ข่าว

คสช.บริหารโปร่งใสตรวจสอบได้

คสช.บริหารโปร่งใสตรวจสอบได้

08 มิ.ย. 2557

คสช.ยันบริหารโปร่งใส วอนทุกฝ่ายเลิกยึดติดกับภาพเก่าๆ ระบุโครงการใดไม่เหมาะสมต้องระงับ ยกเลิกเคอร์ฟิว 'เกาะช้าง-หาดใหญ่-เกาะพะงัน'

 
                         8 มิ.ย. 57  พ.อ.วินธัย สุวารี คณะโฆษกคสช. กล่าวว่า จากกรณี เริ่มมีกระแสความเห็นจากหลายกลุ่ม เกี่ยวกับการบริหารแผนงานโครงการและงบประมาณงานของ คสช. ด้วยการตั้งข้อสังเกตในเชิงลบ โดยเฉพาะต่อการบริหารงบประมาณโครงการต่างๆ เหมือนไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมๆ นอกจากการเปลี่ยนผู้รับผลประโยชน์ หรืออาจมีประโยชน์ทับซ้อนแอบแฝง ทั้งนี้ ยืนยัน คสช. บริหารงานภายใต้ความ ถูกต้อง โปร่งใส เป็นธรรม และมีประสิทธิภาพ สามารถตรวจสอบได้ จะไม่ยอมให้มีการกระทำในลักษณะดังกล่าวอย่างแน่นอน เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดกับประชาชนและประเทศชาติ ไม่อยากให้บางฝ่ายไปยึดติดกับภาพเก่าๆ เดิมๆ
 
                         พ.อ.วินธัย กล่าวว่า สำหรับโครงการขนาดใหญ่ โครงการที่มีวงเงินสูง หรือที่ประชาชนให้ความสนใจ หรือบางโครงการที่มีเป้าหมายไม่ชัดเจน เป็นนโบายของหัวหน้าคสช. ที่จะต้องมีการนำมาพิจารณาทบทวน ซึ่งเป็นไปได้ในหลายแนวทาง เช่น บางโครงการอาจต้องมีการปรับใหม่ให้สมบูรณ์มีเป้าหมายชัดเจนตอบสนองความต้องการประชาชนตรงจุด หรือบางโครงการที่ไม่สำคัญเร่งด่วนอาจจะต้องชะลอ หรือบางโครงการที่ไม่เหมาะสมอาจต้องระงับ หรืออาจต้องยกเลิกไป ที่สำคัญขอใช้โอกาสนี้ในการประชาสัมพันธ์ สำหรับในบางโครงการที่อาจจะต้องมีการดำเนินการในขั้นตอนจัดซื้อจัดจ้างใหม่ เพื่อความเป็นธรรมและโปร่งใส ก็เปิดกว้างให้โอกาสให้กับ ผู้ประกอบการที่สนใจทั่วไปสามารถเข้าแข่งขันกันได้อย่างเป็นธรรม ไม่มีระบบผูกขาดใดๆ อย่างที่หลายฝ่ายกังวลอย่างแน่นอน
 
 
 
ยกเลิกเคอร์ฟิว 'เกาะช้าง-หาดใหญ่-เกาะพะงัน'
 
 
                         เมื่อเวลา 19.40 น.  คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ได้ประกาศ ฉบับที่ 56/2557 เรื่องยกเลิกการห้ามออกนอกเคหะสถานเพิ่มเติมในพื้นที่ อ.เกาะช้าง จ.ตราด , อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา , อ.เกาะพะงัน จ.สุราษฎร์ธานี ส่วนพื้นที่อื่นยังต้องปฏิบัติตามประกาศ คสช.ต่อไป
 
 
 
สั่งระงับโครงการน้ำ 3.5 แสนล้าน
 
 
                         คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ได้มีหนังสือด่วนที่สุดลงวันที่ 6 มิ.ย. 57 ถึงทุกหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้องกับโครงการบริหารจัดการน้ำ โดยระบุว่า ตามที่หัวหน้า คสช.ได้มอบหมายให้ พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รองหัวหน้าฝ่ายเศรษฐกิจ คสช. รับผิดชอบในเรื่องการบูรณาการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำในภาพรวมของประเทศนั้น
 
                         เพื่อให้การบูรณาการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและมีความยั่งยืนตามนโยบายของหัวหน้า คสช. จึงขอให้ทุกส่วนราชการ / ส่วนงาน ที่มีส่วนเกี่ยวข้องในการแก้ไขปัญหาน้ำ ได้ระงับการดำเนินการตามแผนงาน / โครงการทั้งปวง ทั้งในส่วนที่ได้รับอนุมัติแล้ว , ในส่วนที่อยู่ระหว่างการดำเนินการ และในส่วนที่อยู่ในแผนงาน โดยให้รวบรวมข้อมูลแผนงาน / โครงการ / งบประมาณ ที่อยู่ในความรับผิดชอบของหน่วยงาน ส่งให้สำนักงานฝ่ายเศรษฐกิจ คสช. กองบัญชาการกองทัพบก ภายในวันที่ 9 มิ.ย. 57 เพื่อพิจารณาทบทวนและกำหนดแนวทางการดำเนินการที่เหมาะสมต่อไป 
 
                         ด้านนายเลิศวิโรจน์ โกวัฒนะ อธิบดีกรมชลประทาน บอกว่าได้รับหนังสือดังกล่าวแล้วแต่ยังไม่ชัดเจนว่าคำสั่งมีขอบเขตมากน้อยขนาดไหน เพียงแค่ชะลอ หรือระงับการดำเนินการ หรือถึงขั้นยกเลิกทั้งหมด โดยในส่วนของกรมชลประทานได้เตรียมโครงการที่จะดำเนินการในปี 2557 ซึ่งเป็นโครงการขนาดกลาง และขนาดเล็กประมาณ 1,100 โครงการ เพื่อเสนอต่อ คสช.เอาไว้แล้ว
 
                         ส่วนโครงการเร่งด่วนที่ต้องทำในช่วงหน้าฝนนี้คือการทำระบบระบายน้ำ ซึ่งที่ผ่านมาก็ดำเนินการไปแล้ว แต่บางส่วนที่ของบกลางของรัฐบาลที่แล้วไม่ทัน คือ โครงการน้ำในภาคตะวันออก ซึ่งในปี 2556 มีปัญหาอุทกภัย ก็จะรวบรวมเสนอไปให้พิจารณาในครั้งนี้ เพื่อเตรียมรับมือฝนที่กำลังจะมาด้วย
 
                         ขณะที่ เอกชน 4 กลุ่มบริษัทที่ชนะประมูลในรัฐบาลผ่านมา อธิบดีกรมชลประทาน บอกว่า อาจจะต้องมาดูข้อกฎหมายเพราะผู้ชนะประมูลทั้งหมดยังไม่ได้เซ็นสัญญา จะกระทบ หรือไม่ต้องพิจารณาจากข้อกฎหมายต่อไป
 
                         ขณะที่ ดร.สุวัฒนา จิตตลดากร ประธานคณะอนุกรรมการวิศวกรรมแหล่งน้ำ วิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ (วสท.) บอกว่า วสท.ได้รับหนังสือจาก คสช.เมื่อวันศุกร์ที่ 6 มิถุนายน โดยในหนังสือเขียนถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งหมด ให้ระงับการดำเนินการโครงการ 3.5แสนล้าน ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าขอบคุณ คสช.เพราะ วสท.ได้ยื่นหนังสือท้วงติงเรื่องนี้ไปเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา และ คสช.ก็รับฟัง จึงถือเป็นเรื่องดี เพราะการเดินหน้าโครงการจะได้มีความรอบคอบมากขึ้น เนื่องจากทีผ่านมาการรวมเอาโครงการน้ำ 3.5 แสนล้าน มารวมกันไว้ ทำให้การเดินหน้าของหน่วยงานที่รับผิดชอบ ซึ่งมีโครงการน้ำอยู่แล้วทำไม่ได้เลยเพราะติดโครงการใหญ่
 
                         นอกจากนี้ยังเห็นว่าเป็นเรื่องดี เพราะบางโครงการอย่าง โมดูล เอ5 เรื่องฟลัดเวย์ฝั่งตะวันตก ในทางวิศวกรรมเป็นไปไม่ได้อยู่แล้ว อย่างไรก็ตาม วสท.จะจัดสัมมนาเรื่องนี้ในวันที่ 11 มิถุนายน ที่วิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย
 
 
 
'4 เอกชน' กระทบ ระงับโครงการน้ำ
 
 
                         นายสกุลชัย ภัทรกำพล ผู้อำนวยการโครงการ บริษัท อิตาเลียนไทย ดิเวลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) กล่าวภายหลังทราบว่า คสช. ได้ตัดสินใจยกเลิกโครงการบริหารจัดการน้ำ 3.5 แสนล้านบาท ว่า บริษัทอยู่ระหว่างรวบรวมข้อมูลความเสียหายที่เกิดขึ้น หรือกว่าร้อยล้านบาท ซึ่งเป็นค่าใช้จ่ายในช่วงออกแบบก่อสร้างโครงการทั้ง 9 แผนงานในขณะที่พาร์ทเนอร์จากประเทศจีนออกค่าใช้จ่ายบางส่วนในการส่งวิศวกรเข้ามาทำงานในประเทศไทยเท่านั้น ส่วนเรื่องฟ้องคงทำไม่ได้ เพราะเป็นกฎหมายที่ออกโดย คสช. 
 
                         อย่างไรก็ตามการตัดสินใจของ คสช. ครั้งนี้ นายสกุลชัย มองว่าเป็นเรื่องที่ดี เพราะโครงการน้ำ 3.5 แสนล้านบาท ที่ริเริ่มในรัฐบาลชุดที่ผ่านมา เป็นไปไม่ได้ เพราะไม่มีเงิน ซึ่งตอนนี้ คสช. ได้ดึงโครงการกลับคืนมายังกรม กอง หรือหน่วยงานที่รับผิดชอบ และเลือกทำเฉพาะโครงการที่จำเป็นด้วยงบประมาณไม่เกินแสนล้านบาท 
 
                         ในส่วนของเอกชนมองว่าเป็นเรื่องที่ดี หากเข้าสู่การประมูลในรูปแบบปกติ ซึ่งจะเป็นผลดีต่อผู้รับเหมา อย่างไรก็ตามทางฝั่งเอกชนยังต้องรอดูท่าทีต่อไป หาก คสช. ต้องการทำโครงการตามแบบเดิม อาจต้องคุยในเรื่องงบประมาณใหม่ 
 
                         นอกจากนี้ ยังมีโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจที่ต้องเร่งดำเนินการใน 3-6 เดือน โดยเฉพาะการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน เช่น โครงการรถไฟความเร็วสูง โครงการสนามบินสุวรรณภูมิ รวมถึงโครงการน้ำที่ต้องเดินหน้าต่อในบางส่วน ซึ่งผู้รับเหมามองว่าโครงการเหล่านี้จะมาช่วยชดเชยคความเสียหายที่สูญเสียไปได้บางส่วน
 
                         ทั้งนี้ อิตาเลียนไทย ดิเวลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) หนึ่งในกิจการร่วมค้าไอทีดีพาวเวอร์ ไชน่า เจวี เป็นผู้ชนะในการประมูลโครงการบริหารจัดการน้ำ 5 โครงการ จาก 9 โครงการ ได้แก่ อ่างเก็บน้ำ A1 และ B1 พื้นที่ปิดล้อม A2 ปรับปรุงลำน้ำ A4 และ B3 
 
                         ด้าน นายมณฑล ภานุโภคิน กรรมการบริหาร บริษัท เค-วอเตอร์ ประเทศไทย บอกว่า เท่าที่ดูหนังสือคำสั่งของ คสช.เป็นเรื่องคำสั่งภายในของหน่วยงานที่เกี่ยวข่อง ซึ่งยังไม่ชัดเจนว่าจะยกเลิกโครงการน้ำ 3.5 แสนล้านหรือไม่เพียงแต่ให้ระงับและทบทวน ซึ่งในส่วนของ เค-วอเตอร์ คงยังไม่ได้ประเมินความเสียหายที่เกิดขึ้นจากโครงการเพราะต้องรอดูท่าทีของ คสช.ก่อน แต่อย่างไรก็ตามหากมีการจัดประมูลใหม่ ก็พร้อมจะเข้าร่วม เพราะการเข้ามาของ เค-วอเตอร์ เป็นเรื่องของมิตรไมตรีที่รัฐบาลเกาหลีอยากจะเข้ามาช่วยเหลือการจัดการน้ำในประเทศไทยอยู่แล้ว ส่วนการฟ้องร้องเรียกค่าเสียหาย คงยังไม่สามารถทำได้เนื่องจากบริษัทยังไม่ได้เซ็นสัญญากับรัฐบาลไทย
 
                         สำหรับกลุ่มเอกชน 4 บริษัท ที่ชนะโครงการประมูลการจัดการน้ำ 3.5 แสนล้านในรัฐบาล "ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร" ประกอบด้วย
 
                         1. บริษัท โคเรีย วอเตอร์ รีซอสเซส คอร์ปอเรชั่น (เค-วอเตอร์) ได้โครงการไป 2 โมดูล คือ
Module A3 การปรับปรุงพื้นที่เกษตรชลประทานในพื้นที่โครงการชลประทานเหนือ จ.นครสวรรค์ เพื่อเก็บกักน้ำหลากชั่วคราว โดยใช้งบประมาณไม่เกิน 1 หมื่นล้านบาท ก่อสร้างแล้วเสร็จภายในระยะเวลา 5 ปี ยื่นเสนอราคา 9,999.99 ล้านบาท ต่อรองราคาเหลือ 9,799.99 ล้านบาท ลดลงไป 200 ล้านบาท
 
                         Module A5 การจัดทำทางผันน้ำ (Flood diversion channel) ขนาดประมาณ 1500 ลบ.ม./วินาที รวมทั้งการก่อสร้างถนนเพื่อรองรับการคมนาคม โดยใช้งบประมาณไม่เกิน 1.53 แสนล้านบาท โดยดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในระยะเวลา 5 ปี ยื่นเสนอราคา 1.53 แสนล้านบาทเท่าราคากลาง ต่อรองราคาเหลือ 150,000 ล้านบาท ลดลงไป 3,000 ล้านบาท
 
                         2. ITD POWER CHINA JV ซึ่งเป็นการร่วมทุนระหว่างบริษัท อิตาเลียนไทย ดีเวล็อปเมนต์ จำกัด (มหาชน) หรือ ไอทีดี กับบริษัท พาวเวอร์ ไชน่า ของประเทศจีน ได้โครงการไป 5 โมดูล รวมเงิน 109,999.627 ล้านบาท ต่อรองราคาลดลงไป 3,152 ล้านบาท เหลือ 106,800 ล้านบาท
 
                         Module A1 การสร้างอ่างเก็บน้ำอย่างเหมาะสมและยั่งยืนในพื้นที่ลุ่มน้ำปิง, ยม, น่าน, สะแกกรัง และป่าสัก ให้ได้ความจุเก็บกัก 1.3 ล้าน ลบ.ม. โดยใช้ งบประมาณไม่เกิน 5 หมื่นล้านบาท ก่อสร้างแล้วเสร็จภายในระยะเวลา 5 ปี  โดยเสนอราคาที่ 49,999.894 ล้านบาท ต่อรองราคาเหลือ 48,500 ล้านบาท
 
                         Module A2 การจัดทำผังการใช้ที่ดิน / การใช้ประโยชน์ที่ดิน ในพื้นที่ลุ่มน้ำ รวมทั้งการจัดทำพื้นที่ปิดล้อมพื้นที่ชุมชนและเศรษฐกิจหลัก สำหรับพื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยา งบประมาณไม่เกิน 2.6 หมื่นล้านบาท ก่อสร้างแล้วเสร็จภายในระยะเวลา 5 ปี ยื่นประมูลที่ราคา 2.6 หมื่นล้านบาท เท่ากับราคากลาง ต่อรองราคาเหลือ 25,000 ล้านบาท
 
                         Module A4 การปรับปรุงสภาพลำน้ำสายหลักและการป้องกันการกัดเซาะตลิ่งริมแม่น้ำ ในพื้นที่แม่น้ำยม, น่าน และเจ้าพระยา โดยใช้ งบประมาณไม่เกิน 1.7 หมื่นล้านบาท ดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในระยะเวลา 5 ปี ยื่นเสนอราคาประมูล 1.7 หมื่นล้านบาทเท่าราคากลาง ต่อรองราคาลงมาอีก
 
                         Module B1 การสร้างอ่างเก็บน้ำอย่างเหมาะสมและยั่งยืน ในพื้นที่ลุ่มน้ำ 17 ลุ่มน้ำ โดยใช้งบประมาณไม่เกิน 1.2 หมื่นล้านบาท ก่อสร้างแล้วเสร็จภายในระยะเวลา 5 ปี ยื่นเสนอราคา 11,999.733 ล้านบาท ต่อรองราคาลงมาอีก
 
                         Module B3 การปรับปรุงสภาพลำน้ำสายหลักและการป้องกันการกัดเซาะตลิ่งริมแม่น้ำ ในพื้นที่ลุ่มน้ำ 17 ลุ่มน้ำ งบประมาณไม่เกิน 5 พันล้านบาท ดำเนินการแล้วเสร็จภายในระยะเวลา 5 ปี เสนอราคาที่ 5,000 ล้านบาทเท่ากับราคากลาง ต่อรองราคาลงมาอีก
 
                         3. กิจการร่วมค้า ซัมมิท เอสยูที ได้โครงการไป 1 โมดูล คือ Module B2 การจัดทำผังการใช้ที่ดิน / การใช้ประโยชน์ที่ดิน ในพื้นที่ลุ่มน้ำ รวมทั้งการจัดทำพื้นที่ปิดล้อมพื้นที่ชุมชนและเศรษฐกิจหลักในพื้นที่ลุ่มน้ำ 17 ลุ่มน้ำ งบประมาณไม่เกิน 1.4 หมื่นล้านบาท ก่อสร้างแล้วเสร็จภายในระยะเวลา 5 ปี ยื่นเสนอราคา 13,933.74 ล้านบาท ต่อรองราคาเหลือ 13,633.74 ล้านบาท ลดลงไป 300 ล้านบาท
 
                         4. กลุ่มบริษัทค้าร่วม ล็อกซเล่ย์ โดยกลุ่มเค-วอเตอร์ และกลุ่มอิตาเลียนไทยฯ ได้โครงการไป 2 โมดูล คือ Module A6 และ B4 ระบบคลังข้อมูลเพื่อการพยากรณ์และเตือนภัย รวมทั้งการบริหารจัดการน้ำ โดยใช้งบประมาณไม่เกิน 4 พันล้านบาท ระยะเวลาดำเนินการทั้งสิ้น 5 ปี ยื่นเสนอราคาประมูลเป็นเงิน 3,997.520 ล้านบาท ต่อรองราคาเหลือ 3,797.520 ล้านบาท ลดลงไป 200 ล้านบาท
 
 
 
หารือ 20 หน่วยงานเคาะเดินหน้าโครงการพรุ่งนี้
 
 
                         พ.อ.วีรธัช ศรีใส ผู้ประสานงานเรื่องการบูรณาการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำในภาพรวมของประเทศ กล่าวถึง กรณีที่ คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)ได้ออกเอกสารสั่งระงับการดำเนินการโครงการบริหารจัดการน้ำ 3.5 แสนล้านบาท ว่า เอกสารดังกล่าวเป็นของจริง ที่ออกโดย คสช. เพื่อส่งไปยังหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินงาน โครงการบริหารจัดการน้ำ 3.5 แสนล้านบาท เพื่อให้ระงับการดำเนินการทุกอย่างในภาพรวม แต่ไม่ได้เป็นการยกเลิกโครงการตามที่สื่อออนไลน์ได้นำเสนอไป โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้ คสช. รับทราบข้อมูลในภาพรวมทั้งหมดอย่างเหมาะสม พร้อมทั้งผลักดันเดินหน้า บูรณาการทุกโครงการให้มีความสอดคล้อง เหมาะสม คุ้มกับงบประมาณ
 
                         "ไม่ใช่การหยุด เพียงแต่ให้ชะลอไว้ก่อน เพื่อให้ทุกฝ่าย ทุกหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้อง ได้เข้ามาพูดคุยกันในภาพรวม ว่าโครงการไหนเหมาะสมที่จะเดินหน้าต่อ เช่น สมมติว่ามีอยู่ 100 โครงการ ส่วนราชการอาจจะเสนอ 900 โครงการ ที่เห็นว่ามีความสำคัญ เร่งด่วนในการดำเนินการ หรืออาจจะปรับรูปแบบ หาทางแก้ปัญหา บางโครงการอาจจะไปทับที่ของชาวบ้านอยู่ เราก็มาหารือร่วมกันว่าจะหาทางออกอย่างไร"
 
                         พ.อ.วีระธัช กล่าวต่อว่า ในวันจันทร์ที่ 9 มิ.ย.นี้ ทาง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผบ.ทบ. ในฐานะหัวหน้า คสช. จะเชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับโครงการดังกล่าวประมาณ 20 หน่วยงาน อาทิ กระทรวงเกษตรฯ กระทรวงทรัพยากรฯ กรมชลประทาน กรมโยธาธิการและผังเมือง กรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช กรมป่าไม้ กรมทรัพยากรน้ำ มาประชุมร่วมกันที่กองบัญชาการกองทัพบก