
"พาณิชย์"จ่อขึ้นบัญชีดำ6โรงสีตรวจพบสวมสิทธิ์จำนำข้าว-เดินหน้าตรวจเข้ม
กรมการค้าภายในพบโรงสีผิดเงื่อนไขแล้ว 6 แห่ง สั่งระงับจำนำข้าวทันที เล็งติดแบล็กลิสต์ห้ามรับจำนำข้าวโครงการอื่นอีก เตรียมสอบอีก 4-5 ราย พร้อมคาดสถานการณ์ราคาสินค้าครึ่งปีหลังมีแนวโน้มขยับขึ้น ตามราคาวัตถุดิบและราคาน้ำมันที่ปรับสูงขึ้น
นายยรรยง พวงราช อธิบดีกรมการค้าภายใน กล่าวว่า ขณะนี้เจ้าหน้าที่ของกรมการค้าภายในจังหวัด และ กขช.จังหวัด ได้ตรวจสอบการปฏิบัติตามเงื่อนไขของโรงสีที่ให้มีการรับซื้อข้าวในปริมาณ 50% จากปริมาณข้าวที่รับจำนำเพื่อดึงราคาตลาด พบว่ามีโรงสีที่ไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขแล้ว 6 แห่ง ได้แก่ กำแพงเพชร จำนวน 3 แห่ง พิษณุโลก 1 แห่ง สุโขทัย 1 แห่ง และนครสวรรค์ 1 แห่ง ซึ่งได้สั่งให้ระงับการจำนำข้าวนาปรังไปแล้วในขณะนี้ นอกจากนี้ยังพบการสวมสิทธิ์ทั้งจากโรงสีและจากชาวนา จำนวน 4-5 ราย ซึ่งจะต้องตรวจสอบอีกครั้งจากเจ้าหน้าที่ทั้งภาครัฐและเอกชน
“โรงสีที่พบว่ากระทำความผิดอาจจะโดนแบล็กลิสต์ (ขึ้นบัญชีดำ) ในการเข้าร่วมโครงการรับจำนำในครั้งต่อไป โดยพฤติกรรมที่ไม่โปร่งใสนั้นมีทั้งการเพิ่มปริมาณรับจำนำโดยไม่ผ่านคณะกรรมการจังหวัด และการสวมสิทธิ์ โดยมีเกษตรกรใน 3 จังหวัดดังกล่าวร่วมด้วย และขณะนี้ได้แจ้งความดำเนินคดีต่อโรงสีและเกษตรกรแล้ว" นายยรรยง กล่าวและว่า หลังจากที่รัฐบาลเข้มงวดดูแลข้าวเปลือกนั้น ส่งผลให้ภาพรวมของราคาข้าวเปลือกในตลาดขยับตัวสูงขึ้นตันละ 400-500 บาท ประกอบกับในช่วงนี้ผู้ส่งออกได้ซื้อข้าวเพื่อไปส่งตามออเดอร์ที่เริ่มกลับเข้ามา
อย่างไรก็ตาม ขอเตือนโรงสีและเกษตรกรอย่ามีพฤติกรรมการสวมสิทธิ์หรือกระทำการใดๆ ในการทุจริตรับจำนำข้าวเปลือกนาปรัง เพราะขณะนี้แต่ละจังหวัดมีมาตรการเข้มงวดดูแลการรับจำนำมากขึ้น
นายยรรยง กล่าวถึงสถานการณ์ราคาสินค้าว่า ในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2552 สินค้าเกือบทุกประเภทปรับราคาลดลงตามราคาวัตถุดิบ และในช่วงครึ่งปีหลังคาดว่าราคามีแนวโน้มจะปรับตัวสูงขึ้นได้จากราคาวัตถุดิบ โดยเฉพาะในกลุ่มพืชวัตถุดิบเพื่อการผลิตน้ำมัน แต่คงจะยังไม่มีการปรับราคาขึ้นในช่วง 3-4 เดือนนี้ เพราะสินค้าในหมวดของใช้ทั่วไปราคาจะขึ้นอยู่กับภาวะตลาดมากกว่าราคาวัตถุดิบ
อย่างไรก็ตาม ในปี 2553 ราคาสินค้ามีแนวโน้มจะปรับราคาเพิ่มขึ้นอีก 10-15% จากราคาวัตถุดิบที่คาดว่าจะสูงขึ้น รวมถึงราคาน้ำมันที่ปรับตัวเพิ่มขึ้น และจะส่งผลกระทบต่อราคาจำหน่ายสินค้าในหมวดนี้ให้เพิ่มขึ้น ประมาณ 3-8% โดยสินค้าหมวดที่ได้รับผลกระทบโดยตรง และคาดว่าจะมีการปรับราคาเพิ่มขึ้น ได้แก่ นมผง เพิ่มขึ้น 5% เหล็ก เพิ่มขึ้น 4-7% ปูนซิเมนต์ เพิ่มขึ้น 7-8% ของใช้ประจำวัน 3-4% ปุ๋ยเคมี 5% และแบตเตอรี่ เพิ่มขึ้น 3% ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับสมมติฐานอัตราแลกเปลี่ยน อยู่ระหว่าง 34-35 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่ราคาน้ำมันดิบดูไบ อยู่ที่ 65 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล



