
สลายสีที่อีสาน ต้องใช้เวลากว่าจะได้ใจ
10 มิ.ย. 2557
สลายสีที่อีสาน ต้องใช้เวลากว่าจะได้ใจ : โดย...ศูนย์ข่าวภาคอีสาน
"บางคนก็เป็นแค่ไปร่วมกิจกรรมบ้างตามโอกาส แต่คนที่เป็นแกนนำคนเสื้อแดง และหลายคนที่ฝังใจแล้วจะไม่ยอมมาร่วมงาน โดยยังปิดตัว ทำให้เข้าไม่ถึง"
ลานโรงเรียนบ้านเหล่านกชุม ต.ดอนหัน อ.เมือง จ.ขอนแก่น วันที่ 2 มิถุนายน 2557 ที่ผ่านมา เนืองแน่นไปด้วยผู้คน ทั้งชาวบ้าน ผู้นำชุมชน ครู นักเรียน ฝ่ายปกครอง พวกเขามาพบปะเพื่อร่วมในกิจกรรมบันเทิง ร้องเพลง เต้นรำ ตรวจสุขภาพ ตัดผม ซึ่งจัดขึ้นโดยมณฑลทหารบกที่ 23 ค่ายศรีพัชรินทร์ จังหวัดขอนแก่น
แผนปรองดองสมานฉันท์ในพื้นที่ 20 จังหวัดภาคอีสาน อยู่ภายใต้การกำกับของ พล.ต.ไชยพร รัตแพทย์ หัวหน้าศูนย์ปรองดองสมานฉันท์เพื่อการปฏิรูป กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน กองทัพภาคที่ 2 (สปป.กอ.รมน.ทภ.2)
ด้วยความผูกพันระหว่างนายสมคิด ธีระภา สมาชิกชมรมคนรักประชาธิปไตย ที่เสียชีวิตลงเพราะอุบัติเหตุระหว่างเดินทางกลับจากชุมนุมที่กรุงเทพฯ เมื่อปี 2553 ความช่วยเหลือที่ได้รับจาก พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ผ่านทาง นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ ยังผลให้ผืนดินถิ่นเกิดของสมคิดถูกมองว่าเป็นหมู่บ้านเสื้อแดง และคือเป้าหมายของการปรองดองสมานฉันท์
เสียงหนึ่งจากที่บอกนักข่าวว่า ที่ทหารเข้ามาไม่เกี่ยวกับสีเสื้อ แต่ทหารเข้ามาเพราะคุ้นเคย เนื่องจากหมู่บ้านเหล่านกชุมเป็นพื้นที่ติดแม่น้ำชี เมื่อถึงฤดูฝนจะเกิดน้ำท่วม ทำให้เดินทางไปมาไม่สะดวก ทหารจะเข้ามาคอยอำนวยความสะดวก เข้ามาช่วยเหลือชาวบ้านเป็นประจำทุกปี ทำให้ชาวบ้านที่นี่คุ้นเคยกับทหารมาก
ชาวบ้านรายหนึ่ง ซึ่งเป็นแม่ค้าขายอาหารสดในหมู่บ้าน บอกว่า คนในหมู่บ้านไม่ยึดติดกับสีเสื้อ และคนส่วนใหญ่ไม่ใช่คนเสื้อแดง มีไม่กี่คนเท่านั้นที่เป็นเสื้อแดง แต่เป็นแดงระดับแกนนำ ถ้านับจำนวนคนเสื้อแดงในหมู่บ้านถือว่าไม่มาก และคนที่เป็นหัวโจกคนเสื้อแดงก็เสียชีวิตไปแล้ว
ขณะเดียวกันครูโรงเรียนบ้านเหล่านกชุมรายหนึ่ง บอกว่า กิจกรรมทหารนอกจากจะให้ความบันเทิงแล้ว ยังได้ใจผู้สูงอายุที่ได้โอกาสมาตรวจสุขภาพ นำเอาบุตรหลานมาตัดผมฟรี ได้กินอาหาร กินขนมร่วมกัน ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นกลุ่มชาวบ้านที่ไม่ฝักใฝ่สีเสื้อ หรือบางคนก็เป็นแค่ไปร่วมกิจกรรมบ้างตามโอกาส แต่คนที่เป็นแกนนำคนเสื้อแดง และหลายคนที่ฝังใจแล้วจะไม่ยอมมาร่วมงาน โดยยังปิดตัว ทำให้เข้าไม่ถึง
เช่นเดียวกับ ชาลี ศรีนวลจันทร์ ซึ่งมาร่วมกิจกรรมรับบริการตัดผมฟรี บอกว่า ดีใจมากที่ทหารเข้ามาแบบนี้ ได้ทำความกระจ่างให้แก่ชาวบ้านพอสมควร เพราะที่ผ่านมามีความสงสัยข้องใจว่า ทหารจะทำให้ชาวบ้านกลัว แต่เมื่อได้มีกิจกรรมที่สร้างความบันเทิง สร้างรอยยิ้ม และยังได้รับฟังคำอธิบาย จึงเข้าใจว่าทหารกำลังพยายามที่จะทำให้เกิดความสามัคคี ปรองดองกันในหมู่คณะ ไม่ให้เกิดความแตกแยกอีกต่อไป
ส่วนที่ จ.กาฬสินธุ์ อีกหนึ่งจังหวัดที่กองทัพภาคที่ 2 เฝ้าระวังและจับตาเรื่องความรุนแรงที่อาจจะเกิดขึ้น ภายหลังมีการจับกุมกลุ่มคนที่เตรียมก่อเหตุรุนแรง เพื่อหวังเป็น "ขอนแก่นโมเดล" ก็มีการจัดกิจกรรมปรองดองต่อเนื่องและย้ายสถานที่จัดหลายแห่ง
แต่ความรู้สึกลึกๆ ที่อยู่ในใจชาวบ้าน โดยเฉพาะคนที่ประกาศตัวเป็น แดงตัวพ่อตัวแม่แล้ว เขายังมองว่า กิจกรรมปรองดองนี้ไม่น่าจะมีผลอะไรนัก
โดยอดีตสมาชิก นปช.คนหนึ่ง บอกว่า ได้เข้าร่วมต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยมาตั้งแต่ปี 2549 ส่วนตัวเห็นด้วยกับการเข้ายึดอำนาจของ คสช. เพราะที่ผ่านมาประชาชนหลายระดับเกิดความขัดแย้งกันทั่วประเทศ ซึ่งการยึดอำนาจเท่ากับเป็นการล้างไพ่ จากนั้นจะต้องเริ่มต้นกันใหม่ โดยทุกฝ่ายจะต้องยืนอยู่ตามกฎกติกาบ้านเมืองด้วย ไม่ใช่แพ้แล้วพาล โดยเฉพาะการเลือกตั้ง ซึ่งเป็นระบอบประชาธิปไตยที่ทั่วโลกเขาทำกัน หากใครแพ้เลือกตั้งแล้ว ควรที่จะยอมรับ เพราะเป็นเสียงส่วนใหญ่ของประชาชน
"คสช.ให้ความยุติธรรมกับทุกฝ่าย เพราะที่ผ่านมาฝ่าย นปช.จะทำอะไรก็ผิดหมด รัฐบาลทำอะไรก็ผิด ศาลก็รับคดีตัดสินก็ผิดหมดไป แต่กับอีกฝ่ายหนึ่งทำอะไรก็ถูกหมด ดังนั้น คสช.จะต้องทำให้เกิดความยุติธรรม เพราะหากความยุติธรรมไม่มี การแก้ไขปัญหาความขัดแย้งคงทำได้ยาก" อดีตสมาชิก นปช.กล่าว
รูปแบบของ "อุดรโมเดล" ก็เป็นอีกหนึ่งความหวัง ในอันที่จะใช้เป็นต้นแบบปรองดองของพื้นที่ขัดแย้งรุนแรงในภาคเหนือและภาคอีสาน ภายใต้หลักการ "คืนความสุขให้ทุกคนในชาติ" สลายสีเสื้อ สลายทุกขั้ว ไม่ให้มีเสื้อหลายสี แต่ทุกคนในชาติจะต้องใส่เสื้อสีเดียวกัน
การประกาศออกมาเช่นนั้น เป็นความหวังอยู่ลึกๆ ที่อยู่ในหัวใจคนไทย หลังจากประเทศชาติแตกแยกกันมาเนิ่นนานทางความคิด ทางการเมือง แต่เรื่องนี้ก็กลายเป็นโจทย์ใหญ่ของคนที่จะต้องดำเนินการ โดยเฉพาะผู้บัญชาการมณฑลทหารบก (มทบ.) ที่ 24 ในฐานะผู้บัญชาการกองกำลังรักษาความสงบ จ.อุดรธานี และผู้ว่าราชการจังหวัด เพราะรู้ทั้งรู้ว่า คนในจังหวัดนี้แบ่งออกเป็น 2 ขั้วอย่างชัดเจน และแนวคิดทางการเมืองฝังรากลึกในพื้นที่มาเนิ่นนาน
โดยเบื้องต้นแผนงานสลายสีเสื้อที่จังหวัดมหานครเสื้อแดงนี้ เริ่มต้นขึ้นเมื่อวันที่ 3 มิถุนายน ที่ห้องประชุมสบายดี ชั้น 4 ศาลากลางจังหวัดอุดรธานี เสนีย์ จิตตเกษม ผู้ว่าฯ อุดรธานี ในฐานะ ผอ.รมน.จ.อุดรธานี พร้อมด้วย พล.ต.สิทธิ จันทร์สมบูรณ์ ผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 24 ในฐานะผู้บัญชาการกองกำลังรักษาความสงบ จ.อุดรธานี ได้ประชุมร่วมหัวหน้าส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ ภาคเอกชน เทศบาลนครอุดรธานี องค์การบริหารส่วนจังหวัดอุดรธานี กว่า 50 คน เพื่อหารือกำหนดแนวทางโครงการปรองดองสมานฉันท์สู่การปฏิรูป จ.อุดรธานี ตามที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ หรือ คสช.ได้ออกคำสั่ง เรื่องการจัดตั้งศูนย์ปรองดองสมานฉันท์เพื่อการปฏิรูป (ศปป.) หรืออุดรโมเดล
โดยให้ กอ.รมน.เป็นหน่วยหลักในการดำเนินการ ซึ่งการประชุมหารือครั้งนี้ เป็นครั้งแรกในการเดินหน้าตั้งศูนย์ปรองดองสมานฉันท์ จ.อุดรธานี ในการกำหนดกรอบการดำเนินงาน การจัดกิจกรรมสร้างความปรองดอง การมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน รวมถึงการจะเชิญกลุ่มบุคคลผู้เห็นต่างเข้าหารือ เพื่อกำหนดจุดร่วมที่ตรงกัน
พล.ต.สิทธิ จันทร์สมบูรณ์ ผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 24 ในฐานะผู้บัญชาการกองกำลังรักษาความสงบ จ.อุดรธานี พร้อมคณะ ออกมาร่วมแถลงข่าว โดยระบุว่า การจัดตั้งศูนย์ปรองดองสมานฉันท์สู่การปฏิรูปอุดรธานี เพื่อเป็นการเดินหน้าประเทศไทย เพราะมีการกำหนดให้เป็น อุดรโมเดล ไปแล้ว เพื่อให้ จ.อุดรธานี เป็นตัวหลักที่จะขับเคลื่อนเดินหน้าประเทศไทยไปด้วยกัน ซึ่งการประชุมหารือร่วมของทุกฝ่าย ทุกภาคส่วนมีความเห็นร่วมกันว่า อุดรโมเดลจะใช้รูปแบบจัดตั้งเป็นเวทีเสวนาชื่อ “สร้างความสุขอย่างยั่งยืน เดินหน้าประเทศไทย” เป้าหมายคือ การสร้างความสุข ความสงบ ปรองดอง สำคัญคือ อดีตที่ผ่านมาให้เลิก ร่วมเดินหน้าไปด้วยกัน สร้างความเจริญให้แก่ จ.อุดรธานี ร่วมกัน
โดยกระบวนการจะเป็นรูปแบบเปิดเวทีการเสวนา ระดมความคิดจากระดับหมู่บ้าน ตำบล อำเภอ จนถึงระดับจังหวัด ซึ่งผลลัพธ์ที่ต้องการคือ ความต้องการของประชาชนตั้งแต่ระดับหมู่บ้านขึ้นมาว่าต้องการอะไร เพื่อที่จะให้ จ.อุดรธานี มีความสุข ทั้งเรื่องอาชีพ เศรษฐกิจ สังคม การศึกษา จิตวิทยา ที่อาจจะพ่วงท้ายด้วยการเมืองบ้างเล็กน้อย โดยโรดแม็พที่เรากำหนดไว้จะเริ่มตีฆ้องพร้อมกันทั้ง 20 อำเภอของจังหวัด ในวันที่ 11 มิถุนายนนี้ โดยจะดำเนินการให้เสร็จภายในวันที่ 15 กรกฎาคมนี้
จากนั้นก้าวแรกของการเดินของ "อุดรโมเดล" ในวันที่ 6 มิถุนายน ที่ผ่านมา จังหวัดได้จัดกิจกรรม “กินกาแฟสามัคคียามเช้า” โดยดึงอดีตแกนนำ 2 สีเสื้อ ทั้ง กปปส. และ ขวัญชัย ไพรพนา มานั่งล้อมวงกินไข่กระทะ แม้จะยังไม่ได้พูดคุยลงลึกในรายละเอียดมากนัก แต่อย่างน้อยก็เป็นการเริ่มต้นที่ดี
โดยกิจกรรม “กินกาแฟสร้างสามัคคียามเช้า” ทางฝ่ายปกครอง ตำรวจ และ ทหาร ได้เชิญบุคคลสำคัญในพื้นที่ แกนนำแต่ละสีเสื้อ มาร่วมรับประทานอาหารเช้า โดยมี รังษี ศุภชัยสาคร และ ดนุช ตันเทอดทิตย์ แกนนำ กปปส.อุดรธานี พร้อมกับ ขวัญชัย สาราคำ หรือ ไพรพนา ประธานชมรมคนรักอุดร กับ อาภรณ์ สาราคำ อดีต ส.ว.อุดรธานี ภรรยา มานั่งร่วมรับประทานอาหารเช้าในโต๊ะเดียวกัน แต่ไม่ได้สนทนากันเป็นการส่วนตัว มีเพียงการพูดจาผ่านคนกลางบ้างเล็กน้อยเท่านั้น หลังจากรับประทานอาหารเช้าเสร็จ ทุกคนได้ร่วมจับมือ เพื่อบันทึกภาพประวัติศาสตร์ไว้
ขวัญชัย บอกว่า การมาพบปะพูดคุยกันวันนี้ น่าจะเป็นนิมิตหมายที่ดี เพราะเขาเองก็หวังว่าการเข้ามาของ คสช.น่าจะยุติปัญหาต่างๆ ที่มีความขัดแย้งมานานกว่า 8 ปีลงได้ แต่คงต้องใช้เวลาและความร่วมมือกันด้วย ซึ่งทางภาคประชาชนไม่มีความกระด้างกระเดื่องแน่นอน พร้อมที่จะให้ความร่วมมือ เพราะคนของกลุ่มเสื้อแดงในนามคนรากหญ้า ต้องการความยุติธรรม สร้างความถูกต้องเท่านั้นเอง พร้อมให้ความร่วมมือ ให้บ้านเมืองเดินไปข้างหน้า
ดนุช ตันเทอดทิตย์ อดีตแกนนำ กปปส.อุดรธานี บอกว่า การร่วมรับประทานอาหารวันนี้ ต่อไปต้องดูว่าภาครัฐจะทำอะไรต่อ ไม่ใช่กินข้าวเสร็จต่างคนต่างไป มันจะไม่เกิดประโยชน์ หวังว่าโครงการต่อไปของทางจังหวัดที่จะเกิดขึ้น ที่จะมีการเสวนาหรือมีอะไรอีกหลายสิ่งหลายอย่าง ทั้งนี้บ้านเมืองจะสงบได้นั้น ความคิดของประชาชนต้องเหมือนกันก่อน เราจะไปด้วยกันได้ตามระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ถ้าคิดเหมือนกัน เราก็กินข้าวกันต่อ แต่ไม่ใช่แค่กลุ่มสองกลุ่มนี้เท่านั้น แต่ต้องเป็นทุกกลุ่มที่มีส่วนเกี่ยวข้อง
-------------------------------
(สลายสีที่อีสาน ต้องใช้เวลากว่าจะได้ใจ : โดย...ศูนย์ข่าวภาคอีสาน)



