
คอมพิวเตอร์'หลอก'มนุษย์สำเร็จ
14 มิ.ย. 2557
เวิลด์วาไรตี้ : คอมพิวเตอร์ 'หลอก' มนุษย์สำเร็จ
เส้นแบ่งระหว่างเครื่องจักรกลกับมนุษย์เริ่มตีบแคบเข้ามาเรื่อยๆ ตามความรวดเร็วในการพัฒนาเทคโนโลยี ถ้าเป็นเมื่อสัก 50 ปีก่อน คำพูดนี้คงมีคนน้อยมากที่จะเชื่อ และมองเห็น แต่ในปัจจุบันจากความก้าวหน้าของเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ ทั้งในส่วนของฮาร์ดแวร์ และแนวคิดการพัฒนาซอฟต์แวร์ ที่กว้างขวางขึ้น ทำให้ "ความเป็นมนุษย์" กับ "อัจฉริยภาพของเครื่องจักรกล" นั้นใกล้เข้ามามากและเห็นได้ชัดเจนยิ่งขึ้น
เมื่อ 64 ปีที่แล้ว ก็มีนักคิด นักคณิตศาสตร์ และ วิทยาศาสตร์คอมพิวเตอร์ ที่ชื่อ อลัน ทัวริ่ง (Alan Turing) ที่มองเห็น "เส้นบางๆ" ที่กั้นระหว่างความเป็นมนุษย์กับอัจฉริยภาพของเครื่องจักรกล ที่จะบางลงๆทุกที จึงคิดค้นวิธีการทดสอบที่ช่วยแบ่งแยกมนุษย์ที่มีเลือดเนื้อมีสมองจริงๆ กับเครื่องจักรกลที่อาศัยปัญญาประดิษฐ์ (เอไอ) ในการเลียนแบบความเป็นมนุษย์ขึ้นมา
แบบทดสอบดังกล่าวมีชื่อว่า การทดสอบของทัวริ่ง ที่ได้รับการยอมรับกันในสากลว่าเป็นบททดสอบที่มีประสิทธิภาพในการแยกแยะมนุษย์กับเครื่องจักร โดยวิธีทดสอบคือให้ผู้ตัดสินคุยกับคนและปัญญาประดิษฐ์ (จะเป็นการพูด หรือการพิมพ์ก็ได้ ไม่ได้สนใจที่ความสามารถในด้านการติดต่อสื่อสาร) แล้วตัดสินว่าบนสนทนาที่ดำเนินอยู่นั้นเป็นบนสนทนากับคนหรือปัญญาประดิษฐ์ ถ้าไม่สามารถแยกแยะได้ก็หมายความว่าปัญญาประดิษฐ์นั้นผ่านการทดสอบของทัวริ่ง คือ มีความสามารถเลียนแบบความคิดที่เหมือนมนุษย์ (คำตอบอาจไม่ถูกต้องตามหลักความเป็นจริง แต่ลักษณะคำตอบเหมือนมนุษย์)
ที่ผ่านมากว่า 6 ทศวรรษยังไม่เคยมีเครื่องจักรกลปัญญาประดิษฐ์เครื่องใด เอาชนะแบบทดสอบนี้ได้เลยแม้แต่ครั้งเดียว เพราะการทดสอบที่ใช้คนจริงๆ เป็นผู้ตัดสิน ย่อมรู้ถึงความแตกต่างในรายละเอียดปลีกย่อย เช่นอารมณ์ของผู้ตอบคำถาม ลักษณะคำพูด และอื่นๆ อีกมาก ที่เป็นเอกลักษณ์ที่มนุษย์เท่านั้นจะสัมผัสกันได้
แต่เมื่อเร็วๆ นี้ สถิติที่คงกระพันมากว่า 6 ทศวรรษของการทดสอบของทัวริ่ง ต้องถูกทำลายลง เมื่อกลุ่มนักพัฒนาปัญญาประดิษฐ์ชาวรัสเซียที่ประกอบไปด้วย วลาดิมีร์ เวเซลอฟ และ ยูจีน เดมเชนโก สามารถเอาชนะแบบทดสอบของทัวริ่งได้ โดยสามารถหลอกกรรมการที่เป็นมนุษย์ว่ากำลังคุยกับเด็กชายชาวรัสเซียวัย 13 ปี ชื่อ ยูจีน กูสแมน ระหว่างการทดสอบ
ทั้งที่จริงแล้วกรรมการกำลังคุยกับซูเปอร์คอมพิวเตอร์ที่มีโปรแกรมเอไอที่ทั้งสองพัฒนาขึ้นมาต่างหาก
นักพัฒนาทั้งสองเปิดเผยเบื้องหลังความสำเร็จครั้งประวัติศาสตร์นี้ว่า มาจากการใส่ใจในรายละเอียดของระบบเอไอ ให้มี "อารมณ์" ของเด็กวัยรุ่นเข้าไป รวมทั้งพัฒนาระบบการโต้ตอบสนทนาให้ปัญญาประดิษฐ์นั้น "ฉลาด" ขึ้น สามารถตอบโต้คำพูดที่ตรงกับคำถามมากขึ้นด้วย
อย่างไรก็ตาม ความฉลาดของเอไอที่ทั้งสองพัฒนาขึ้นมานั้น สามารถเอาชนะการจับผิดของกรรมการเพียง 33% จากกรรมการทั้งกลุ่ม ซึ่งไม่ได้หมายความว่าระบบเอไอของทีมงานนี้สามารถหลอกมนุษย์กรรมการทั้งหมดให้หลงเชื่อได้ว่ากำลังคุยกับเด็กจริงๆ นั่นหมายความว่าเอไอนี้ยังมีช่องโหว่ให้จับผิดได้อีก
แต่หากเอไอ สามารถหลอกกรรมการได้ทั้งหมดจริงๆ ขึ้นมา วันดีคืนดีอาจจะมีโทรศัพท์เข้ามาหาคุณแล้วสนทนาขายสินค้าชนิดต่างๆ และโต้ตอบให้ข้อมูลได้อย่างถูกต้อง ตรงใจ สามารถจับความรู้สึกที่คุณถ่ายทอดผ่านถ้อยคำที่พูดออกไป ทั้งที่ปลายสายนั้น เป็นเครื่องคอมพิวเตอร์ที่มีระบบปัญญาประดิษฐ์ติดตั้งอยู่... โลกนี้ก็น่าจะอยู่ได้ยากขึ้นมาก จริงไหม?



