
'อาร์เอส'ชนะคดี!ไม่ต้องถ่ายสดทุกแมทช์
11 มิ.ย. 2557
'อาร์เอส' ชนะคดี ไม่ต้องถ่ายทอดสดบอลโลกทางฟรีทีวีทุกแมทช์ ร่วมมือ 'คสช.' คืนความสุข ดูผ่านช่อง 5 , 7 ครบทุกนัด
11 มิ.ย. 57 เมื่อเวลา 13.30 น. ที่ศาลปกครองสูงสุด ถ.แจ้งวัฒนะ นายประวิตร บุญเทียม ตุลาการศาลปกครองสูงสุด เจ้าของสำนวนคดีถ่ายทอดสดลิขสิทธิ์ฟุตบอลโลก ปี ค.ศ. 2014 และองค์คณะ มีคำพิพากษาให้เพิกถอนข้อ 3 ในประกาศสำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) เรื่องหลักเกณฑ์รายการโทรทัศน์สำคัญที่ให้เผยแพร่ได้เฉพาะในบริการโทรทัศน์ที่เป็นการทั่วไป พ.ศ. 2555 และการกำหนดประเภทรายการลำดับที่ 7 ในภาคผนวก (Must Have - มัสต์แฮฟ) ที่กำหนดให้รายการแข่งขันฟุตบอลโลกรอบสุดท้ายจะต้องให้บริการเป็นรายการทั่วไป เนื่องจากประกาศดังกล่าวเป็นส่วนเฉพาะในส่วนที่มีผลกระทบต่อสิทธิ์ของ บริษัทอาร์เอส อินเตอร์เนชั่นแนล บรอดคาวติ้ง แอนด์ สปอร์ต แมเนจเม้นท์ จำกัด (RSBS - อาร์เอสบีเอส) ที่ได้รับอนุญาตจากสหพันธ์ฟุตบอลระหว่างประเทศ (FIFA - ฟีฟ่า) ให้เป็นผู้เผยแพร่ภาพและเสียงการแข่งขันฟุตบอลโลกรอบสุดท้ายในปี ค.ศ. 2014 แต่เพียงผู้เดียวเท่านั้น เนื่องจากการออกประกาศดังกล่าวของ กสทช. ไม่ชอบด้วยกฎหมาย โดยให้มีผลบังคับใช้ย้อนหลัง ตั้งแต่วันที่ประกาศดังกล่าวมีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 4 ม.ค. 56 แต่ให้ประกาศ กสทช.ดังกล่าว ยังมีผลบังคับใช้เป็นการทั่วไปกรณีอื่นได้อยู่
ตามฟ้องระบุว่า บริษัท อาร์เอสบีเอส ซึ่งเป็นบริษัทในเครือบริษัท อาร์เอส จำกัด (มหาชน) ที่มีสถานีโทรทัศน์ดาวเทียม 4 ช่องได้ทำสัญญากับสหพันธ์ฟุตบอลระหว่างประเทศ (ฟีฟ่า) ตั้งแต่วันที่ 12 ก.ย. 48 ได้รับสิทธิ์ในการเผยแพร่การแข่งขันฟุตบอลโลกรอบสุดท้ายปี ค.ศ. 2010 และ 2014 ยื่นฟ้อง สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) และคณะกรรมการ กสทช. เป็นผู้ถูกฟ้องที่ 1-2 ต่อศาลปกครองกลางเป็นคดีหมายเลขดำที่ 762/2556 เรื่องเป็นหน่วยงานทางปกครอง หรือเจ้าหน้าที่ของรัฐ ออกกฎโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย
โดย บริษัท อาร์เอสบีเอส ผู้ฟ้อง ต้องชำระเงินค่าตอบแทนจำนวนมหาศาล ในการได้รับสิทธิ์จากฟีฟ่า ให้เป็นผู้เผยแพร่ภาพและเสียงการแข่งขันฟุตบอลโลกรอบสุดท้ายในปี ค.ศ. 2010 และ 2014 แต่ต่อมาผู้ถูกฟ้องที่ 2 ได้ออกประกาศ เรื่องหลักเกณฑ์รายการโทรทัศน์สำคัญที่ให้เผยแพร่ได้เฉพาะในบริการโทรทัศน์ที่เป็นการทั่วไป พ.ศ. 2555 ลงวันที่ 11 ธ.ค. 55 ซึ่งก่อนหน้านั้น ผู้ฟ้องได้มีหนังสือลงวันที่ 2 พ.ย. 55 ถึงผู้ถูกฟ้องว่า ในข้อ 3 ของประกาศดังกล่าว บังคับให้ผู้ประกอบการต้องซื้อเวลาในการถ่ายทอดออกอากาศด้วย ทั้งที่ผู้ประกอบการได้ซื้อลิขสิทธิ์ถูกต้อง และมิใช่เป็นรายการที่เป็นลิขสิทธิ์ของรัฐ ซึ่งเป็นการกระทบสิทธิ์ของผู้ได้รับอนุญาต และไม่เคารพต่อกฎหมายทรัพย์สินทางปัญหา และเป็นข้อกำหนดที่ไม่เป็นธรรมต่อผู้ฟ้อง และผู้ประกอบการกิจการที่ไม่ใช้คลื่นความถี่ และรายการที่กำหนดไว้ในภาคผนวกดังกล่าวไม่ใช่รายการที่เป็นลิขสิทธิ์ของรัฐ หรือสาธารณสมบัติของแผ่นดิน จึงเป็นการกระทบสิทธิ์ของผู้ได้รับอนุญาต และไม่เคารพต่อกฎหมายทรัพย์สินทางปัญญา โดยผู้ฟ้องเสนอให้ตัดกำหนดข้อ 3 ดังกล่าวออก เพื่อให้เกิดการแข่งขันทางการค้าอย่างเสรีและเป็นธรรมตามรัฐธรรมนูญ เพราะผู้ฟ้องได้รับลิขสิทธิ์ก่อนที่จะมีการประกาศบังคับใช้ดังกล่าวอย่างถูกต้องในการเผยแพร่ภาพและเสียงการแข่งขันฟุตบอลโลกจากเจ้าของลิขสิทธิ์อย่างถูกต้องทุกประการจากฟีฟ่า ประกาศดังกล่าวถือเป็นการจำกัดสิทธิ์ของผู้ประกอบกิจการ ซึ่งไม่ชอบด้วยกฎหมาย รวมทั้งหากผู้ประกอบการไม่ดำเนินการตามสัญญาในการเผยแพร่ภาพและเสียงการแข่งขันอาจถูกฟีฟ่าฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายจำนวนมหาศาล โดยขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งยกเลิกประกาศดังกล่าว
ขณะที่ศาลปกครองชั้นต้น ได้มีพิพากษา ให้เพิกถอนข้อ 3 และรายการลำดับที่ 7 ในภาคผนวกดังกล่าว แต่ต่อมา กสทช. ผู้ถูกฟ้องที่ 2 ได้ยื่นอุทธรณ์ว่า ผู้ฟ้องไม่อำนาจฟ้องเพราะเป็นเพียงผู้ได้รับลิขสิทธิ์ไม่ใช่ผู้ให้บริการสถานีโทรทัศน์
ศาลปกครองสูงสุด ได้พิเคราะห์ข้อเท็จจริง ประกอบข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้องแล้ว เห็นว่า คดีมีประเด็นต้องวินิจฉัยว่า ผู้ฟ้อง มีสิทธิ์ฟ้องคดีนี้หรือไม่ เห็นว่าประกาศ กสทช. ของผู้ถูกฟ้องที่ 2 มีลักษณะเป็นกฎ จึงเป็นกรณีที่ไม่มีกฎหมายกำหนดหรือขั้นตอนหรือวิธีการสำหรับการแก้ไขความเดือนร้อนหรือเสียหายไว้โดยเฉพาะก่อนนำคดีมาฟ้องต่อศาล เมื่อผู้ฟ้องคดีได้รับสิทธิ์ในการถ่ายทอดสดการแข่งขันฟุตบอลโลกรอบสุดท้ายในปี ค.ศ. 2014 ระหว่างวันที่ 12 มิ.ย. - 13 ก.ค. 57 จากสหพันธ์ฟุตบอลระหว่างประเทศ (ฟีฟ่า) ผู้ฟ้องคดีจึงย่อมสามารถนำรายการที่ได้รับสิทธิ์ไปเผยแพร่ได้ในหลายช่องทางที่ผู้ฟ้องคดีเห็นว่าได้ประโยชน์ทางธุรกิจสูงสุด การที่ผู้ถูกฟ้องคดีไม่อาจเผยแพร่ในกิจการโทรทัศน์ที่ไม่ใช้คลื่นความถี่ได้ ผู้ฟ้องคดีจึงเป็นผู้ที่ได้รับความเดือดร้อนหรือเสียหายจากประกาศของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ที่มีสิทธิ์ฟ้องคดีต่อศาลปกครองได้
ส่วนประกาศ กสทช.ข้อ 3 และรายการลำดับที่ 7 ในภาคผนวกของประกาศนั้น เป็นกฎที่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า เมื่อพิจารณา พ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. 2553 มาตรา 27 วรรคหนึ่ง (6) แล้ว กสทช.ผู้ถูกฟ้องที่ 2 มีอำนาจออกประกาศได้ โดยเป็นการกระทำโดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติของกฎหมาย และประกาศดังกล่าวดำเนินการที่ไม่เกินกว่าความจำเป็นและไม่กระทบกระเทือนสาระสำคัญแห่งสิทธิ์ของผู้ฟ้อง นอกจากนี้การออกประกาศดังกล่าวมีเจตนารมณ์เพื่อคุ้มครองประโยชน์สาธารณะ กรณีจึงไม่อาจรับฟังได้ว่าประกาศนั้นขัดต่อบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ ส่วนผู้ฟ้องมีสิทธิ์เผยแพร่งานดังกล่าวต่อสาธารณะชนได้แต่เพียงผู้เดียวในประเทศไทย แต่ประกาศ กสทช. ดังกล่าว ก็ไม่ได้จำกัดสิทธิ์ของผู้ฟ้องคดีดังกล่าวแต่อย่างใด แต่หากวิธีการหรือช่องทางการเผยแพร่ดังกล่าวมีบทบัญญัติของกฎหมายใดควบคุม ผู้ฟ้องก็ต้องดำเนินการตามหลักเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด คือ พ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นฯ และ พ.ร.บ.การประกอบกิจการกระจายเสียง และกิจการโทรทัศน์ พ.ศ. 2551 โดยประกาศนั้น ไม่ได้ห้ามผู้ฟ้องแสวงหาผลประโยชน์หรือเผยแพร่ทางโทรทัศน์ทั้งหมดแต่อย่างใด จึงไม่ใช่กรณีที่ประกาศนั้นจะขัดต่อ พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 มาตรา 15 วรรค 1 (2) อุทธรณ์ข้อนี้ของผู้ถูกฟ้องฟังขึ้น
คดียังมีปัญหาต้องวินิจฉัยอีกว่า ประกาศนั้นเป็นกฎที่ออกด้วยดุลพินิจโดยชอบหรือไม่ เห็นว่า บริษัทอาร์เอสบีเอส ผู้ฟ้อง ได้แสดงความเห็นคัดค้าน กับ กสทช.ผู้ถูกฟ้องที่ 2 แล้ว ในระหว่างที่มีการพิจารณาเพื่อจะออกประกาศดังกล่าว ซึ่งการใช้อำนาจของกสทช.ในการออกประกาศนั้น จึงต้องคำนึงถึงผลกระทบต่อบริษัทอาร์เอสบีเอสผู้ฟ้อง ที่มีสิทธิอยู่ก่อนการออกประกาศนั้นด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง บริษัทอาร์เอสบีเอส ผู้ฟ้องมีสิทธิ์หาประโยชน์ในทางพาณิชย์จากการเผยแพร่รายการดังกล่าวทางสถานีโทรทัศน์ดาวเทียมที่เป็นบริการโทรทัศน์ซึ่งไม่ใช้คลื่นความถี่ ที่เป็นกิจการในเครือเดียวกับกิจการของบริษัทอาร์เอสบีเอส ได้ ดังนั้น กสทช.ผู้ถูกฟ้องที่ 2 จึงสมควรต้องกำหนดบทเฉพาะการ หรือกำหนดมาตรการชดเชย หรือบรรเทาความเสียหายให้กับบริษัทอาร์เอสบีเอส ที่มีสิทธิ์เดิมอยู่ด้วย ซึ่งการกำหนดมาตรการชดเชยหรือบรรเทาความเสียหายนี้ ตาม พ.ร.บ.การประกอบกิจการกระจายเสียงฯ มาตรา 36 วรรค 2 มีบทบัญญัติที่ให้กสทช.ผู้ถูกฟ้องที่ 2 ใช้เป็นฐานอำนาจในการออกประกาศนั้น อาจพิจารณาสนับสนุนค่าใช้จ่ายจากกองทุน หรือสนับสนุน หรือส่งเสริมด้วยวิธีการอื่น เพื่อเป็นกาชดเชยต่อผู้รับใบอนุญาตที่ได้ดำเนินการ โดยกสทช.ผู้ถูกฟ้องที่ 2 สามารถใช้บทบัญญัตินั้น เป็นแนวทางในการพิจารณาผลกระทบที่จะมีต่อบริษัทอาร์เอสบีเอสผู้ฟ้องได้ก่อนการออกประกาศพิพาทดังกล่าว
ส่วนกรณีที่มีการเผยแพร่รายการฟุตบอลโลกรอบสุดท้าย ทางโทรทัศน์ที่ใช้คลื่นความถี่ (ฟรีทีวี) ทำให้ประชาชนได้รับชมโดยไม่เสียค่าใช้จ่ายและในการแข่งขันฟุตบอลโลกรอบสุดท้ายเมื่อ ค.ศ. 2010 บริษัทอาร์เอสบีเอส ผู้ฟ้อง ซึ่งเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ได้เผยแพร่การแข่งขันทางโทรทัศน์ที่ใช้คลื่นความถี่นั้น ก็ย่อมเป็นไปตามที่เจ้าของลิขสิทธิ์นั้นพิจารณา ซึ่งแนวทางการรับชมดังกล่าวไม่ใช่สิทธิ์ที่มีกฎหมายรับรองให้ดำรงอยู่โดยไม่อาจลบล้างได้ ดังนั้น กสทช.ผู้ถูกฟ้องที่ 2 นำข้อกำหนดข้อ 3 ประกอบกับ รายการลำดับที่ 7 ของภาคผนวก ในประกาศกสทช.บังคับใช้เรื่องหลักเกณฑ์รายการโทรทัศน์สำคัญที่เผยแพร่ได้เฉพาะในรายการโทรทัศน์ทั่วไป พ.ศ. 2555 ที่กำหนดให้รายการแข่งขันฟุตบอลโลกรอบสุดท้าย เป็นรายการที่สามารถให้บริการกับประชาชนได้ภายใต้การบริการโทรทัศน์ที่เป็นการทั่วไปเท่านั้น มาบังคับใช้กับบริษัทอาร์เอสบีเอส ที่ได้รับลิขสิทธิ์ จึงไม่เป็นธรรมกับบริษัทอาร์เอสบีเอส เป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย กรณีจึงไม่อาจนำประกาศดังกล่าวมาบังคับกับบริษัทอาร์เอสบีเอสผู้ฟ้องได้
ดังนั้นที่ศาลปกครองชั้นต้นพิพากษาให้ เพิกถอนข้อ 3 ในประกาศสำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) และรายการลำดับที่ 7 ในภาคผนวก โดยมีผลย้อนหลังนับแต่วันที่ประกาศมีผลบังคับใช้นั้น ศาลปกครองสูงสุดเห็นพ้องด้วยบางส่วน จึงพิพากษาแก้เป็นว่า ให้เพิกถอน เพิกถอนข้อ 3 ในประกาศสำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) และรายการลำดับที่ 7 ในภาคผนวก ตามประกาศของกสทช. เรื่องหลักเกณฑ์รายการโทรทัศน์สำคัญที่ให้เผยแพร่ได้เฉพาะในบริการโทรทัศน์ที่เป็นการทั่วไป พ.ศ. 2555 โดยกำหนดเงื่อนไงให้การเพิกถอนนั้นเฉพาะกับบริษัทอาร์เอสบีเอสผู้ฟ้องในการเผยแพร่ภาพและเสียงการแข่งขันฟุตบอลโลกรอบสุดท้ายปี ค.ศ. 2014 เท่านั้น นับตั้งแต่วันที่ประกาศดังกล่าวมีผลบังคับใช้ ซึ่งได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษา เมื่อวันที่ 4 ม.ค. 56 และยังให้ประกาศ กสทช.ดังกล่าว ยังมีผลใช้บังคับเป็นการทั่วไปกับกรณีอื่นอยู่เช่นเดิม
ภายหลังนายสุพรรณ เสือหาญ ทนายความของบริษัท อาร์เอสบีเอส กล่าวว่า ขอขอบคุณศาลปกครองที่ให้สิทธิ์ในการเผยแพร่ภาพการแข่งขันฟุตบอลโลกรอบสุดท้าย (Fifa world cup final) และหลังจากนี้ บริษัทอาร์เอสบีเอส ก็พร้อมที่จะดำเนินการตามแผนการตลาดที่วางไว้ ซึ่งผู้บริหารบริษัทอาร์เอสบีเอส คงจะได้นัดแถลงข่าวอีกครั้งเพื่อความชัดเจน
ขณะที่ พ.อ.นที ศุกลรัตน์ รองประธาน กสทช. และประธานกรรมการกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ (กสท.) กล่าวว่า กสท. น้อมรับคำตัดสินของศาลปกครองสูงสุดในคดีนี้ และจะนำผลการตัดสินไปสู่การดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องต่อไป ทั้งนี้ กสท. ขอยืนยันว่าได้ดำเนินการเพื่อคุ้มครองสิทธิ์ของประชาชนในการรับบริการโทรทัศน์โดยเท่าเทียมกันอย่างเต็มความสามารถแล้ว
ร่วมมือ 'คสช.' คืนความสุข ดูบอลโลกผ่านช่อง 5 , 7 ครบทุกนัด
ผู้สื่อข่าวรายงานจากสถานีวิทยุโทรทัศน์กองทัพบก (ททบ.5) ว่า ในวันที่ 12 มิ.ย. เวลา 11.00 น. ทางททบ.5 จะมีการแถลงข่าวโครงการ "ททบ.5 คืนความสุขคนไทยส่งใจไปบอลโลก" ที่ห้องส่ง 4 ของ ททบ.5 สนามเป้า โดยได้มีการเชิญผู้ร่วมแถลงข่าวตัวแทนจากสมาคมฟุตบอล , ผู้สนับสนุน , บริษัท อาร์ เอส จำกัด (มหาชน) , ททบ.5 และตัวแทนจากคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ทั้งนี้เป็นไปตามนโยบายของคสช. คือ การคืนความสุขแก่คนไทยในทุกโอกาส โดย ททบ.5 มีความพร้อมในการถ่ายทอดสด ระบบ HD ทั่วประเทศ สำหรับบริษัท อาร์ เอส เป็นผู้ประกอบการในภาคธุรกิจที่ต้องการร่วมคืนความสุขให้คนไทย
ทั้งนี้ทาง ททบ.5 จะถ่ายทอดการแข่งขันฟุตบอลโลก 2014 จำนวน 42 นัด จากที่ทางสถานีโทรทัศน์สีกองทัพบกช่อง 7 ได้ทำการถ่ายทอด 22 นัด รวมเป็น 64 นัด



