
คสช.ยกเลิกเคอร์ฟิวอีก20จังหวัด
คสช.ยกเลิกเคอร์ฟิวอีก20จังหวัด ขยายเวลาส่งมอบอาวุธปืนเป็น25มิ.ย. ผู้แทนถาวรไทยแจงยูเอ็นเอชอาร์ซี
เมื่อเวลา 20.50 น. วันที่ 10 มิ.ย.2557 คณะรักษาความสงบแห่งชาติ มีประกาศฉบับที่ 60/2557 เรื่อง ยกเลิกการห้ามออกนอกเคหสถานในบางพื้นที่เพิ่มเติมหรือเคอร์ฟิว ประกอบด้วย 1.จ.กาญจนบุรี 2.จ.ราชบุรี 3.อ.เขาย้อย, อ.หนองหญ้าปล้อง, อ.ท่ายาง, อ.บ้านลาด, อ.บ้านแหลม, อ.แก่งกระจาน และ อ.เมือง จ.เพชรบุรี 4.จ.ระยอง 5.จ.จันทบุรี 6.อ.คลองใหญ่, อ.เขาสมิง, อ.บ่อไร่ อ.แหลมงอบ, อ.เกาะกูด และ อ.เมือง จ.ตราด 7.จ.นครพนม 8.จ.สกลนคร 9.จ.ร้อยเอ็ด 10.จ.เลย 11.จ.สุรินทร์ 12.จ.ตาก 13.จ.สุโขทัย 14.จ.แม่ฮ่องสอน 15.จ.อุตรดิตถ์ 16.จ.แพร่ 17.จ.น่าน 18.อ.สะเดา และอ.เมือง จ.สงขลา 19.จ.ตรัง 20.สตูล สำหรับพื้นที่อื่นให้ยังคงปฏิบัติตามประกาศ คสช.ต่อไป
และคสช.ออกประกาศฉบับที่ 54/2557 ยกเลิกเคอร์ฟิวในพื้นที่ อ.ชะอำ จ.เพชรบุรี อ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ จ.กระบี่ และจ.พังงา
ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 3 มิถุนายน คสช.ออกคำสั่งฉบับที่ 52/2557 มีผลยกเลิกการห้ามออกนอกเคหสถานในบางพื้นที่ (เคอร์ฟิว) ในพื้นที่เมืองพัทยา จ.ชลบุรี อ.เกาะสมุย จ.สุราษฎร์ธานี และจ.ภูเก็ต ต่อมาวันที่ 8 มิถุนายน ได้ออกประกาศฉบับที่ 56/2557 ยกเลิกเคอร์ฟิวในบางพื้นที่เพิ่มเติม ในพื้นที่ อ.เกาะช้าง จ.ตราด, อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา และ อ.เกาะพะงัน จ.สุราษฎร์ธานี เพื่อเป็นมาตรการผ่อนคลายและบรรเทาผลกระทบต่อการดำเนินชีวิตประจำวันของประชาชน หลังจากพบว่าสถานการณ์ในบางพื้นที่คลี่คลายลง ไม่ปรากฏแนวโน้มการเกิดเหตุการณ์ความรุนแรง
นอกจากนี้คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ยังได้ออกประกาศฉบับที่ 59/2557 เรื่อง "ขยายระยะเวลาการนำส่งมอบอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน หรือวัตถุระเบิดที่สำหรับใช้เฉพาะแต่การสงคราม" ดังนี้ 1.ให้ขยายระยะเวลาแก่ผู้มีอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน หรือวัตถุระเบิดสำหรับใช้เฉพาะแต่การสงคราม ในการนำส่งมอบต่อนายทะเบียนท้องที่ตามกฎหมายว่าด้วยอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืนตามคำสั่ง คสช.ที่ 37/2557 ลงวันที่ 29 พฤษภาคม 2557เรื่องให้ผู้มีอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน หรือวัตถุระเบิดสำหรับใช้เฉพาะแต่การสงคราม นำส่งมอบต่อไปจนถึงวันที่ 25 มิถุนายน 2557
2.ให้ผู้ที่นำอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน หรือวัตถุระเบิดสำหรับใช้เฉพาะแต่การสงคราม ส่งมอบต่อนายทะเบียนพรรคการเมืองท้องที่ ภายในกำหนดเวลาตามข้อ 1 ไม่ต้องรับโทษทางอาญาตามที่บัญญัติไว้ในกฎหมายว่าด้วยอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน
3.ผู้ที่ฝ่าฝืนไม่นำอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน หรือวัตถุระเบิดสำหรับใช้เฉพาะแต่การสงคราม ส่งมอบต่อนายทะเบียนพรรคการเมืองท้องที่ ภายในกำหนดเวลาตามข้อ 1 มีความผิด ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่สองปี ถึงยี่สิบปี
4.ประกาศนี้มิให้บังคับแก่ผู้กระทำความผิดตามกฎหมายว่าด้วยอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน ที่ถูกจับกุมหรือตกเป็นผู้ต้องหาหรือเป็นจำเลยก่อนวันที่ 29 พฤษภาคม 2557 และอยู่ระหว่างการสอบสวนหรือระหว่างคดียังไม่ถึงที่สุด ทั้งนี้ ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป
ผู้แทนถาวรไทยแจงยูเอ็นเอชอาร์ซี
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในวันนี้ (10 มิ.ย.) ที่นครเจนีวา ประเทศสวิสเซอร์แลนด์ ระหว่างการเปิดการประชุมคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ(ยูเอ็นเอชอาร์ซี) สมัยที่ 26 นางนาวี พิเลย์ ข้าหลวงใหญ่สิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ ได้กล่าวถ้อยแถลงเกี่ยวกับสถานการณ์สิทธิมนุษยชนในประเทศต่างๆ เนื้อหาตอนหนึ่งแสดงความไม่สบายใจเกี่ยวกับการยึดอำนาจในประเทศไทย รวมถึงการระงับใช้บทบัญญัติในรัฐธรรมนูญที่คุ้มครองสิทธิมนุษยชนของประชาชน และเรียกร้องให้ฝ่ายทหารเคารพหลักประชาธิปไตยและสิทธิมนุษยชน
คณะผู้แทนไทยนำโดยนายธานี ทองภักดี เอกอัครราชทูตผู้แทนถาวรไทยประจำสหประชาชาติ ณ นครเจนีวา ได้ลุกขึ้นชี้แจง โดยเท้าความถึงการชุมนุมทางการเมืองของฝ่ายต่างๆ และสุญญากาศทางการเมืองตลอดกว่า 6 เดือนที่ผ่านมา ซึ่งมีผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตจำนวนมาก และมีแนวโน้มที่สถานการณ์จะรุนแรงมากขึ้น จึงนำมาซึ่งความจำเป็นที่ฝ่ายทหารต้องก้าวเข้ามาควบคุมสถานการณ์และบริหารประเทศพร้อมระบุถึงโรดแมปอันจะนำไปสู่การเลือกตั้งทั่วไปหลังการปฏิรูปประเทศ
"แม้ขณะนี้สังคมโลกอาจมีความไม่สบายใจ แต่ขอย้ำว่าไทยไม่ได้ก้าวถอยจากประชาธิปไตย เพียงแต่ต้องใช้เวลาตั้งหลัก และสร้างความปรองดอง เพื่อให้ประเทศสามารถเดินต่อไปข้างหน้าและรังสรรค์ประชาธิปไตยที่มั่นคงและยั่งยืนต่อไป สิ่งที่ไทยขอคือเวลาและขอให้ประเทศต่างๆ ให้การสนับสนุนไทยในช่วงเวลานี้" นายธานี กล่าว
ทั้งนี้ยูเอ็นเอชอาร์ซีเป็นองค์กรหลักของสหประชาชาติที่รณรงค์เรื่องการส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชนทั่วโลก โดยมีการประชุมปีละ 3 ครั้ง ในช่วงเดือนมีนาคม มิถุนายน และกันยายนของทุกปี ขณะที่นายสีหศักดิ์ พวงเกตแก้ว ปลัดกระทรวงการต่างประเทศ ซึ่งเคยดำรงตำแหน่งประธานยูเอ็นเอชอาร์ซี ในปี 2553-2554 จะเดินทางเข้าร่วมการประชุมระหว่างวันที่ 12-13 มิถุนายนนี้



