ข่าว

คสช.ขับเคลื่อนปฏิรูปเลือกตั้ง

คสช.ขับเคลื่อนปฏิรูปเลือกตั้ง

10 มิ.ย. 2557

ปลดล็อกพ.ร.บ.พรรคการเมือง คสช.ขับเคลื่อนปฏิรูปเลือกตั้ง

 
                          การประกาศยึดอำนาจของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เมื่อวันที่ 20 พฤษภาคม ที่ผ่านมา ได้มีการประกาศฉบับที่ 11 ระบุให้รัฐธรรมนูญ 2550 สิ้นสุดลง โดยแต่งตั้งนายวิษณุ เครืองาม ทำหน้าที่ร่างธรรมนูญปกครองชั่วคราวขึ้นมาใช้ ส่งผลให้พรรคการเมืองทุกพรรคที่จดทะเบียนถูกต้องต่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) มีอันต้องถูกยุบและสิ้นสภาพความเป็นพรรคการเมืองไปโดยปริยายด้วย 
 
                          แต่ คสช.ได้มีการยกเว้นหมวด 2 และประกาศฉบับ 24 ที่ให้ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญมีผลใช้บังคับเพียง 5 ฉบับ คือ พ.ร.บ.ตรวจเงินแผ่นดิน พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ พ.ร.บ.คณะกรรมการการเลือกตั้ง พ.ร.บ.ผู้ตรวจการแผ่นดิน และ พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ให้มีผลบังคับใช้ต่อไป 
 
                          เมื่อสถานะของพรรคการเมืองต่างๆ ต้องสิ้นสภาพไปด้วย จึงเกิดคำถามมากมาย โดย กกต.ได้ทำหนังสือแจ้งไปยังพรรคการเมือง เพื่อให้คืนเงินจากกองทุนเพื่อพัฒนาพรรคการเมืองที่ใช้ในการรณรงค์ด้านประชาธิปไตย 
 
                          หากพรรคการเมืองใดใช้เงินกองทุนไปบางส่วนแล้ว ก็ให้แจ้งบัญชีค่าใช้จ่ายมายัง กกต. และเมื่อพรรคการเมืองไม่มีสภาพตามรัฐธรรมนูญ การประชุมสมาชิกพรรค หรือกรรมการบริหารพรรคจึงเป็นสิ่งไม่ควรกระทำช่วงนี้ เนื่องจากการกระทำดังกล่าวอาจเป็นการขัดต่อกฎอัยการศึก และประกาศของ คสช. ที่ห้ามมิให้ชุมนุมหรือมั่วสุมทางการเมืองเกิน 5 คน หากฝ่าฝืน ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 2 หมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
 
                          คำถามต่างๆ ที่ประดังมายัง กกต.ทำให้สำนักงาน กกต.เสนอปัญหาอุปสรรคไปให้ คสช. 3 เรื่อง คือ 1.กรณีเลือกตั้งท้องถิ่น ที่หลังยกเลิกรัฐธรรมนูญและมีประกาศ คสช.ฉบับที่ 7 ห้ามชุมนุมทางการเมืองเกิน 5 คน กกต.ได้สั่งเลื่อนการเลือกตั้งท้องถิ่นระหว่างวันที่ 28 พฤษภาคม-29 มิถุนายน เนื่องจากครบวาระดำรงตำแหน่ง หรือลาออก ออกไป 30 วันเมื่อครบกำหนดการเลื่อนออกไป คสช.จะให้มีการเลือกตั้ง หรือดำเนินการอย่างไร 
 
                          2.ขอความชัดเจนการดำเนินคดีเกี่ยวกับการเลือกตั้ง ส.ส. และ ส.ว. ที่ผ่านมา ว่าจะดำเนินการต่อไปอย่างไร เนื่องจากขณะนี้ไม่มี พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งส.ส.และการได้มาซึ่งส.ว.แล้ว 
 
                          3.การดำเนินกิจการของพรรคการเมืองต่างๆ ที่เมื่อมีการยกเลิกรัฐธรรมนูญและพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมืองก็ทำให้พรรคการเมืองสิ้นสภาพไปด้วย ซึ่งในบางพรรคการเมืองเหล่านั้นก่อนรัฐประหารถูก กกต.เรียกให้คืนเงินสนับสนุนพรรคการเมือง เนื่องจากพบว่าใช้จ่ายไม่ถูกต้องตามหลักเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนดจากการใช้เงินเมื่อปีก่อนๆ ด้วยนั้น เมื่อไม่มี พ.ร.บ.ดังกล่าวก็ทำให้ กกต.ดำเนินการต่อไม่ได้
 
                          คำกังวลใจดังกล่าวของ กกต.จึงอยากให้ คสช.ออกประกาศให้ พ.ร.บ.ดังกล่าวกลับมาผลใช้บังคับ เพื่อจะได้ดำเนินการต่อ ส่วนถ้าเกรงว่าจะทำให้พรรคการเมืองที่กลับมามีสภาพแล้วไปเคลื่อนไหวทางการเมืองนั้น ทาง คสช.สามารถที่จะออกประกาศห้ามพรรคการเมืองทำกิจกรรมหรือเคลื่อนไหวทางการเมืองได้ ซึ่งก็น่าจะเป็นผลดีกว่าการไม่มีพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมืองเลย
 
                          นั่นคือที่มาของประกาศฉบับที่ 57/2557 เรื่องให้พระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ประกอบรัฐธรรมนูญบางฉบับมีผลบังคับใช้ต่อไป โดยมีเนื้อหาสรุปว่า เพื่อให้ ศาล องค์กรอิสระและองค์กรอื่นตามรัฐธรรมนูญสามารถปฏิบัติหน้าที่ต่อไปได้อย่างต่อเนื่องและเป็นธรรม คสช.จึงเห็นสมควรกำหนดเพิ่มเติมให้ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญบางฉบับยังมีผลบังคับใช้ต่อเนื่องต่อไป ดังต่อไปนี้
 
                          1.ให้ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ.2550 มีผลบังคับใช้ต่อเนื่องต่อไปโดยมิได้สะดุดลงจนกว่าจะมีกฎหมายแก้ไขเพิ่มเติมหรือยกเลิก แต่ให้งดเว้นการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร การเลือกตั้งและการสรรหาสมาชิกวุฒิสภาไว้เป็นการชั่วคราวก่อน ให้กกต.มีอำนาจกำหนดหรือขยายระยะเวลาในการยื่นบัญชีรายรับและรายจ่ายของผู้สมัครรับเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภา ในการเลือกตั้งตามพระราชกฤษฎีกาให้มีการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภาเป็นการทั่วไป พ.ศ.2557 ได้ตามที่เห็นสมควร
 
                          2.ให้พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ.2550มีผลบังคับใช้ต่อเนื่องต่อไปโดยมิได้สะดุดลงจนกว่าจะมีกฎหมายแก้ไขเพิ่มเติมหรือยกเลิก ทั้งนี้เพื่อประโยชน์ในการรักษาความสงบเรียบร้อย ห้ามมิให้พรรคการเมืองที่มีอยู่แล้วดำเนินการประชุมหรือดำเนินกิจการใดๆ ในทางการเมืองและการดำเนินการเพื่อการจัดตั้งหรือจดทะเบียนพรรคการเมืองให้ระงับไว้เป็นการชั่วคราว รวมทั้งให้ระงับการจัดสรรเงินสนับสนุนแก่พรรคการเมืองของกองทุนเพื่อการพัฒนาพรรคการเมืองไว้เป็นการชั่วคราวด้วย ในกรณีมีข้อสงสัยให้หารือคณะกรรมการการเลือกตั้ง
 
                          3.ให้ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการออกเสียงประชามติ พ.ศ.2552 มีผลบังคับใช้ต่อเนื่องต่อไปโดยมิได้สะดุดลงจนกว่าจะมีกฎหมายแก้ไขเพิ่มเติมหรือยกเลิก
 
                          4.บรรดาคำร้อง สำนวน อรรถคดี หรือการใดที่ดำเนินการภายใต้ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญข้อ 1, 2, 3 ที่อยู่ระหว่างการดำเนินการของ กกต. นายทะเบียนพรรคการเมือง หรือศาลก่อนวันที่ 22 พฤษภาคม 2557 ให้ยังมีอำนาจดำเนินการพิจารณาและวินิจฉัยต่อไป
 
                          5.ให้ศาลฎีกามีอำนาจพิจารณาและวินิจฉัยคดีที่เกี่ยวกับการเลือกตั้งและการเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง ในการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภา ทั้งนี้วิธีพิจารณาและวินิจฉัยคดีให้เป็นไปตามระเบียบที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกากำหนด โดยต้องใช้ระบบไต่สวนและเป็นไปโดยรวดเร็ว
 
                          ในกรณีที่ กกต.ประกาศผลการเลือกตั้งแล้ว ถ้า กกต.เห็นควรให้เพิกถอนสิทธิเลือกตั้งผู้สมัครรับเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภา ให้ยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาเพื่อวินิจฉัย
 
                          หลายคนอาจจะสงสัยว่า หลังจากการยึดอำนาจของ คสช.แล้ว ทำไม กกต.ยังคงปฏิบัติหน้าที่อยู่ ขณะที่องค์กรอื่น เช่น ส.ว.ถูกยกเลิก นั่นเพราะ กกต.ยังมีงานสำคัญๆ ที่ต้องทำ โดยเฉพาะเรื่องกฎหมาย เช่น การจัดเลือกตั้งท้องถิ่น การดำเนินคดีเลือกตั้ง ที่เป็นคดีอาญา การตัดสิทธิ การยุบพรรค ก็ยังมีอยู่ สอดรับกับการที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้า คสช.ให้องค์กรอิสระทำหน้าที่ต่อไปเต็มที่
 
                          ที่สำคัญ...สังคมมีความคาดหวังอย่างสูงที่จะให้ กกต.มีส่วนสำคัญในการปฏิรูปการเลือกตั้งไม่ให้มีการซื้อสิทธิ์ขายเสียง และให้ประชาชนมีการตื่นตัวติดตามการเมืองเพื่ออำนาจในการตัดสินใจ ซึ่งกกต.ทุกคนก็ได้รับมอบหมายจากประธานให้ไปศึกษาการปฏิรูปตามที่หน้าที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้เกิดประชาธิปไตยที่สมบูรณ์แบบที่สุด