
'ประยุทธ์'ลั่นไม่ปรองดองกับคนผิด
'ประยุทธ์'ลั่นสร้างปรองดองในชาติแต่ไม่ปรองดองคนผิด แจงแนวทางคสช. 3 ระยะกับทูตชาติตะวันตก สั่งทูตรายงานคนทำผิดม.112เคลื่อนไหวต่างแดน
เมื่อเวลา 15.00 น. วันที่ 11 มิ.ย.2557 พ.อ.วินธัย สุวารี รองโฆษกกองทัพบก ในฐานะคณะทำงานโฆษกคสช. แถลงที่ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล ถึงกรณีที่พลเอกประยุทธ์ จันทรโอชา หัวหน้าคสช. ย้ำในที่ประชุมกับเอกอัครทูต สงกุลใหญ่ในประเทศตะวันตก 28 ประเทศ เมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมาซึ่งย้ำว่า ข้าราชการต้องช่วยกันทำให้นานาประเทศเข้าใจ โดยอาศัยหลักการเหตุผลและข้อเท็จจริง ซึ่งตนเข้าใจว่าจะให้ทุกประเทศเห็นด้วยทั้งหมดคงเป็นไปไม่ได้ แต่ต้องเร่งทำความเข้าใจตั้งแต่สาเหตุและอธิบายให้ครอบคลุมทุกมิติ รวมททั้งการดำเนินการในปัจจุบันและการวางแผนอนาคตของคสช.อย่างไร และให้ยึดถึงจุดหมายที่แท้จริงของการรักษาระบอบประชาะธิปไตยที่ประกอบด้วย 3 อำนาจ ฝ่ายบริหาร ฝ่ายตุลาการและนิติบัญญัติ ที่พวกเราในฐานะข้าราชการจะต้องรักษาไว้ และขณะนี้เป็นเพียงการหยุดชั่วคราวเพื่อจัดระเบียบ และต้องทำให้นานาชาติรู้ว่าคนไทยนึกว่าประเทศจะต้องมาก่อนเสมอ
พ.อ.วินธัย กล่าวอีกว่า สำหรับเรื่องการปราบปรามการทุจริต หัวหน้าคสช.ต้องการให้อยู่ในขั้นตอนของกระบวนการพิสูจน์ คงเป็นไปตามกระบวนการที่ควรจะเป็น เพราะที่ผ่านมาบางเรื่องระบบราชการทำไม่ได้เพราะมีข้อจำกัด เพราะเมื่อไม่ทำก็ถูกตำหนิ หรือเมื่อทำแล้วก็ยังถูกตำหนิ ดังนั้นการใช้กฎหมายที่ผ่านมายังมีปัญหาและเป็นเหตุผลที่ต้องอธิบายให้ทั้งคนภายในและภายนอกประเทศเข้าใจ
"และหัวหน้าคสช.ยืนยันว่าจะทำให้เกิดความปรองดองกับคนในชาติ แต่จะไม่ปรองดองกับคนที่ทำผิด และหลังจากนี้ไม่อยากให้มีการกล่าวหากันลอยๆ ผิดถูกอย่างไรอยากให้พิสูจน์ตามกระบวนการจริงๆ " พ.อ.วินธัย กล่าว
รองโฆษกกองทัพบก กล่าวอีกว่า ที่ผ่านมามีการสร้างความเกลียดชัง กล่าวโทษ ปลุกปั่นแล้ว สถาบันฯถูกดึงมากล่าวอ้างด้วย ซึ่งจริงๆแล้วสถาบันฯอยู่เหนือความขัดแย้งทั้งปวง ประชาชนทุกคนคือผสกนิกรของพระองค์ท่าน ดังนั้นเรื่องกฎหมายบางมาตราจึงจำเป็นต้องมีไว้ปกป้องดูแลสถาบันฯ เพราะสถาบันไม่สามารถตอบแก้กับใครได้เหมือนเราและคนอื่นทั่วไป
พ.อ.วินธัย กล่าวด้วยว่า ถ้าจะเปรียบเทียบภาคของการบริหารหัวหน้าคสช.อยากให้เห็นถึงสถานการณ์ก่อนวันที่ 22 พ.ค.เป็นหลัก ไม่อยากให้มองเปรียบเทียบว่าพ.ค.ปีนี้กับพ.ค.ปีที่แล้วเป็นอย่างไร เพราะคนละสภาพการกัน ย้อนไปหลังวันที่ 22 พ.ค. 6 เดือนที่มีความเป็นมาเป็นไปอย่างไร ที่มีมิติการบริหารราชการที่ติดขัด มี ความสงบเรียบร้อยในบ้านเมืองอย่างไร มีความรุนแรงของคนที่ไม่หวังดี และการบังคับใช้กฎหมายไม่สามารถรับประกันความปลอดภัยให้ประชาชนได้ ไม่สามารถบังคับใช้กฎหมายได้ การสัญจรมีข้อจำกัดเพราะต่างฝ่ายต่างอ้างสิทธิ์ในการแสดงออก
พ.อ.วินธัย กล่าวอีกว่า ขณะนี้ เจ้าหน้าที่มีการตรวจจับอาวุธสงครามก็ยังไม่จบสิ้นก็มีมาตรการเพิ่มเติมและยังสามารถนำมามอบให้ทางราชการได้ ก็จะเห็นผลทันตา ซึ่งหลายคนก็ตกใจ ส่วนเรื่องการกระทำผิดกฎหมายรูปแบบอื่นๆอบายมุข บ่อนการพนัน การทำลายทรัพยากรป่าไม้ ยาเสพติดก็ยังมีปริมาณเพิ่มเรื่อยๆ อาจจะเป็นผลส่วนหนึ่งจากที่เราใช้มาตรการกฎหมายความมั่นคงที่สูงสุด และมาตรการนี้ ดังนั้นเป็นการยืนยันว่าคงไม่ได้ริดรอนผู้ที่มีวิถีชีวิตปกติ เพราะคนที่ได้รับผลกระทบคือผู้ที่ไม่หวังดีมากกว่า
พ.อ.วินธัย กล่าวต่อไปว่า สำหรับแนวทางในอนาคตหัวหน้าคสช.ย้ำกับเอกอัครทูต กงสุลใหญ่ฯ 3ระยะที่ค่อนข้างมีความชัดเจน โดยขณะนี้อยู่ในระยะที่หนึ่ง ส่วนระยะที่สองก็ให้ความเข้าใจว่าเป็นเรื่องของการตั้งสภานิติบัญญัติ จัดตั้งคณะรัฐมนตรี(ครม.) มีนายกรัฐมนตรี รวมถึงมีสภาปฏิรูปที่หลายฝ่ายรอคอย และระยะที่สามเป็นเรื่องของการเลือกตั้งและดำเนินการตามกระบวนการประชาธิปไตยที่สมบูรณ์แบบปกติ ซึ่งทั้งหมดคือสิ่งที่หัวหน้าคสช.ได้ชี้เแจงต่อทูตและกงสุลใหญ่
รองโฆษกกองทัพบกแจงปมไม่ปรองดองกับคนผิด
พ.อ.หญิง ศิริจันทร์ งาทอง รองโฆษกกองทัพบก และคณะทำงานโฆษกคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) กล่าวกรณีที่หัวหน้าคสช.ระบุในที่ประชุมว่าจะปรองดองกับคนในชาติ แต่ไม่ปรองดองกับคนทำผิดกฎหมายว่า คนที่ทำผิดต้องเข้ากระบวนการยุติธรรมตามกฎหมาย เราจะไปใช้ความรู้สึกตัดสินว่าคนนี้ผิดหรือไม่ผิดไม่ได้ ต้องใช้หลักฐานไปดำเนินการในทุกเรื่องโดยไม่เลือกปฎิบัติ ไม่ใช่ไปไล่บี้คนนั้นคนนี้
ผู้สื่อข่าวถามว่า จะมีการพิจารณาเรียกพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี มารายงานตัว ด้วยหรือไม่หรือไม่ พ.อ.หญิง ศิริจันทร์ กล่าวว่า หัวหน้าคสช.ไม่เคยพูดว่าจะยกเว้นคนไหนให้มารายงานตัว หรือจะไม่เรียก ขอฝากว่าสังคมอย่าเพิ่งไปคาดเดากันก่อน เพราะจะสร้างความสับสนขึ้นได้ วันนี้ต้องพูดแต่ความจริงไม่ใช่เรื่องที่คาดหวังที่อยากให้เป็น
เมื่อถามว่าพ.ต.ท.ทักษิณ ยังมีเรื่องคดีความติดตัวและยังเคลื่อนไหวอยู่ในต่างประเทศ จะดำเนินการอย่างไร พ.อ.หญิง ศิริจันทร์ กล่าวว่า ต้องไปดูพื้นฐานของคดีก่อน ส่วนการเคลื่อนไหวของนายจักรภพ เพ็ญแข หน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องไปดำเนินการ ทั้งนี้การแก้ปัญหาของคสช.จะทำในเรื่องเร่งด่วนที่กระทบกับประชาชนก่อนที่จำไปทำในเรื่องอื่นๆ
สั่งทูตไทยรายงานข้อมูลคนทำผิดม.112เคลื่อนไหวต่างแดน
มีรายงานข่าวแจ้งว่า ในการประชุมร่วมกันระหว่างพล.อ.ประยุทธ์กับเอกอัครราชทูตและกงสุลใหญ่ไทย 23 คน ที่ประจำการ17 ประเทศ และ 1 เขตปกครองพิเศษ (ฮ่องกง) โดยพล.อ.ประยุทธ์ได้แสดงความเป็นห่วงถึงผู้ที่เคลื่อนไหวทางการเมือง และมีการพาดพิงสถาบันเบื้องสูงผิดประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 ซึ่งยังคงเคลื่อนไหวในต่างประเทศอย่างต่อเนื่องขอให้เอกอัครราชทูตและกงสุลใหญ่ได้สอดส่องและติดตามตรวจสอบหากพบข้อมูลที่พำนักและการเคลื่อนไหวของคนเหล่านั้นก็ให้รายงานเข้ามาที่คสช.ทันทีอย่าเพิกเฉย ขณะที่หากพบว่า สถาบันการศึกษาหรือมหาวิทยาลัยแห่งใดมีการจัดเสวนา อภิปรายที่มีการพูดถึงสถาบันเบื้องสูงหรือประเทศไทยในทางที่ไม่สมควร ก็ขอให้ไปชี้แจงกับสถาบันการศึกษาเหล่านั้น
นอกจากนี้ ขอให้ทางสถานทูตและกงสุลใหญ่ไทยให้ชี้แจงต่อคนไทยที่อยู่ในแต่ละประเทศให้เข้าใจในเรื่อง ม.112 อย่างถูกต้อง อย่างไรก็ตาม ทางหัวหน้า คสช. ไม่มีการพูดถึงในการส่งเจ้าหน้าที่ไปติดตามตัวคนที่กระทำผิดกฎหมายดังกล่าว หรือผู้ที่ไม่ไปรายงานตัวตามคำสั่งของ คสช. ที่ยังอาศัยอยู่ในต่างประเทศ รวมไปถึงกลุ่มที่เคลื่อนไหวต่อต้านรัฐประหารในต่างประเทศ นอกจากนี้พล.อ.ประยุทธ์ ไม่ได้สั่งว่า ทูตต้องไปติดตามตัวเพื่อจับกุมตัวคนเหล่านั้น เพราะไม่ใช่หน้าที่ของกระทรวงการต่างประเทศอยู่แล้ว "พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวด้วยน้ำเสียงและท่าทีค่อนข้างขึงขังถึงเรื่องของผู้กระทำผิด ม.112 โดยบอกว่า คนเหล่านี้อยู่ในประเทศที่พวกคุณประจำการอยู่นั่นแหละ ถ้ามีข้อมูลอะไร ก็ให้แจ้งเข้ามาเลย อย่าเกียร์ว่าง และต้องไปชี้แจงกับคนไทยที่นั่นให้เข้าใจ ม.112" แหล่งข่าวกล่าว
ทูตไทยขานรับนำโรดแม็พคสช.ชี้แจงนานาชาติ
นายมาริษ เสงี่ยมพงษ์ เอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงแคนเบอร่า กล่าวว่า มาตรการตอบโต้ของออสเตรเลียก็เหมือนกับสหรัฐอเมริกา และประเทศอื่นๆ ซึ่งภายหลังที่ได้ทำการรัฐประหาร ตนได้ไปทำความเข้าใจทันทีถึงความจำเป็นและย้ำว่า ไทยยังยืนหยัดในหลักการประชาธิปไตยที่สมบูรณ์แบบ และเป็นที่ยอมรับของคนทุกฝ่าย สิ่งที่เกิดขึ้นจะนำพาประเทศไปในทิศทางที่ถูกต้องหลุดพ้นปัญหา โดยสิ่งที่เกิดขึ้นไมได่ส่งผลกระทบต่อไทย แต่ยังส่งผลต่อระบบเศรษฐกิจ การเมือง สังคมที่ไทยเป็นศูนย์กลางในภูมิภาค ทั้งนี้ หลังจากที่ คสช.มีโรดแมปที่ชัดเจนเกี่ยวกับสภานิติบัญญัติ แนวทางปฏิรูป และการจัดการเลือกตั้ง ถือเป็นเรื่องดีที่เอกอัครราชทูตที่นำไปชี้แจงทำความเข้าใจ โดยล่าสุดออสเตรเลียมมรท่าทีเข้าใจที่ดีขึ้น
นายมาริษ กล่าวว่า ภาคเอกชนก็แสดงความพร้อมจะมาลงทุนในไทยต่อ เนื่องจากเข้าใจสถานการณ์ในไทยเป็นอย่างดี โดยไม่ได้แสดงความวิตกกังวล ทั้งนี้ ตนยังได้ไปพบกับรัฐมนตรีกระทรวงพาณิชย์ของออสเตรเลีย ท่านก็ได้รับการเยือน และในระหว่างกำลังกำหนดวันเดินทางเยือนประเทศไทย นอกจากนี้ ตนจะขอนัดพบกับผู้บัญชาการสูงสุดของออสเตรเลีย เพื่อพูดคุยเกี่ยวกับการลดระดับความร่วมมือทางการทหาร ทั้งนี้เชื่อว่าความสัมพันธ์ทางการทหารยังเป็นไปในทางทิศทางที่ดี เพราะสองประเทศยังมีความร่วมมือกันตลอด นอกจากนี้ ส่วนที่มีรายงานว่า ทางการออสเตรเลียไม่ออกวีซ่าให้กับภริยาของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ซึ่งทางการออสเตรเลียก็ปฏิเสธข่าวดังกล่าว นอกจากนี้ ตนยังได้สอบถามเกี่ยวกับออกประกาศไม่ให้ พล.อ.ประยุทธ์เข้าประเทศ และได้รับการยืนยันว่า ผู้นำทางทหารของไทยยังสามารถเดินทางเข้าใจออกออสเตรเลียได้เป็นปกติ ยกเว้น พล.อ.ประยุทธ์ คนเดียวที่มีกลไกป้องกันไม่ให้หัวหน้า คสช.เข้าประเทศ
ด้านนางนงนุช เพ็ชรรัตน์ เอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงเบอร์ลิน ประเทศเยอรมนี กล่าวถึงท่าทีของประเทศเยอรมนีที่มีต่อประเทศไทย ว่า ไม่ได้มีการลดทอนความสัมพันธ์กับประเทศไทย แต่มีความเข้าใจสถานการณ์ที่เกิดขึ้น แม้บางกลุ่มที่มีความคิดเห็นเสรีประชาธิปไตยแต่ก็มีความเข้าใจ สำหรับภาคธุรกิจนั้น กรณีของธุรกิจขนาดใหญ่ของเยอรมนียังคงเชื่อมั่นว่าสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในไทยจะไม่ส่งผลกระทบต่อการดำเนินธุรกิจในไทย และยังคงเดินหน้าตัดสินใจลงทุนในไทยต่อไป อาทิ บริษัท โฟล์กสวาเกน ที่ยังจะนำเงินมาลงทุนในไทย จำนวน 4,000 ล้านบาท แต่ตนยอมรับว่าเรื่องดังกล่าวส่งผลกระทบต่อการตัดสินใจกลุ่มนักธุรกิจขนาดกลางและขนาดเล็ก(เอสเอ็มอี)ที่จะเข้ามาลงทุนในไทย เพราะนักธุรกิจกลุ่มนี้ยังไม่มีความเข้าใจต่อสถานการณ์ในไทยมากพอ จึงอาจจะกระทบต่อการตัดสินใจในการลงทุนบ้าง ทั้งนี้ เราได้รับข้อมูลว่ามีสมาคมมาตรฐานวิชาชีพเกี่ยวกับธุรกิจด้านอิเล็คทรอนิกส์ของเยอรมนี สนใจที่จะเข้ามาพัฒนานักเรียนอาชีวศึกษาของไทยให้มีมาตรฐานสูงขึ้น ซึ่งอาจจะช่วยดึงดูดนักธุรกิจเอสเอ็มอีได้ ดังนั้น สถานเอกอัครราชทูตไทยฯจะดำเนินการประสานความร่วมมือดังกล่าวต่อไป
นอกจากนี้ หลังจากที่พล.อ.ประยุทธ์ ได้ประกาศโรดแมปออกมา และมีการสร้างความชัดเจนเรื่องการเลือกตั้งและการปฏิรูปต่างๆ จนนำไปสู่กระบวนการประชาธิปไตยนั้น ถือว่าสามารถสร้างความเชื่อมั่นให้กับเยอรมันนีมากขึ้น ที่สำคัญหลังจากหารือร่วมกับ หัวหน้า คสช. เรียบร้อยแล้วในจะสามารถนำข้อมูลทั้งหมดไปชี้แจงต่อประเทศเยอรมันนี และสามารถเรียกความเชื่อมั่นจากทุกภาคส่วนกลับมาได้อย่างแน่นอน
ขณะที่นายวิชาวัฒน์ อิศรภักดี เอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. กล่าวว่า การที่ คสช.มีโรดแมปที่ชัดเจนเป็นเรื่องที่ดี ในการนำไปชี้แจงต่อทางการสหรัฐฯ ซึ่งรัฐบาลสหรัฐฯ ก็มีความเข้าใจดีขึ้น และไม่ติดใจสอบถามในหลักการประชาธิปไตย เนื่องจากทราบว่า ในโรดแมประบุจะมีการเลือกตั้งภายใน 1 ปี แต่สิ่งที่เป็นห่วงคือ การประกาศเคอร์ฟิวในหลายพื้นที่ที่จำเป็นต้องชี้แจงอย่างต่อเนื่องหากจะมีการยกเลิก
ทั้งนี้ พล.อ.ประยุทธ์ ไม่ได้คาดหวังว่ามาตรการกดดันของสหรัฐฯ จะยกเลิกโดยทันที เนื่องจากเข้าใจสิ่งที่ออกมาเป็นข้อบังคับทางกฎหมายที่จะยกเลิกต่อเมื่อไทยจะมีรัฐบาลมาจากการเลือกตั้งเท่านั้น อย่างไรก็ตาม เอกอัครราชทูตจะใช้ความสัมพันธ์ที่ดีกับนักธุรกิจ ภาคเอกชนที่เข้ามาลงทุนในไทย ในการสร้างความเข้าใจและใช้เป็นเวทีชี้แจงให้เข้ามาลงทุน โดยตนได้นัดพบปะกับภาคธุรกิจของสหรัฐฯ ใน 1 - 2 สัปดาห์หลังจากนี้ เช่นเดียวกับเอกอัครราชทูตหลายประเทศ อาทิ เยอรมัน เบลเยี่ยม ญี่ปุ่น และอุปทูตไทย ประจำประเทศอังกฤษ ก็มีความเห็นเดียวกันว่า การพบปะกับหัวหน้า คสช.ในวันนี้ ถือว่าเป็นเรื่องที่ดีที่จะนำไปชี้แจงกับทางการประเทศนั้นๆ โดยเฉพาะโรดแม็พ
นำตัว“บก.ลายจุด”ส่งกองปราบ12มิ.ย.
พ.ต.อ.ประสพโชค พร้อมมูล รองผู้บังคับการกองปราบปราม (รอง ผบก.ป.) ในฐานะหัวหน้าพนักงานสอบสวน เปิดเผยว่า ได้รับการประสานจากเจ้าหน้าที่ทหารที่ดูแลนายสมบัติ บุญงามอนงค์ หรือ บก.ลายจุด แกนนอนกลุ่มวันอาทิตย์สีแดงว่า ในวันพรุ่งนี้ (12 มิ.ย.) เวลา 10.00 น. เจ้าหน้าที่ทหารจะนำตัวนายสมบัติมาส่งมอบให้กับทางพนักงานสอบสวน ที่กองบังคับการปราบปราม (บก.ป.) เพื่อสอบสวน และแจ้งข้อกล่าววหา โดยได้เตรียมพนักงานสอบสวนไว้จำนวน 2 นาย เพื่อสอบปากคำและแจ้งข้อกล่าวหา ซึ่งพนักงานสอบสวนของกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (ปอท.)จะเดินทางมาสอบสวนและแจ้งข้อกล่าวหาในครั้งนี้ด้วยหลังจากนั้นหากยังมีพยานหลักฐานที่พนักงานสอบสวนยังดำเนินการไม่แล้วเสร็จก็จะนำตัว นายสมบัติ ไปขออำนาจศาลทหารกรุงเทพ เพื่อฝากขังผลัดแรก เป็นเวลา 12 วัน ซึ่งระหว่างนี้ผู้ต้องหาสามารถให้ทนายยื่นประกันตัวได้
กทม.เปิดปฏิทินจัดงาน"คืนความสุขสู่ประชาชน"
นายณรงค์ จงแจ่มฟ้า ผู้อำนวยการเขตหลักสี่ กล่าวว่า เขตหลักสี่ร่วมกับ คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) กำหนดจัดกิจกรรม รวมใจเป็นหนึ่ง “คืนความสุขให้ชาวหลักสี่” ด้วยใจรักชาติ เทิด ศาสน์ กษัตริย์ ยืนหยัดความเป็นไทย สร้างความสุขแก่ประชาชน ให้ทุกคนรักสมัครสมาน สามัคคีปรองดองกัน โดยกำหนดจัดขึ้นในพื้นที่เขต เวลา 15.00-21.00 น. ดังนี้ วันที่ 12 มิ.ย. 57 บริเวณสวนหย่อมเคหะชุมชน ทุ่งสองห้อง วันที่ 18 มิ.ย. 57 บริเวณเคหะชุมชนบางบัว วันที่ 20 มิ.ย. 57 บริเวณชุมชนเคหะท่าทราย และวันที่ 23 มิ.ย. 57 บริเวณบึงสีกัน โดยในงานมีกิจกรรมมากมาย อาทิ กิจกรรมเทิดทูนสถาบันฯ กิจกรรมการแสดงและดนตรีตลอดงาน การให้บริการตรวจคัดกรองโรคเบื้องต้น การให้บริการตัดผม ตรวจซ่อมเครื่องใช้ไฟฟ้า การฉีดวัคซีนและทำหมันสุนัขและแมว การจำหน่ายสินค้าราคาถูกจากผู้ผลิต รวมทั้งการให้บริการอื่นๆ อีกมากมาย
"นอกจากนี้ยังมีบริการอาหาร เครื่องดื่มแก่ผู้เข้าร่วมงานฟรีตลอดงาน จึงขอเชิญชวนพี่น้องประชนในพื้นที่เขตและประชาชนทั่วไปร่วมงาน ตามวันเวลาดังกล่าว ซึ่งกิจกรรมที่จัดขึ้นได้รับความร่วมมือจากทุกภาคส่วนทั้งภาครัฐและเอกชนในพื้นที่ให้ความร่วมมือ เพื่อรวมใจเป็นหนึ่งคืนความสุขให้ชาวหลักสี่"นายณรงค์ กล่าว
นางฉัฐนันท์ อินทราชา ผู้อำนวยการเขตราษฎร์บูรณะ กทม. กล่าวว่า เขตราษฎร์บูรณะร่วมกับทหาร ตำรวจ ศูนย์บริการสาธารณสุข หน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชนในพื้นที่เขต จัดงานคืนความสุขสู่ประชาชน ในวันที่ 15 มิ.ย. 57 เวลา 10.00 น. เป็นต้นไป ที่ศูนย์เยาวชนสะพานพระราม 9 (ฝั่งธนบุรี) ซึ่งจัดให้มีบริการเขตเคลื่อนที่ หน่วยแพทย์ของทหาร และศูนย์บริการสาธารณสุข มาให้บริการตรวจสุขภาพทั่วไป และตรวจคัดกรองโรคเบาหวาน นอกจากนี้ ยังมีการแสดงดนตรีของทหาร มีบริการอาหารและเครื่องดื่มฟรี สำหรับผู้มาร่วมงาน รวมทั้งมีการจัดการแข่งขันกีฬาระหว่างหน่วยงานภาครัฐและภาคประชาชน เพื่อคืนความสุขความสามัคคีปรองดองให้คนในชาติตามนโยบายของหัวหน้าคสช. จึงขอเชิญชวนประชาชนผู้สนใจเข้าร่วมงานคืนความสุขสู่ประชาชน ได้ตามวัน เวลา และสถานที่ข้างต้น
ด้านนางสาวพรทิพย์ วัชรินทร์ดิลก ผู้อำนวยการเขตบางกอกใหญ่ กทม. กล่าวว่า เขตบางกอกใหญ่ร่วมกับกองพันทหารราบที่ 2 กรมทหารราบที่ 29 จัดกิจกรรม“คืนความสุขสู่คนในชาติ” โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเสริมสร้างความรัก ความสามัคคี ความเข้มแข็งให้ชุมชนและส่งเสริมการแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ เพื่อแสดงถึงความจงรักภักดีต่อชาติต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ โดยบูรณาการร่วมกันของหน่วยงานภาครัฐ เอกชน และภาคประชาชนในพื้นที่ กำหนดในวันที่ 15 มิ.ย. 57 เวลา 07.30-15.00 น.ที่โรงเรียนวัดราชสิทธาราม ซ.อิสรภาพ 21 โดยมีกิจกรรมให้บริการต่างๆ อาทิการจำหน่ายสินค้าราคาถูก ฝึกอาชีพระยะสั้น บริการตัดผมฟรี บริการตรวจสุขภาพทั่วไป บริการซ่อมเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ ซ่อมจักรยานยนต์ การให้ความรู้ด้านการป้องกันอัคคีภัย บริการจากองค์การโทรศัพท์ การแสดงดนตรีและกิจกรรมนันทนาการ จึงขอเชิญชวนพี่น้องประชาชนชาวบางกอกใหญ่ร่วมกิจกรรมได้ฟรีในวัน เวลา และสถานที่ดังกล่าว
ขณะที่นายพงษ์ศักดิ์ พันธุ์สวาสดิ์ ผู้อำนวยการเขตบางขุนเทียน กทม. เปิดเผยว่า เขตบางขุนเทียนร่วมกับกองพันที่ 3 กรมทหารราบ 29 กองพลทหารราบที่ 9 สถานีตำรวจนครบาลท่าข้ามและองค์กรภาคเอกชนร่วมจัดกิจกรรมตามโครงการ “คสช. คืนความสุขให้คนในชาติ” ในวันที่ 14 มิ.ย. 57 ที่ลานกิจกรรมศูนย์กีฬาการเคหะโครงการ 3 โดยมีกิจกรรมจัดหน่วยบริการเคลื่อนที่ให้บริการประชาชนและกิจกรรมนันทนาการโดยหน่วยทหารกองพันที่ 3 กรมทหารราบ 29 กองพลทหารราบที่ 9 ฝ่ายรักษาความสะอาดและสวนสาธารณะจัดหน่วยพัฒนาพื้นที่ให้บริการทำความสะอาดล้างถนนโครงการ 3 ฝ่ายโยธาให้บริการลอกคูคลอง เก็บผักตบชวาในคลองลาดลำภู โดยมีเจ้าหน้าที่ทหาร ตำรวจและประชาชนเข้าร่วม
ส่วนนายกมล ภูริภูษิต ผู้ช่วยผู้อำนวยการเขตคลองสามวา กทม. แจ้งว่า เขตคลองสามวาร่วมกับกองบังคับการควบคุม กองพันทหารราบที่ 2 กรมทหารราบที่ 2 รักษาพระองค์ กำหนดจัดให้มีการประชุมชี้แจงทำความเข้าใจถึงเหตุผลความจำเป็นของการทำรัฐประหาร และแผนการดำเนินงานของคสช. ที่ห้องประชุมสำนักงานเขตคลองสามวา ดังนี้ วันที่ 15 มิ.ย. 57 เวลา 10.00 น. ประชุมหัวหน้าวินและผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์รับจ้างในพื้นที่ เพื่อร่วมเป็นเครือข่ายการประชาสัมพันธ์สร้างความเข้าใจในการดำเนินงานของ คณะรักษาความสงบแห่งชาติ และวันที่ 16 มิ.ย. 57 เวลา 13.00 น. ประชุมเจ้าของสถานประกอบการ โรงงานอุตสาหกรรมในพื้นที่ เพื่อให้เกิดความเชื่อมั่นในการลงทุน ค้าขาย ทั้งภายในและภายนอกประเทศ
นายกมล กล่าวด้วยว่า ทั้งนี้ เขตคลองสามวา และหน่วยทหารได้จัดให้มีการประชุมชี้แจงสร้างความเข้าใจกับตัวแทนชุมชน จำนวน 81 ชุมชน ในพื้นที่เขตไปแล้ว เมื่อวันที่ 9 มิ.ย. 57 และมีแผนจะดำเนินการสร้างความเข้าใจในการดำเนินงานของคสช.กับประชาชนทุกกลุ่มทุกหมู่เหล่าในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง เพื่อให้เกิดความปรองดองและความสงบสุขในพื้นที่



