
อภิสิทธิ์เผยพร้อมออกพันธบัตร5หมื่นล้านกู้ศก.
"อภิสิทธิ์"เผยรัฐบาลพร้อมออกพันธบัตร 5 หมื่นล้านกลางเดือนก.ค.นี้ พร้อมขอขอบคุณส.ว.ให้ความไว้วางใจรัฐบาลช่วยผ่านพรก.-พรบ.กู้เงินฯ 8 แสนล้าน เตรียมขอเปิดประชุมสภาสมัยนิติบัญบัติพรบ.สรรพสามิตน้ำมันอีกครั้งหลังจากที่ถูกตีกลับ ยันไม่มีนโยบายแปรรูปการรถไฟฯให้เอ
(28 มิ.ย.) เมื่อเวลา 09.00 น. ณ สำนักงาน ก.พ. จังหวัดนนทบุรี นายอภิสิทธิ์ ได้กล่าวกับพี่น้องประชาชนในรายการ “เชื่อมั่นประเทศไทยกับนายกฯ อภิสิทธิ์” เป็นครั้งที่ 24 ออกอากาศทางสถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทย และสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย ดังนี้
สวัสดีครับพี่น้องประชาชนที่เคารพรักทุกท่านครับ วันนี้ผมมาอยู่ที่สำนักงาน ก.พ. จังหวัดนนทบุรี อีกสักครู่หนึ่งครับจะมีการจัดกิจกรรมในเรื่องของวันต่อต้านยาเสพติด ซึ่งวันที่ 26 มิถุนายนครับ ตามหลักสากลถือว่าเป็นวันต่อต้านยาเสพติด เพียงแต่ว่าในช่วงวันที่ 26 นั้น ผมอยู่ต่างประเทศคือเดินทางไปประเทศจีน เดี๋ยวสักครู่จะได้เล่าให้กับพี่น้องประชาชนได้รับทราบต่อไป
ไทย-สิงคโปร์รื้อฟื้นกลไกเพื่อเสริมสร้างความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจ
สัปดาห์ที่ผ่านมา ผมอยากจะเริ่มต้นอย่างนี้ครับว่า วันจันทร์ผมได้เดินทางไปเยือนประเทศสิงคโปร์ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการเดินทางไปเยือนประเทศในกลุ่มอาเซียน ตั้งแต่มารับตำแหน่งก็ยังอยู่ในช่วงที่กำลังเดินทางไปเยี่ยมประเทศในอาเซียนทั้งหลาย สิงคโปร์ก็เป็นอีกประเทศหนึ่งซึ่งมีความสำคัญในแง่ของการพัฒนาความสัมพันธ์ทางด้านเศรษฐกิจ ด้านสังคม ด้านความมั่นคงด้วย เนื่องจากว่าความสัมพันธ์ของทั้ง 2 ประเทศนั้นค่อนข้างที่จะราบรื่น ก็มีการพูดถึงการเร่งรัดความร่วมมือในด้านต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของทางด้านเศรษฐกิจ การค้า การลงทุน ซึ่งจะได้มีการรื้อฟื้นกลไกในการที่จะเสริมสร้างให้ความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจมีการกระชับมากยิ่งขึ้น รวมไปถึงความร่วมมือของข้าราชการเอง ซึ่งเรากับสิงคโปร์ทำกันมาเป็นเวลานานพอสมควร ทั้ง 2 เรื่องนี้ สิงคโปร์รับที่จะเป็นเจ้าภาพในการจัดการประชุมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในช่วงปลายปีนี้ต่อไป
วุฒิสภาผ่านความเห็นชอบ พ.ร.ก.กู้เงิน
ในวันเดียวกันครับ ผมต้องเดินทางกลับมาจากสิงคโปร์เร็วขึ้น เนื่องจากมีความห่วงใยครับว่า การทำความเข้าใจชี้แจงกับท่านสมาชิกวุฒิสภาในการพิจารณาพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) ต่าง ๆ อาจจะไม่สามารถครอบคลุมหรือสร้างความมั่นใจให้กับทางสมาชิกได้ แต่ต้องขอขอบคุณครับว่าในที่สุดท่านสมาชิกวุฒิสภานั้นได้ให้ความเห็นชอบในเรื่องของพระราชกำหนดให้อำนาจรัฐบาลในการกู้เงิน ซึ่งเป็นเงินจำนวน 400,000 ล้านบาท ในจำนวนนั้นจะมาเสริมในเรื่องของฐานะของเงินคงคลัง และการบริหารทางการคลัง ไม่เกิน 200,000 ล้านบาท ส่วนที่เหลือนั้นคือเข้าสู่เรื่องของการที่จะมีการพัฒนาในโครงการไทยเข้มแข็ง ซึ่งผมได้เคยมาพูดคุยในรายการนี้ และในโอกาสอื่น ๆ ไปแล้วหลายต่อหลายครั้ง
เปิดให้ผู้สูงอายุซื้อพันธบัตรเดือนก.ค.นี้
สำหรับการดำเนินการเมื่อพระราชกำหนดผ่าน ขณะนี้ทางกระทรวงการคลังกำลังมีการดำเนินการในเรื่องของการจัดทำเกี่ยวกับการกู้เงิน ซึ่งจะมีการออกพันธบัตรให้กับพี่น้องประชาชนเป็นผู้ซื้อจำนวน 50,000 ล้านบาท จะเริ่มต้นตั้งแต่กลางเดือนกรกฎาคม โดยจะแบ่งออกเป็น 3 ช่วง ช่วงแรก 15,000 ล้านบาท ช่วงที่ 2 15,000 ล้านบาท ช่วงที่ 3 เป็นส่วนที่เหลือ 20,000 ล้านบาท โดยหลักสำคัญคือว่าในช่วงแรกนั้นจะเปิดโอกาสให้ผู้สูงอายุที่มีอายุเกิน 60 ปีนั้น มีโอกาสได้จองพันธบัตรก่อน เพราะว่าพันธบัตรนี้ถือเป็นทางเลือกในเรื่องของการออม อายุ 5 ปี 2 ปีแรกดอกเบี้ยร้อยละ 3 ถัดมาจะขยับขึ้นเป็นร้อยละ 4 และสุดท้ายไปจบลงตรงที่ร้อยละ 5
เพราะฉะนั้น จริง ๆ แล้วหลักของเรื่องนี้ทั้งหมดคือ การที่รัฐบาลกำลังเอาเงิน ซึ่งปัจจุบันนั้นอยู่ในระบบธนาคาร ผู้ออมก็บ่นว่าได้ดอกเบี้ยต่ำ ขณะเดียวกันระบบธนาคารเองโดยสภาวะทางเศรษฐกิจ และโดยปัจจัยอีกหลายอย่างปล่อยสินเชื่อออกมาค่อนข้างน้อย จะมีเงินที่อยู่ในระบบธนาคารซึ่งไม่ได้ทำประโยชน์อะไร การออกพันธบัตรในช่วงกลางเดือนกรกฎาคมนี้ เป็นทางเลือกให้กับผู้สูงอายุและผู้ออม ที่จะมีทางเลือกในการออมที่มีผลตอบแทนสูงขึ้น และเงินนี้สามารถนำมาเพื่อแก้ปัญหาทางเศรษฐกิจได้ด้วย รายละเอียดต่าง ๆ นั้น ทางกระทรวงการคลังจะมีการประชาสัมพันธ์ต่อไป คาดว่าภายในกลางเดือนกรกฎาคมการกู้ยืมเงิน 50,000 ล้านบาท ผ่านการออกพันธบัตร คงจะสามารถดำเนินการได้อย่างเรียบร้อย และบรรดาโครงการต่าง ๆ ที่จะลงทุนในเรื่องของไทยเข้มแข็งนั้น น่าจะเริ่มดำเนินการได้ในช่วงเดือนสิงหาคม
เตรียมเสนอพ.ร.ก.ภาษีสรรพสามิตเข้าสภาสมัยนิติบัญญัติ
อย่างไรก็ตามครับการพิจารณาของวุฒิสภาเมื่อวันจันทร์นั้น มีการไม่เห็นชอบพระราชกำหนดอยู่ 1 ฉบับ นั่นคือการขึ้นภาษีสรรพสามิตน้ำมัน ผมก็เข้าใจครับว่าสมาชิกวุฒิสภาเหมือนกับประชาชนจำนวนมาก และรวมทั้งตัวผมเอง ก็มีความกังวลว่าภาษีตัวนี้ไปเพิ่มภาระให้พี่น้องประชาชน ผมขอย้ำอีกครั้งนะครับว่านับตั้งแต่ที่เรามีการขึ้นภาษีสรรพสามิตน้ำมันมา ยังไม่ได้มีการส่งต่อภาระภาษีตรงนี้ไปให้ประชาชนเลย แต่ราคาน้ำมันที่สูงขึ้นมานั้นเป็นผลมาจากการที่ราคาน้ำมันในตลาดโลกได้ขึ้นสูงมาก ถ้าผมจำไม่ผิดช่วงที่เราออกพระราชกำหนดในเรื่องของภาษีตัวนี้ ราคาน้ำมันดิบอยู่ที่ 50 เหรียญต่อบาร์เรล ขณะนี้ขึ้นมาที่ 70 เหรียญแล้ว
เพราะฉะนั้น การขึ้นตรงนั้นไม่ได้เกี่ยวกับเรื่องของภาษี อย่างไรก็ตามนะครับ ผมจะรอให้มีการเปิดประชุมสมัยนิติบัญญัติของรัฐสภา ก็จะได้นำพระราชกำหนดนี้นำเสนอต่อสภาผู้แทนราษฎร และจะพิจารณาต่อไปโดยจะคำนึงถึงว่าขณะนี้กองทุนน้ำมัน ซึ่งเข้ามาแบกรับภาระตรงนี้ฐานะเป็นอย่างไร แนวโน้มราคาน้ำมันในตลาดโลกเป็นอย่างไร และจะพิจารณาตามความเหมาะสมต่อไป อันนี้เป็นเรื่องของเศรษฐกิจ ซึ่งในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมามาตรการต่าง ๆ ก็มีความคืบหน้าไป
ยืนยันไม่มีการแปรรูปการรถไฟฯ
สัปดาห์ที่ผ่านมาเช่นเดียวกันนะครับ ผมได้แก้ไขปัญหาในเรื่องของความเข้าใจที่ไม่ตรงกันในบางเรื่อง เช่น การปฏิรูปรถไฟ ซึ่งท่านรองนายกรัฐมนตรี พลตรี สนั่น ขจรประศาสน์ ได้ไปเจรจาจนเกิดความเข้าใจที่ดี และจะเปิดโอกาสให้พี่น้องในสหภาพเข้ามาร่วมในการดูแลเกี่ยวกับแผนของการที่จะฟื้นฟูรถไฟ ซึ่งความจริงยังไม่ใช่เรื่องของการที่จะไปแปรรูปหรือให้เอกชนอะไรทั้งสิ้นเลยครับ เป็นเพียงเรื่องของการที่จะปรับระบบการบริหารจัดการภายใน เพื่อแยกงานที่เกี่ยวข้องกับการดูแลราง ออกจากงานที่บริหารจัดการในเรื่องของการวิ่งรถ และออกจากงานบริหารในเรื่องของทรัพย์สินของรถไฟที่มีอยู่มาก
ซึ่งเราเชื่อว่าแนวทางนี้จะช่วยให้ฐานะของการรถไฟดีขึ้นมา และบริการของประชาชนดีขึ้นมาด้วย แต่ว่าอย่างไรก็ตามครับ แผนนี้ยังไม่ได้มีการดำเนินการ เป็นการปรึกษาหารือให้สบายใจ มั่นใจของฝ่ายต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องก่อน และคงจะเดินหน้าได้ และผมต้องขอถือโอกาสนี้เรียนนะครับว่าพี่น้องประชาชนไม่ว่าจะเป็นกลุ่มใดครับ มีความไม่เห็นด้วย มีความข้องใจ มีความไม่แน่ใจในนโยบายของรัฐบาล สามารถที่จะเรียกร้อง สามารถที่จะนำเสนอความคิดเห็นของท่านมาได้ อย่าได้ใช้วิธีการที่ทำให้พี่น้องประชาชนในวงกว้าง หรือพี่น้องประชาชนส่วนใหญ่ต้องเดือดร้อน อันนี้เป็นเรื่องที่อยากจะฝากไว้กับพี่น้องประชาชนทุกกลุ่มด้วย



