ข่าว

คสช.ถกช่วยชาวนาดัน3ข้อ20มิ.ย.ชัดเจน

คสช.ถกช่วยชาวนาดัน3ข้อ20มิ.ย.ชัดเจน

07 มิ.ย. 2557

คสช.เปิดเวทีหาวิธีช่วยชาวนา เสนอ 3 ประเด็นหลัก ลดต้นทุน-หนุนชลประทาน-พัฒนาคุณภาพ รับปากชี้แจงความชัดเจน 20 มิ.ย.นี้

 
                         7 มิ.ย. 57  พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ ผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารบก ในฐานะรองหัวหน้าฝ่ายเศรษฐกิจ คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เป็นประธานการประชุมรับฟังความคิดเห็นการช่วยเหลือชาวนา ที่ห้องประชุมสโมสรทหารบก ถนนวิภาวดีรังสิต โดยเชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐและเกษตรกรเข้าร่วมหารือ
 
                         พล.อ.ฉัตรชัย เปิดเผยภายหลังประชุมว่า ได้เชิญ 8 สมาคมชาวนามาให้ข้อมูลและข้อเสนอแนะเกี่ยวกับการช่วยเหลือชาวนา โดยข้อเสนอของชาวนาเเบ่งออกเป็น 3 ประเด็นหลัก ได้แก่ 1.การลดต้นทุนการผลิต เช่น ปุ๋ย และยาฆ่าเเมลง 2.การพัฒนาระบบชลประทานที่จะสามารถส่งน้ำให้เกษตรกรในพื้นที่ต่างๆ ได้อย่างเพียงพอและทั่วถึง และ 3.การพัฒนาคุณภาพข้าวให้ดีขึ้น โดยทั้ง 3 ประเด็นดังกล่าวแต่ละหน่วยงานจะนำกลับไปทบทวนร่วมกับความคิดเห็นของนักวิชาการและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และนำกลับมาเสนอต่อที่ประชุมอีกครั้งในสัปดาห์หน้า ก่อนนำเสนอต่อหัวหน้า คสช. เพื่อกำหนดเป็นมาตรการช่วยเหลือต่อไป
 
                         "สำหรับการพูดคุยครั้งนี้ บรรยากาศเป็นไปด้วยความราบรื่น ไม่ได้มีการเสนอแนวทางการช่วยเหลือชาวนาที่เกี่ยวข้องกับโครงการประกันราคาสินค้าเกษตรและโครงการรับจำนำข้าวแต่อย่างใด" พล.อ.ฉัตรชัย กล่าว
 
                         นายวิเชียร พวงลำเจียก นายกสมาคมชาวนาและเกษตรกรไทย กล่าวภายหลังการหารือว่า ถือเป็นนิมิตหมายที่ดีที่ทุกฝ่ายได้ช่วยเหลือชาวนา แต่โดยภาพรวมชาวนาทั้งประเทศยังมีความต้องการโครงการรับจำนำข้าว เพราะโครงการนี้ถือว่าเป็นประโยชน์ต่อชาวนาทั่วประเทศ เพราะเมื่อจำนำแล้วยังมีผลกำไรอยู่บ้าง เพราะขณะนี้ราคาข้าวในตลาดโดยรวมเฉลี่ยอยู่ที่ตันละ 4,000-6,000 บาท ซึ่งถือว่าเป็นอัตราที่ทำให้เกษตรกรขาดทุน ซึ่งราคาต้นทุนการผลิตเฉลี่ยอยู่ที่ 7,000-7,700 บาทต่อตัน 
 
                         "ดังนั้นหากรัฐบาลไม่มีนโยบายในการรับจำนำข้าวก็อยากให้หน่วยงานที่กำกับดูแลช่วยเหลือโดยหามาตรการอื่นที่จะช่วยให้ชาวนาสามารถอยู่ได้ โดยมีสูตรราคาต้นทุนอยู่ที่ 7,300 บาทต่อตัน และให้บวกกำไร สัดส่วนร้อยละ 40 ซึ่งเท่ากับราคาข้าวโดยเฉลี่ยจะเกิน 10,000-12,000 บาทต่อตัน จะทำให้เกษตรกรส่วนใหญ่อยู่ได้ และทาง คสช.รับปากจะชี้แจงความคืบหน้าและความเป็นไปได้ให้รับทราบภายในวันที่ 20 มิถุนายนที่จะถึงนี้" นายวิเชียร กล่าว
 
                         นายระวี รุ่งเรือง ประธานศูนย์ข้าวชุมชนภาคตะวันตก ได้เสนอให้ภาครัฐช่วยเหลือในเรื่องปัจจัยการผลิตที่ลงทุนไปแล้วในรูปของเม็ดเงิน 2,500 บาทต่อไร่ และให้ภาครัฐพยายามกำหนดกลไกตลาดและควบคุมปริมาณข้าวที่ออกสู่ตลาด ส่วนในระยะต่อไปให้มีการสำรวจจำนวนศูนย์ข้าวชุมชนที่กระจายอยู่ทั่วประเทศ เพื่อจัดตั้งกองทุนในการให้ยืมเงินจัดซื้อเมล็ดพันธุ์ข้าว และตั้งกองทุนหมุนเวียนให้เกษตรกรนำผลผลิตมาแปรรูปในโรงสีชุมชน พร้อมกันนี้ยังได้เสนอให้มีการจัดทำแผนพัฒนาชาวนาในระยะ 5 ปีหรือ 8 ปีข้างหน้า โดยกำหนดไม่ว่ารัฐบาลใดเข้ามาบริหารประเทศให้ใช้แผนดังกล่าวในการดูแลช่วยเหลือชาวนา
 
                         "การพูดคุยจะต้องเกิดขึ้นอีกหลายครั้ง แต่เบื้องต้นคือการช่วยเหลือชาวนาที่มีผลผลิตออกมา เราเข้าใจว่า คสช.ต้องการเข้ามาแก้ไขปัญหาที่ชาวนาเดือดร้อนในขณะนี้ โดยเราอยากให้ คสช.ช่วยเหลือชาวนาตั้งแต่เดือนมิถุนายน-กันยายน เนื่องจากเป็นฤดูเก็บเกี่ยว เพื่อที่ชาวนาจะได้มีเงินเพาะปลูกในฤดูนาปีที่จะเริ่มในเดือนสิงหาคมนี้" นายระวี กล่าว
 
                         รายงานข่าวจากที่ประชุมเปิดเผยว่า สมาคมชาวนาและเกษตรกรไทยได้เสนอแนวทางในการช่วยเหลือ 1.ออกมาตรการช่วยเหลือชาวนารูปแบบใดก็ได้ ที่คิดคำนวณจากราคาขายบวกกำไร โดยผู้ปลูกข้าวหอมมะลิเสนอดูแลราคาข้าวเปลือกนาปีรอบใหม่(2557/58) ไม่ต่ำกว่าตันละ 16,000 บาท ราคาข้าวเปลือกเหนียวตันละไม่ต่ำกว่า 14,000 บาท ราคาข้าวเปลือกเจ้าตันละไม่ต่ำกว่า 12,000 บาท 2.หาวัตถุดิบเพื่อการเพาะปลูกราคาถูก 3.จัดหาตลาดขายข้าวโดยตรง 4.ดูแลต้นทุนการทำนาให้คุ้มทุน และ 5.ให้ คสช.ผลักดันการออกกฎหมายสวัสดิการชาวนา เหมือนในต่างประเทศ เช่น สหรัฐ ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ เพื่อการช่วยเหลือเกษตรกรชาวนาให้ยั่งยืนในอนาคต
 
                         ด้าน นายสมชาติ สร้อยทอง อธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยว่า ได้เตรียมมาตรการในการดูแลราคาข้าวเอาไว้ เพื่อเสนอให้ คสช.แล้ว ซึ่งเบื้องต้นจะไม่มีการทำโครงการรับจำนำข้าว และโครงการประกันรายได้อย่างแน่นอน โดยอาจจะเป็นการสนับสนุน หรือชดเชยปัจจัยการผลิตแทน แต่ต้องรอการหารือจากทุกภาคส่วน รวมทั้งการตัดสินใจจาก คสช.ก่อน สำหรับราคาสินค้าเกษตรช่วงนี้ปรับตัวดีขึ้น โดยเฉพาะราคาข้าวเปลือกเริ่มปรับขึ้นมาเล็กน้อยประมาณ 300 บาทต่อตัน หรืออยู่ที่ประมาณตันละ 7,300 บาท ซึ่งถือว่าเป็นราคาที่ดี และตลาดมีความต้องการข้าวเพิ่มขึ้น ขณะที่สินค้าเกษตรชนิดอื่นก็ไม่มีปัญหาเรื่องราคาตกต่ำ 
 
                         วันเดียวกัน น.ส.มัลลิกา บุญมีตระกูล รองโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ แถลงเรียกร้องให้ คสช.เร่งวางมาตรการช่วยเหลือกลุ่มเกษตรกรทุกกลุ่ม โดยตั้งวอร์รูมแก้ปัญหาอย่างเท่าเทียม เพราะขณะนี้เกษตรกร 16-17 จังหวัดภาคใต้ และภูมิภาคอื่นๆ เกิดปัญหาราคาผลไม้ตกต่ำ จึงอยากเสนอให้ คสช.เร่งหามาตรการเร่งด่วนวางแผนหาตลาดกลาง เช่น กทม.และจังหวัดหัวเมืองใหญ่ๆ เพื่อรองรับผลผลิต ช่วยยกระดับราคาผลผลิตทางการเกษตรด้วย 
 
                         นอกจากนี้อยากให้แก้ปัญหาราคายางพาราและปาล์มตกต่ำ โดย คสช.เร่งจ่ายเงินค่าปัจจัยผลผลิตที่ค้างจ่ายเกษตรกรอยู่ 1.5 แสนราย วงเงินประมาณ 4,000 ล้านบาท จากกรณีที่รัฐบาลชุดที่ผ่านมาออกมติจ่ายเงินให้เกษตรกร ซึ่งเป็นการชดเชยค่าปัจจัยการผลิต โดยในส่วนของราคาปาล์มกลุ่มเกษตรกรไม่เห็นด้วยกับการนำเข้าน้ำมันปาล์ม เพราะจะกระทบต่อราคาปาล์มในประเทศ แต่ควรให้รัฐรับซื้อปาล์มเพื่อสต็อกเอาไว้นำไปผลิตไบโอดีเซล ซึ่งจะช่วยกระตุ้นราคาปาล์มให้สูงขึ้นได้
 
                         ส่วนปัญหาราคายางพาราตกต่ำขอให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผบ.ทบ.ในฐานะหัวหน้า คสช.เชิญตัวแทนเกษตรกร ผู้ส่งออก และภาครัฐ มาร่วมหารืออย่างเร่งด่วน โดยกลุ่มเกษตรกรเสนอว่า จะต้องไม่นำยางที่มาจากการแทรกแซงออกมาขายในช่วงนี้อย่างเด็ดขาด เพราะจะกลายเป็นการทุ่มตลาดกระทบต่อการกำหนดราคายาง และอยากให้ คสช.กำหนดมาตรการแก้ปัญหาและแถลงออกมาให้ชัดเจน เพื่อส่งสัญญาณให้โลกรู้ รวมถึงควรประสานงานกับประเทศผู้ผลิตอื่นอย่างใกล้ชิดและเร่งด่วน ควรเจรจากับประเทศผู้ส่งออกในโลก และบริษัทร่วมทุนที่มีไทย มาเลเซีย อินโดนีเซีย ว่าไม่ควรขายยางตัดราคากันเอง และต้องกำหนดราคายางพาราขั้นต่ำให้ได้ เพื่อแสดงความเป็นเจ้าตลาด รวมถึง คสช.ควรมียุทธศาสตร์ด้านยางพาราระยะยาวด้วย