ข่าว

หนี้ที่ก่อให้เกิดความสุขสูงสุด

หนี้ที่ก่อให้เกิดความสุขสูงสุด

13 มิ.ย. 2557

เงินทองต้องรู้ : หนี้ที่ก่อให้เกิดความสุขสูงสุด : โดย...ขวัญชนก วุฒิกุล

 
                            ต้นสัปดาห์ที่แล้ว มีข่าวอาชญากรรมปนบันเทิงข่าวหนึ่งที่อยู่ในกระแสวิพากษ์วิจารณ์ของผู้คนในสังคม ข่าวดังกล่าวว่าด้วยความผิดพลาดในการลงทุน “สร้างภาพยนตร์” ของผู้อำนวยการสร้างหนังท่านหนึ่ง ที่สูญเสียเงินลงทุนร่วม 40 ล้านบาท ในการผลิตภาพยนตร์ 1 เรื่อง และปรากฏว่า หนังไม่ทำเงิน ขาดทุนไม่เป็นท่า จบลงด้วยผู้อำนวยการสร้างภาพยนตร์เรื่องนี้พยายามฆ่าตัวตาย แต่ก็มีคนช่วยไว้ได้
 
                            สิ่งที่เกิดขึ้นตามมามีหลายกระแส หลายคนบอกว่า ให้ช่วยกันดูหนังเรื่องนี้ ชอบหรือไม่ชอบ คุ้มกับเงิน “ค่าตั๋ว” (รวมทั้งค่าข้าวโพดคั่ว) ที่เสียไปหรือไม่ ก็ไม่เป็นไร ขอแค่ “ช่วยให้เขารอดจากวิกฤติครั้งนี้ก่อน” ขณะที่อีกหลายคนบอกว่า ถ้าพิจารณาอย่างเป็นเหตุเป็นผล ก็สมควรแล้วที่จะ “เจ๊ง” เพราะเจ้าตัวก็ให้สัมภาษณ์เองเต็มปากเต็มคำว่า ไม่มีความรู้ แต่อยากทำ และพอดีญาติที่พอมีความรู้ มาชวนให้ทำ
 
                            และการเดินในโลกที่เราไม่รู้ ก็เท่ากับเดินอยู่ท่ามกลางความมืดบอด
 
                            ลองไปอ่านหลายๆ ความเห็นที่แสดงไว้ในเรื่องนี้ ส่วนใหญ่ก็ “ขยี้” ไปที่เรื่องเงิน 40 ล้านบาทว่า น่าเสียดาย เพราะถ้าเอาไปลงทุนในหุ้นหรือในกองทุนรวม ได้รับผลตอบแทนปีละ 10% คิดเป็นปีละ 4 ล้านบาท ก็เท่ากับรับผลตอบแทนสบายๆ ในราว 3.3 แสนบาทต่อเดือน 
 
                            คนคอมเม้นท์ก็อาจจะลืมนึกไปเหมือนกันว่า ไม่ใช่ใครก็ได้ ที่จะกำเงิน 40 ล้านบาทมาลงทุนในหุ้นหรือกองทุนรวม เพื่อจะรับผลตอบแทนปีละ 10% โดยไม่มีความรู้ความเข้าใจเรื่องการลงทุน
 
                            และบางที ผู้อำนวยการสร้างภาพยนตร์ท่านนี้ ก็อาจจะคิดว่า ความรู้เรื่องการสร้างหนังของเขา อาจจะมากกว่าความรู้เรื่องหุ้น ดังนั้น จะว่าไปแล้ว เรื่อง “รู้หรือไม่รู้” เรื่องไหน อะไร ยังไงนี่ ก็ว่ากันไม่ได้จริงๆ
 
                            จบจากการเสพข่าวดังกล่าว หันกลับไปดูหน้าจอโทรทัศน์ พบภาพยนตร์โฆษณาบัตรกดเงินสด ที่พยายามดึงเรื่องเหตุผลการใช้เงิน (ซึ่งเป็นเงินที่กู้ยืมมา มีทั้งเงินต้นและดอกเบี้ยที่ตามภาพยนตร์โฆษณาระบุว่าไม่เกิน 15% ต่อปี) เพื่อตอบสนองความสุขของคนรอบข้าง โดยเฉพาะความสุขของ “พ่อแม่” ที่ดูเหมือนจะมีน้ำหนักและเหตุผลเพียงพอต่อการก่อหนี้
 
                            ในชีวิตจริง มีพ่อแม่จำนวนไม่น้อยที่ยินดีกับ “หนี้สิน” ของลูก เพื่อแลกกับความสุขของตัวเอง พ่ออยากมีรถใหม่ แม่อยากมีกระเป๋าใหม่ อยากมีเสื้อใหม่ อยากไปเที่ยว และในชีวิตจริงอีกเช่นกัน ที่มีพ่อแม่อีกเป็นจำนวนไม่น้อยที่ไม่ปรารถนาจะให้ลูกต้องแบกรับ “หนี้สิน” เพื่อแลกกับคำว่า “กตัญญู” 
 
                            พ่อแม่หลายคนรอคอยในวันที่ลูกแข็งแรงทางการเงิน เพียงพอที่จะดูแล “ความสุข” ที่มากกว่าขั้นพื้นฐานให้ท่านได้ หรือหากวันนั้นไม่เคยมาถึง ด้วยเหตุผลที่ลูกไม่พร้อม หรือด้วยเหตุผลที่ลูกพร้อม แต่ลูกไม่ทำ ก็เชื่อว่า พ่อแม่หลายครอบครัวก็ยังคงไม่เรียกร้องอะไรจากลูกหลานเหมือนเดิม
 
                            ไม่ใช่เรื่องผิดหรือถูก เพราะธรรมชาติของแต่ละครอบครัวก็ย่อมแตกต่างกัน แนวคิด ไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิตก็ไม่เหมือนกัน
 
                            คำถามที่ต้องตอบตัวเองให้ได้ ก็คือ ความสุขแบบไหนที่คุ้มค่าเพียงพอต่อการตัดสินใจเป็นหนี้ของเรา เพราะจริงๆ “หนี้” ก็ไม่ได้น่าเกลียดน่ากลัว และหลายๆ ครั้ง การก่อหนี้ (บ้าง) ก็จะช่วยให้ชีวิตความเป็นอยู่ดีขึ้น ซึ่งก็แปลว่า “ความสุข” จากการใช้ชีวิตเพิ่มขึ้นนั่นแหละ
 
                            ศูนย์คุ้มครองผู้ใช้บริการทางการเงิน (ศคง.) ธนาคารแห่งประเทศไทย แนะนำให้พิจารณาปัจจัยสำคัญที่ควรคิดให้ตก ก่อนจะลงมือก่อหนี้ ว่า สำคัญที่สุด ก็คือ เรื่องของความสามารถในการผ่อนชำระ เพราะถ้าเรามีหนี้มาก ก็ต้องเสียดอกเบี้ยจำนวนมาก และถ้าภาระหนี้ที่ต้องผ่อนจ่ายในแต่ละงวดสูงเกินกว่ากำลังชำระหนี้ของเรา สุดท้ายเราก็ไม่มีเงินจ่ายตามกำหนด กลายเป็นผิดนัดชำระหนี้ และคราวนี้ก็อาจจะต้องจ่ายดอกเบี้ยในอัตราผิดนัดซึ่งแพงกว่าดอกเบี้ยปกติ ตามมาด้วยค่าใช้จ่ายอื่นๆ ทั้งค่าติดตามทวงถามหนี้ รวมถึงเรื่องอื่นๆ เช่น ความทุกข์ ความเครียด ว่าจะหาเงินที่ไหนมาใช้หนี้ที่พอกพูนขึ้น นอก​จากนี้ ประวัติทางการเงินของเราก็จะเสีย ซึ่งอาจเป็นปัญหาในการขอสินเชื่อครั้งต่อไป หรือเรื่องอาจบานปลายออกไปอีก เช่น อาจถูกฟ้องล้มละลายได้
 
                            ดังนั้น สิ่งที่ควรจำให้ขึ้นใจและนำมาใช้ทุกครั้งก่อนตัดสินใจเป็นหนี้ก็คือ ควรพิจารณาว่าเรามีความสามารถในการผ่อนชำระมากน้อยแค่ไหน ซึ่งสัดส่วนการผ่อนชำระหนี้ทั้งหมดในแต่ละเดือนไม่ควรเกิน 1 ใน 3 ของรายได้ต่อเดือน เพื่อที่เราจะได้ไม่ต้องแบกภาระหนี้และความหนักใจมากจนเกินไป รวมทั้งมีเงินใช้สำหรับเรื่องอื่นในชีวิต เช่น ออมเพื่อวันข้างหน้า ซื้อสินค้าและบริการที่จำเป็นต้องใช้ในปัจจุบัน
 
                            ส่วนคำถามยอดฮิตว่า ระหว่าง “ก่อหนี้ซื้อบ้าน” กับ “ก่อหนี้ซื้อรถ” ซึ่งก็ “สร้างความสุข” และ “ความสะดวกสบาย” ได้ทั้งคู่ จะเลือกก่อหนี้ก้อนไหนก่อนดี ศคง.แนะนำว่า เรื่องนี้ต้องขึ้นอยู่กับความจำเป็นและประโยชน์ที่แต่ละคนจะได้รับ ซึ่งสำหรับคนที่ไม่มีความเดือดร้อนเรื่องที่อยู่อาศัย แต่จำเป็นต้องใช้รถในการประกอบอาชีพ เช่น เป็นตัวแทนจำหน่ายสินค้าที่ต้องเดินทางบ่อย การซื้อรถก็ดูจะจำเป็นและมีประโยชน์กว่า แต่หากซื้อรถเพื่อให้ดูดี มีฐานะ ทั้งๆ ที่ยังต้องเช่าบ้าน แถมการเดินทางไปทำงานก็ไม่ได้ลำบาก การซื้อบ้านก็เป็นสิ่งที่ควรทำมากกว่า เพราะถือเป็นการลงทุนในสินทรัพย์ที่มูลค่ามีแนวโน้มจะเพิ่มขึ้นในระยะยาว ขณะที่รถนับวันจะยิ่งมีมูลค่าลดลง
 
                            อย่างไรก็ตาม หากกู้ซื้อรถก่อนกู้ซื้อบ้าน สถาบันการเงินจะมองว่า เรามีความสามารถในการผ่อนชำระลดลง ซึ่งอาจทำให้โอกาสที่จะได้รับอนุมัติสินเชื่อเพื่อซื้อบ้านลดลงด้วย
 
                            น่าสนใจ คือ ศคง.ย้ำแล้วย้ำอีกว่า สำคัญที่สุดกว่านั้น คือ การใช้เงินตามวัตถุประสงค์ นั่นคือ ถ้ากู้มาด้วยวัตถุประสงค์อะไร ก็ควรใช้เงินตามวัตถุประสงค์ที่ตั้งใจไว้และไม่ควรแบ่งเงินไปใช้ทำอย่างอื่น เพราะอาจทำให้ไม่มีเงินพอที่จะทำสิ่งที่ตั้งใจและมีประโยชน์กว่า รวมทั้งอาจทำให้มีรายได้ไม่​พอไปชำระหนี้ตามที่ประมาณการไว้แต่เดิมด้วย
 
                            จะเป็นหนี้ทั้งที ก็เลือก “หนี้” ที่ก่อให้เกิดความสุขสูงสุดนะคะ
 
 
 
 
---------------------------
 
(เงินทองต้องรู้ : หนี้ที่ก่อให้เกิดความสุขสูงสุด : โดย...ขวัญชนก วุฒิกุล)