
'ปตท.-บางจาก'ลดราคา'ดีเซล'14สต.
12 มิ.ย. 2557
'ปตท.-บางจาก' ลดราคาน้ำมัน 'ดีเซล' 14 สต. เหลือลิตรละ 29.85 บาท มีผล 00.01 น. พรุ่งนี้ (13 มิ.ย.) เป็นต้นไป
12 มิ.ย. 57 บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) (PTT) และบริษัท บางจาก ปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) (BCP) ประกาศปรับลดราคาขายปลีกน้ำมัน 'ดีเซล' ลิตรละ 14 สตางค์ ส่วนราคาขายปลีกน้ำมัน 'เบนซิน-แก๊สโซฮอล์' ทุกชนิด คงราคาเดิม โดยจะมีผลตั้งแต่ 00.01 น. วันพรุ่งนี้ (13 มิ.ย.) เป็นต้นไป
ทั้งนี้ จะส่งผลให้ราคาขายปลีกน้ำมันของ ปตท.และบางจาก ในสถานีบริการเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล วันพรุ่งนี้ (13 มิ.ย.) เป็นดังนี้
ดีเซล ลิตรละ 29.85 บาท , เบนซิน 95 ลิตรละ 48.75 บาท , แก๊สโซฮอล์ 95 ลิตรละ 40.73 บาท , แก๊สโซฮอล์ 91 ลิตรละ 38.28 บาท , E20 ลิตรละ 35.78 บาท , E85 ลิตรละ 24.58 บาท
กบง.นัดแรกสั่งลดเก็บเงินดีเซลเข้ากองทุน14ส.ต.
ทั้งนี้พล.อ.อ.ประจิน จั่นตอง รองหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) และในฐานะหัวหน้าฝ่ายเศรษฐกิจ เปิดเผยภายหลังเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน(กบง.) นัดแรกว่า ที่ประชุม กบง.มีมิติให้ปรับลดราคาน้ำมันดีเซลหน้าปั๊มลง 14 สตางค์ต่อลิตร โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 13 มิ.ย. 2557 พร้อมกันนี้ได้เรียกเก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงในส่วนของดีเซลอีก 56 สตางค์ต่อลิตร ทำให้มีเงินดีเซลส่งเข้ากองทุนฯรวมแล้วทั้งสิ้น 81 สตางค์ต่อลิตร และทำให้กองทุนฯมีเงินไหลเข้าเพิ่มขึ้นรวมเป็น 33.60 ล้านบาทต่อวัน แต่สถานะโดยรวมกองทุนฯยังติดลบอยู่ประมาณ 7,500 ล้านบาท
ทั้งนี้พล.อ.อ.ประจิน จั่นตอง รองหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) และในฐานะหัวหน้าฝ่ายเศรษฐกิจ เปิดเผยภายหลังเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน(กบง.) นัดแรกว่า ที่ประชุม กบง.มีมิติให้ปรับลดราคาน้ำมันดีเซลหน้าปั๊มลง 14 สตางค์ต่อลิตร โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 13 มิ.ย. 2557 พร้อมกันนี้ได้เรียกเก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงในส่วนของดีเซลอีก 56 สตางค์ต่อลิตร ทำให้มีเงินดีเซลส่งเข้ากองทุนฯรวมแล้วทั้งสิ้น 81 สตางค์ต่อลิตร และทำให้กองทุนฯมีเงินไหลเข้าเพิ่มขึ้นรวมเป็น 33.60 ล้านบาทต่อวัน แต่สถานะโดยรวมกองทุนฯยังติดลบอยู่ประมาณ 7,500 ล้านบาท
การปรับลดราคาดีเซลลงเนื่องจากราคาน้ำมันในตลาดโลกปรับลดลง ทำให้ผู้ค้าน้ำมันดีเซลมีกำไรจากค่าการตลาดเพิ่มขึ้นประมาณ 2.20 บาทต่อลิตร จากที่ควรได้ 1.50 บาทต่อลิตร ดังนั้นเมื่อสั่งให้เก็บเงินดีเซลเข้ากองทุนฯเพิ่มจึงทำให้ค่าการตลาดผู้ค้าน้ำมันอยู่ระดับที่เหมาะสมประมาณ 1.51 บาทต่อลิตร และการตัดสินใจลดราคาน้ำมันดีเซลหน้าปั๊ม เพื่อช่วยลดค่าครองชีพทั้งราคาสินค้า และต้นทุนค่าขนส่งให้กับประชาชนลง
นอกจากนี้ที่ประชุม กบง. ยังมีมติให้ตรึงราคาแอลพีจีภาคครัวเรือนต่อไปที่ 22.63 บาทต่อกิโลกรัม จนกว่าจะมีการประกาศเปลี่ยนแปลง หรือ จนกว่าจะปรับโครงสร้างราคาแอลพีจีเสร็จ โดยคาดว่าจะเสร็จช่วงสิ้นเดือนมิ.ย. 2557 นี้ อย่างไรก็ตามในส่วนของการปรับโครงสร้างราคาพลังงานทุกชนิดนั้น ได้เชิญผู้ที่เกี่ยวข้องกับการปรับโครงสร้างราคาพลังงาน รวมถึงกลุ่มที่ขัดแย้งข้อมูลด้านราคาพลังงานทุกกลุ่มมาประชุมร่วมกัน เพื่อเปิดรับฟังข้อเท็จจริงด้านราคาพลังงานทั้งหมดในวันที่ 15 มิ.ย. 2557 นี้
“ปัจจุบันเกิดความสับสนทางสังคมอย่างมากว่าไทยมีพลังงานเหลืออยู่แค่ไหน รวมทั้งมีการพูดกันว่าไทยขายน้ำมันแพงแต่ขายก๊าซถูกไป ดังนั้นต้องศึกษาให้ได้ข้อมูลที่แท้จริงก่อน รวมถึงต้องหาคำตอบว่ากองทุนน้ำมันฯควรจะอยู่ต่อไปหรือไม่ หรือจะแก้ปัญหากองทุนฯอย่างไร และสัมปทานแหล่งปิโตรเลียมจะหมดลงจะทำอย่างไร เป็นต้น ซึ่งต้องเชิญทุกฝ่ายรวมถึงกลุ่มที่คัดค้านด้านข้อมูลพลังงานทั้งหลายมาเปิดเผยข้อเท็จจริง ให้เป็นข้อมูลนำมาปรับโครงสร้างพลังงานต่อไป”พล.อ.อ.ประจิน กล่าว
พล.อ.อ.ประจิน กล่าวด้วยว่า นอกจากนี้ กบง.ยังได้สั่งการให้กระทรวงพลังงานและการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย(กฟผ.) การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค(กฟภ.)ดูแลไฟฟ้าภาคใต้ให้เกิดความมั่นคง โดยเฉพาะในช่วงการปิดซ่อมท่อก๊าซธรรมชาติแหล่งพื้นที่พัฒนาร่วมไทย-มาเลเซีย(เจดีเอ) 28 วัน ระหว่างวันที่ 13 มิ.ย.-10 ก.ค. 2557 โดยเบื้องต้นขณะนี้ได้ให้โรงไฟฟ้าราชบุรีเพิ่มกำลังการผลิตอีก 450 เมกะวัตต์ จากเดิมที่ป้อนเข้าระบบ 500 เมกะวัตต์และเป็น 950 เมกะวัตต์ พร้อมกันนั้นได้ประสานกับการไฟฟ้ามาเลเซียช่วยป้อนไฟฟ้าในช่วงเกิดความต้องการใช้ไฟฟ้าสูงสุด(พีก)ของภาคใต้ประมาณ 300 เมกะวัตต์ ดังนั้นมั่นใจว่าไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นจะช่วยรองรับพีกได้อย่างแน่นอน
นอกจากนี้ในการเดินเครื่องผลิตไฟฟ้าพลังน้ำนั้น ล่าสุดเขื่อนรัชชประภา จ.สุราษฎร์ธานี สามารถผลิตไฟฟ้าได้เพิ่มอีก 15 เมกะวัตต์ จากเดิม 225 เมกะวัตต์ เป็น 240 เมกะวัตต์ ทั้งนี้กระทรวงพลังงานยังมีเป้าหมายเดินหน้ารณรงค์ขอความร่วมมือให้ประชาชนทุกภาคส่วน ทั้งภาคธุรกิจ อุตสาหกรรม ครัวเรือน การท่องเที่ยว ร่วมมือลดใช้ไฟฟ้าช่วงวันดังกล่าว เพื่อความมั่นคงของระบบและป้องกันการเกิดไฟฟ้าดับในพื้นที่
นอกจากนี้ที่ประชุม กบง. ยังมีมติให้ตรึงราคาแอลพีจีภาคครัวเรือนต่อไปที่ 22.63 บาทต่อกิโลกรัม จนกว่าจะมีการประกาศเปลี่ยนแปลง หรือ จนกว่าจะปรับโครงสร้างราคาแอลพีจีเสร็จ โดยคาดว่าจะเสร็จช่วงสิ้นเดือนมิ.ย. 2557 นี้ อย่างไรก็ตามในส่วนของการปรับโครงสร้างราคาพลังงานทุกชนิดนั้น ได้เชิญผู้ที่เกี่ยวข้องกับการปรับโครงสร้างราคาพลังงาน รวมถึงกลุ่มที่ขัดแย้งข้อมูลด้านราคาพลังงานทุกกลุ่มมาประชุมร่วมกัน เพื่อเปิดรับฟังข้อเท็จจริงด้านราคาพลังงานทั้งหมดในวันที่ 15 มิ.ย. 2557 นี้
“ปัจจุบันเกิดความสับสนทางสังคมอย่างมากว่าไทยมีพลังงานเหลืออยู่แค่ไหน รวมทั้งมีการพูดกันว่าไทยขายน้ำมันแพงแต่ขายก๊าซถูกไป ดังนั้นต้องศึกษาให้ได้ข้อมูลที่แท้จริงก่อน รวมถึงต้องหาคำตอบว่ากองทุนน้ำมันฯควรจะอยู่ต่อไปหรือไม่ หรือจะแก้ปัญหากองทุนฯอย่างไร และสัมปทานแหล่งปิโตรเลียมจะหมดลงจะทำอย่างไร เป็นต้น ซึ่งต้องเชิญทุกฝ่ายรวมถึงกลุ่มที่คัดค้านด้านข้อมูลพลังงานทั้งหลายมาเปิดเผยข้อเท็จจริง ให้เป็นข้อมูลนำมาปรับโครงสร้างพลังงานต่อไป”พล.อ.อ.ประจิน กล่าว
พล.อ.อ.ประจิน กล่าวด้วยว่า นอกจากนี้ กบง.ยังได้สั่งการให้กระทรวงพลังงานและการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย(กฟผ.) การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค(กฟภ.)ดูแลไฟฟ้าภาคใต้ให้เกิดความมั่นคง โดยเฉพาะในช่วงการปิดซ่อมท่อก๊าซธรรมชาติแหล่งพื้นที่พัฒนาร่วมไทย-มาเลเซีย(เจดีเอ) 28 วัน ระหว่างวันที่ 13 มิ.ย.-10 ก.ค. 2557 โดยเบื้องต้นขณะนี้ได้ให้โรงไฟฟ้าราชบุรีเพิ่มกำลังการผลิตอีก 450 เมกะวัตต์ จากเดิมที่ป้อนเข้าระบบ 500 เมกะวัตต์และเป็น 950 เมกะวัตต์ พร้อมกันนั้นได้ประสานกับการไฟฟ้ามาเลเซียช่วยป้อนไฟฟ้าในช่วงเกิดความต้องการใช้ไฟฟ้าสูงสุด(พีก)ของภาคใต้ประมาณ 300 เมกะวัตต์ ดังนั้นมั่นใจว่าไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นจะช่วยรองรับพีกได้อย่างแน่นอน
นอกจากนี้ในการเดินเครื่องผลิตไฟฟ้าพลังน้ำนั้น ล่าสุดเขื่อนรัชชประภา จ.สุราษฎร์ธานี สามารถผลิตไฟฟ้าได้เพิ่มอีก 15 เมกะวัตต์ จากเดิม 225 เมกะวัตต์ เป็น 240 เมกะวัตต์ ทั้งนี้กระทรวงพลังงานยังมีเป้าหมายเดินหน้ารณรงค์ขอความร่วมมือให้ประชาชนทุกภาคส่วน ทั้งภาคธุรกิจ อุตสาหกรรม ครัวเรือน การท่องเที่ยว ร่วมมือลดใช้ไฟฟ้าช่วงวันดังกล่าว เพื่อความมั่นคงของระบบและป้องกันการเกิดไฟฟ้าดับในพื้นที่



