่งผลต่อคุณภาพการศึกษาของเด็กนักเรียน
ยิ่งกว่านั้น เมื่อต้องเรียนมากกลุ่มสาระขึ้น ปัญหาที่ตามมาคือ นอกจากนักเรียนจะรู้สึกเบื่อหน่ายและเหน็ดเหนื่อยกับการเรียนการสอนแล้ว หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการศึกษาในพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้ทั้งหมด ยังต้องสูญเสียทรัพยากรในการบริหารจัดการที่เพิ่มมากขึ้นอีกด้วย เพราะเมื่อวิชาเรียนมากขึ้น ทุกอย่างก็ต้องเพิ่มขึ้นเป็นธรรมดา ทั้ง ครูผู้สอน อุปกรณ์ สื่อการเรียนการสอน กิจกรรม ฯลฯ
แต่ที่สำคัญคือ แม้จะเรียนมาก แต่ผลสัมฤทธิ์ของการศึกษาในจังหวัดชายแดนใต้กลับยังไม่เป็นที่น่าพอใจ การประเมินผลการศึกษาในภาพรวมของประเทศจัดให้เยาวชนในจังหวัดชายแดนภาคใต้อยู่ในระดับต่ำสุด ส่วนคนที่ฝ่าฟันเข้าไปศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษาได้ กลับพบว่าหลายคนต้องออกกลางคันเพราะความรู้วิชาพื้นฐานอ่อนมาก เทียบไม่ได้กับเยาวชนไทยในภาคอื่นๆ
วิธีแก้ปัญหาเรื่องนี้มีอยู่ 3 ทาง คือ หากไม่ตัดหลักสูตรอิสลามศึกษาออก ก็ต้องตัดหลักสูตรแกนกลางการศึกษาแห่งชาติออก ไม่อย่างนั้นก็ต้องบูรณาการหลักสูตรทั้ง 2 เข้าด้วยกัน การตัดหลักสูตรอิสลามศึกษาออกไปทำไม่ได้แน่ๆ เพราะการศึกษาศาสนาถือเป็นเรื่องสำคัญยิ่ง ส่วนหนึ่งเป็นเพราะอิสลามถูกกำหนดให้เป็นวิถีชีวิตของมุสลิมทุกคนอย่างเท่าเทียม มุสลิมจึงต้องเรียนรู้เรื่องเหล่านี้ตั้งแต่เยาว์วัย มิเช่นนั้นก็จะไม่สามารถประพฤติปฏิบัติตนตามวิถีอิสลามได้อย่างถูกต้องเหมาะสม
แต่การศึกษาวิชาการสมัยใหม่ก็เป็นสิ่งจำเป็นไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน โดยเฉพาะความจำเป็นต่อการดำรงชีพ อีกทั้งศาสนายังได้ส่งเสริมให้มุสลิมศึกษาหาความรู้ในทุกด้าน ไม่เฉพาะแต่เรื่องศาสนาเท่านั้น การตัดวิชาการสมัยใหม่ออกไปจึงไม่ใช่การแก้ปัญหาเช่นกัน
เหลือทางเดียวคือต้องบูรณาการทั้ง 2 หลักสูตรเข้าด้วยกัน ทางหนึ่งคือการบริหารจัดการหลักสูตรแบบที่ใช้กันอยู่ในวันนี้ (หลักสูตรควบคู่สามัญกับศาสนา) ให้เป็นแบบบูรณาการ การบริหารจัดการหลักสูตรให้เป็นแบบบูรณานี้ทำได้โดยการบูรณาการวิชาศาสนากับศาสนาเข้าด้วยกัน บูรณาการวิชาสามัญกับสามัญเข้าด้วยกัน บูรณาการสามัญกับศาสนาเข้าด้วยกัน บูรณาการกิจกรรมให้เน้นเรื่องศาสนา ฯลฯ ซึ่งมีหลายโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลามทดลองทำอยู่แล้วขณะนี้ แต่ก็ยังไม่สามารถแก้ปัญหาการศึกษาได้ทั้งหมด
อีกทางหนึ่งคือ ต้องรื้อทั้งระบบ จัดทำหลักสูตรใหม่ให้เป็นแบบบูรณาการอย่างที่มาเลเซียทำมาใช้หลายปีแล้ว การทำหลักสูตรใหม่ให้เป็นแบบบูรณาการไม่ใช่เรื่องยาก แต่ที่ยากคือการจัดทำเครื่องมือที่จะนำไปสู่การบรรลุเป้าหมายของหลักสูตรบูรณาการ เช่น หนังสือ สื่อการเรียนการสอน การออกแบบกิจกรรม สภาพแวดล้อมของโรงเรียน เป็นต้น ซึ่งต้องลงทุนสูง
แต่การลงทุนกับเรื่องนี้ผมคิดว่าคุ้มค่า เพราะการศึกษาถือเป็นหนึ่งในหัวใจหลักของการแก้ปัญหาความไม่สงบในจังหวัดชายแดนใต้อย่างถูกวิธีและยั่งยืนที่สุด แม้ต้องใช้เวลานานกว่าจะเห็นผลก็ตาม



